ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านรู้สึกอย่างไรกับการใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท จัดงานฉลองความสำเร็จแก้ปัญหาน้ำท่วม?
 
ป้ายโฆษณา
สามก๊กการเมืองไทย ตอน มังกรเตี้ยพลิกตัว พิมพ์ อีเมล
บทความ - สามก๊กการเมืองไทย
เขียนโดย ดุลยพาห์   
วันจันทร์ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๓๖ น.


            เจิ้งหยางศกปีที่ 164 แรม 15 ค่ำ เดือน 10 เป็นเทศกาลสารทของชาวฮวน และถือว่าเป็นวันสุดท้ายที่บรรดาวิญญาณของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับซึ่งได้รับอนุญาตให้มาเยี่ยมลูกหลานต้องถึงกาลเดินทางกลับ จึงเป็นเทศกาลทำบุญใหญ่ของชาวฮวน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้บรรดาวิญญาณเหล่านั้นไม่อดอยากยากไร้ในสัมปรายภพ 

            ยามนี้เป็นปลายเทศกาลฤดูฝน ซึ่งเป็นธรรมดาที่ฝนจะกระหน่ำหนักและจะกระหน่ำอีกห่าใหญ่ในลักษณะฝนสั่งฟ้าเพื่ออำลาฤดูฝน ตั้งแต่ภาคเหนือ ภาคอีสาน เลื่อนลำดับถัดมาถึงภาคกลาง 

            ดังนั้นยามนี้ฝนฟ้าในภาคเหนือและภาคอีสานจึงซาลง แต่ยังคงกระหน่ำในภาคกลางและเริ่มตกหนักในภาคใต้ 

            แต่เพราะแผ่นดินฮวนนี้ไร้ผู้แก้ไขปัญหา หรือดูแลความเป็นไปในบ้านเมือง ดังนั้นปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง จึงซ้ำซาก และเกิดขึ้นทุกปี ยามเทศกาลฝนก็กลายเป็นเทศกาลอุทกภัย ยามหน้าแล้งก็เป็นเทศกาลภัยแล้ง ที่อาณาประชาราษฎร์พากันเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าสลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาหลายปีเต็มทีแล้ว 

            การสัประยุทธ์ช่วงชิงอำนาจในแผ่นดินฮวนระหว่างเหล่าบู๊เฮี้ยบวายร้ายทั้งหลายได้เกิดขึ้นอย่างคึกคัก แต่ละฝ่ายหมายแย่งชิงอำนาจเพื่อเข้ามาสูบเลือดแล่เนื้อเถือหนังแผ่นดินฮวนแทนคณะเก่า บรรดากลเม็ดเด็ดพรายและเล่ห์ร้ายต่าง ๆ จึงถูกสรรสร้างและสรรหามาใช้อย่างไม่บันยะบันยัง 

            ประดาบู๊เฮี้ยบปิศาจที่กำลังช่วงชิงอำนาจกันหาได้สนใจไยดีในภาวะล่มสลายของแผ่นดินฮวนแต่ประการใดไม่ ถึงแม้อาณาประชาราษฎรและสมณะชีพราหมณ์ทั้งหลายจะเดือดร้อนร่ำร้องระงมทั่วทั้งแผ่นดิน ประดามันก็ทำเป็นไม่ได้ยิน ยังคงมุ่งมั่นตั้งหน้าตั้งตาสรรหาสารพัดวิธีเพื่อช่วงชิงอำนาจกันและกัน 

            ในขณะที่เบื้องหน้าเหล่าประดามันพากันจัดงานสังสรรค์กลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แล้วบริโภคหูฉลามกันอย่างครื้นเครง แต่ลับหลังแล้วประดามันล้วนฟาดฟันมุ่งร้ายหมายทำลายฝ่ายอื่น ๆ ให้พินาศย่อยยับ นี่แล้วจึงเรียกว่ามิตรภาพในหมู่โจร 

            แต่เพราะมิใช่เป็นโจรประเภทลักวัวลักควาย แต่เป็นโจรร้ายหมายปล้นบ้านชิงเมือง ดังนั้นอุบายซ่อนดาบในรอยยิ้มก็ดี การหักหลังดัดหลังและแอบแทงกันข้างหลัง ตลอดจนวิธีทำลายกันและกันสารพัดแบบจึงปรากฏขึ้นทั่วทั้งยุทธภพ 

            โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ “อ้วนพ้ง” จะต้องลาลับจากอำนาจหน้าที่ตามจักรราศีที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปในวันที่ 1 ของเดือน 10 และต้องถอดหัวโขนส่งต่อให้แก่ “ปั๋งยุทธ์” รับช่วงอำนาจทหารหลวงต่อไป อันหมายถึงการเคลื่อนคล้อยแห่งอำนาจที่หมุนเวียนเปลี่ยนจรไปเช่นดาวเดือนในจักรราศี 

            ก๊กน้ำเงินซึ่งมั่นใจในอำนาจการคุมกำลังทหารหลวง โดยมี “อ้วนป้อม” ทำหน้าที่เป็นพี่ใหญ่ ยังคงมั่นใจว่าพวกมันได้ชุบเลี้ยงบรรดาเหล่าทหารหลวงจนอยู่ดีมีสุขและติดกับการเสพสุขจนงอมแงม จะดลบันดาลให้เหล่ามันสามารถคุมกำลังบังคับบัญชาประดาทหารหลวงต่อไปได้ 

            เหตุนั้นยามที่เหล่าก๊กฟ้าเริ่มตระหนักว่าการโกงบ้านผลาญเมืองและการใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ผ่านมาสะท้านฟ้าสะเทือนดิน จน “ปี้เซ็ก” ก็ไม่อาจปกป้องคุ้มครองหรือสมยอม ทำตัวเป็นฤาษีเลี้ยงเหี้ยต่อไปได้ จนกระทั่งปรากฏแผนถีบไสไล่ส่งก๊กน้ำเงินออกจากวังวนแห่งอำนาจ บรรดาหัวโจกก๊กน้ำเงินจึงจำต้องหาทางพลิกเกมสถานการณ์ตีโต้กลับ 

            กลยุทธ์หลักที่ก๊กน้ำเงินนำออกมาใช้คือเปิดหน้าต่างยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นทีพร้อมสามัคคีกับอั้งตั่งของ “โจสิน” และเดินกลเกมอภัยโทษให้กับผู้บริสุทธิ์ทั้งปวงที่เหล่ามันได้กลั่นแกล้งเหวี่ยงแหยัดเยียดข้อหาสารพัด หวังโชคช่วย แล้วจะได้เป็นหลักในการช่วงชิงอำนาจต่อไป 

            นอกจากกลยุทธ์ประสานการเมืองแล้ว กลับซุ่มซ่อนเตรียมการกวาดอำนาจทั้งหมดมาไว้ในกลุ่มตน โดยมอบหมายให้ “อ้วนป้อม” ทำหน้าที่ก่อตั้งหุ้นส่วนกับอดีตคู่เกลอหัวหน้าใหญ่ของบู๊เฮี้ยบที่ล้มอำนาจ “โจสิน” เพื่อเชื่อมโยงกับกลุ่มเนติบริกร เตรียมการทั้งปวงให้พรั่งพร้อม เมื่อวันเวลาสำคัญมาถึง 

            นักรบชุดดำขบวนใหญ่เร่งฝึกระดมพลทั้งในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลาง โดยเฉพาะรอบปริมณฑลของเมืองหลวง เพื่อเตรียมการเข้าประสานกับเหล่าบู๊เฮี้ยบบางกลุ่มในปฏิบัติการอันเฉียบขาดนั้น 

            การสลับสับเปลี่ยนอำนาจของทหารหลวงและการขยับตัวของเหล่าก๊กน้ำเงิน ย่อมอยู่ในความติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของ “โจสิน” และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ มีหรือที่คนระดับ “โจสิน” จะปล่อยให้ฝ่ายอื่น ๆ ขยับขับเคลื่อนตามอำเภอใจ 

            ดังนั้น “โจสิน” จึงผันตัวเองจากแดนไกลเข้ามาตั้งหลักปักมั่นอยู่นอกแดนฮวนนั้งก๊กในระยะที่สามารถขยับตัวเข้ามาได้ทันทีที่เหตุการณ์อำนวย ทั้งเพื่อความสะดวกในการบัญชาการกับไพร่พลให้ขยับขับเคลื่อนไปตามแผนการที่กำหนด 

            ทว่าอำนาจของ “โจสิน” ในวันนี้หาได้เหมือนแต่ก่อนไม่ เหล่ามวลมิตรที่มีพละกำลังกลับต้องหันหลังให้วงอำนาจตามกาลเวลาที่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไป บรรดาผู้คนที่เคยจัดวางไว้ แม้ถูกสลับย้ายไกลออกไปจากวังวนแห่งอำนาจแล้ว ก็ยังต้องถอดหัวโขนกลับไปนอนเลี้ยงหลานอยู่บ้าน 

            แต่ประดามันก็ยังพอมีสายสนกลในที่เชื่อใจว่าเมื่อใช้กระบวนท่าผีโม่แป้งเข้าจัดการแล้ว ก็จะสามารถระดมกำลังเข้าปฏิบัติการช่วงชิงชัยได้ 

            ดังนั้นขบวนรบของฝ่ายอั้งตั่งจึงถูกปรับเป็นสามขบวน 

            ขบวนแรก คือขบวนเตรียมการเข้าสู่สมรภูมิชิงชัยในการประลองยุทธ์ใหญ่เพื่อเข้าสู่สภาเช็งเหม็ง อันเป็นหนทางหนึ่งในการได้อำนาจ 

            ขบวนที่สอง คือขบวนเตรียมการปฏิบัติการสายฟ้าแลบเข้ารุกรบช่วงชิงชัยในสถานการณ์ชุลมุนสับสน โดยตั้งกองบัญชาการใหญ่ในที่สูงตระหง่านฟ้า แทนกองบัญชาการเดิมของ “เล่าจิ๋ว” ที่ไม่ไกลจากสมรภูมิเผาเมืองครั้งที่ผ่านมา เพราะว่าบัดนี้มันถูกเผยตัวออกไปให้เหล่าบริวารของ “ปี้เซ็ก” จับได้ไล่ทันเสียแล้ว 

            กองบัญชาการใหญ่แห่งใหม่จึงเป็นที่ซ่องสุมมันสมองระดับเสนาธิการ เพื่อเตรียมการปฏิบัติการชิงชัยในสถานการณ์ที่อำนวยและชุลมุน โดยเตรียมขบวนการอั้งนั้งเข้าหนุนช่วย เพื่อจะได้อ้างว่าเป็นเสียงสวรรค์ 

            เพราะเหตุนี้บรรดาหัวโจกอั้งตั่งที่หลบลี้หนีภัยในแดนไกลก็ค่อย ๆ ผายผันเคลื่อนย้ายตัวเองเข้าสู่แดนฮวนนั้งก๊กอย่างเงียบงัน แต่ประดามันล้วนเป็นคนจำพวกเปิดหน้าปากสว่าง จึงไม่อาจปกปิดร่องรอยตามแผนการที่กำหนดได้ 

            พากันผุดหัวโผล่หางจนเปิดเผยเส้นทางความเคลื่อนไหวให้กับกลไกอำนาจของ “ปี้เซ็ก” ขยับขับเคลื่อนเข้าประกบตัวติดตามอย่างใกล้ชิด 

            ขบวนที่สาม คือขบวนการซักเนื้อฟอกตัวให้ขาวสะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องด้วยกลยุทธ์ปรองดอง ปรองแดก ที่ประสานเสียงเข้ากับบางซีกบางปีกในก๊กฟ้า หลังจากได้ร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์จากการปลุกปั่นเล่นการพนันหุ้น จนมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ และทำให้อำนาจของ “โจสิน” ค่อย ๆ แทรกสอดเข้ามาในบางปีกของแกนนำก๊กฟ้า 

            เมื่อแผนการสามขบวนรบถูกจัดวางอย่างแยบยล การขยับขับเคลื่อนของ “โจสิน” และอั้งตั่งจึงก่อเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดขึ้นในแดนฮวนนั้งก๊ก 

            ฉากหน้าที่โพนทะนาให้ชาวประชาฮวนนั้งต้องตะลึงพรึงเพริดก็คือการชูธงแห่งความสามัคคี ความจงรักภักดี และเรียกหาสันติภาพ สันติสุข เพื่อยุติยุคเข็ญในแผ่นดินฮวน 

            เหล่าประดากระบอกเสียงและสุนัขในสังกัดพากันเห่าหอนขานรับขับเคลื่อนเป็นทอด ๆ ดุจดั่งมโหรีปี่พาทย์มอญที่บรรเลงเพลงโศกในงานศพก็มิปาน 

            ท่ามกลางการขยับขับเคลื่อนของก๊กฟ้า ก๊กน้ำเงิน และอั้งตั่งของ “โจสิน” หาได้รอดพ้นไปจากสายตาอันคมกล้าของมังกรเตี้ย ตาต่ำ “เติ้งหาน” แต่ประการใด ด้วยอาศัยประสบการณ์อันคร่ำหวอดในยุทธภพ “เติ้งหาน” จึงเห็นโอกาสทองอันสำคัญที่จะกลับคืนสู่ประมุขแห่งยุทธจักรอีกครั้งหนึ่ง 

            แต่คนระดับมังกรเตี้ย ตาต่ำนั้น ไหนเลยจะเดินแผนการตื้น ๆ หรือชั้นเดียวได้ เมื่อแต่ละฝ่ายต่างเตรียมขบวนรบทั้งบุ๋นบู๊ “เติ้งหาน” มันก็ใช่ย่อย ฉวยสถานการณ์ที่ชุลมุนวุ่นวายนี้หมายแย่งยึดช่วงชิงอำนาจมาสู่มือตนเช่นเดียวกัน 

            ขบวนรบและกลยุทธ์ของ “เติ้งหาน” ออกจะพิสดารกว่าก๊กก๊วนอื่น ประหนึ่งเป็นกระบวนท่าหมัดเมาของยาจกซูก็มิปาน 

            ขบวนหนึ่งเป็นขบวนหลอก ออกปากประหนึ่งเป็นประมุขยุทธจักร เรียกร้องสันติภาพและสามัคคีในแผ่นดินฮวน หยามหยันสถานการณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้นว่าความรุนแรงทั้งปวงหาได้เป็นคุณแก่ใครไหนไม่ มีแต่จะทำลายฮวนนั้งก๊กและเหล่าชาวฮวนนั้งจนพินาศย่อยยับ 

            มันจึงเสนอกระบวนการหมุนกลับ 180 องศา ให้ทุกคน ทุกฝ่ายหันหน้ามาปรองดอง ปรองแดก ทว่าลัทธิปรองดอง ปรองแดก ที่ต่างคนต่างฝ่ายพากันพร่ำเพ้อเสนอนั้นหาได้มีเนื้อหาที่เหมือนกันแต่ประการใดไม่ 

            ประดามันใช้ข้อความถ้อยคำอย่างเดียวกันว่าปรองดอง ปรองแดก แต่เนื้อแท้เป็นคนละเรื่องคนละราว เพราะต่างคนต่างฝ่ายล้วนมุ่งหมายอำนาจและประโยชน์ของกลุ่มตัวพวกตนเท่านั้น 

            เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์ปรองดอง ปรองแดก ในลักษณะรุกรับอย่างแยบยล มังกรเตี้ย ตาต่ำ จึงมอบหมายให้ “ซ่าหนั่น” จอมยุทธ์ขี้เมา อดีตเสาหลักหนึ่งของก๊กฟ้าผู้ชำนาญคร่ำหวอดในยุทธภพออกหน้าเดินแผนการประสานสิบทิศ 

            อีกขบวนหนึ่ง ตัวมันกลับเดินเกมกลอันลี้ลับ เตรียมกลับเข้าสู่ตำแหน่งประมุขยุทธภพอีกครั้งหนึ่ง แอบประสานกับ “โจสิน” เพื่อร่วมมือกันในการบริหารอำนาจรัฐหลังศึกในสมรภูมิใหญ่ที่จะช่วงชิงชัยกันเข้าสู่สภาเช็งเหม็ง 

            มังกรเตี้ย ตาต่ำ จึงอ้างความสามารถลีลาประสานสิบทิศที่จะประสานบนล่างเพื่อสร้างสันติในแผ่นดินฮวน โดยต้องมอบหมายให้ตัวมันได้ครองตำแหน่งประมุขยุทธภพตอบแทนกับการเปิดโอกาสสร้างฐานและจัดการให้ “โจสิน” ได้มีโอกาสอันเลิศในการกลับสู่ตำแหน่งประมุขยุทธภพสืบต่อจากมันอีกครั้งหนึ่ง 

            ทว่าเหตุผลที่ว่า อั๊วะแก่แล้ว ขอเป็นประมุขยุทธภพแค่ 2 ปี แล้วจะผลักดันให้ “โจสิน” สืบทอดอำนาจแทน จะมีใครเชื่อถือเหมือนเหตุผลที่ว่า “ผมรวยแล้ว ไม่คิดจะคดโกงใด ๆ จะตั้งใจรับใช้แผ่นดินอย่างเดียว” หรือไม่ก็ยังไม่มีใครรู้ 

            เพราะทั้งมังกรเตี้ย ตาต่ำ และ “โจสิน” นั้นมันต่างรู้เช่นเห็นชาติกันดี ประหนึ่งไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ฉะนั้น 

            อันมังกรเตี้ย ตาต่ำ นั้น ทั่วทั้งยุทธภพทราบความจริงแต่เพียงว่ามวลมิตรส่วนใหญ่ของมันล้วนเป็นประดาพ่อค้าวานิช แต่ในความเป็นจริงนั้นมันกลับมีสหายสนิทที่เคยทรงพลังอำนาจในฝ่ายบู๊มาตั้งแต่ก่อนยุค “ซู่จิ๋น” ทำการยึดอำนาจเสียอีก 

            มืองานสำคัญฝ่ายบู๊ที่ร่วมทำมาหากินกันกับมังกรเตี้ย ตาต่ำ อย่างสนิทแน่นแฟ้นแต่เงียบงันคือ “อุ๋ยโลด” ซึ่งยังคงมีบทบาทจากเครือข่ายเดิม และวงการพ่อค้าวาณิชรายใหญ่ ๆ ในแผ่นดินฮวน 

            นอกจากนั้นมังกรเตี้ย ตาต่ำ มันยังมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับจอมเนติ บริกรที่เคยเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันตลอดมา และความสนิทสนมแน่นแฟ้นถึงขนาดเรียกได้ว่าวัวเคยขา ม้าเคยขี่ กันทีเดียว 

            แต่ทว่ามังกรเตี้ย ตาต่ำ มันสำนึกดีว่าพละกำลังทุกด้านของมันนั้นไม่อาจทำการได้สำเร็จลุล่วง มีแต่ต้องใช้กลยุทธ์ตาอยู่และการช่วงชิงอย่างสายฟ้าแลบเท่านั้น จึงจะมีความเป็นไปได้ 

            ดังนั้นแผนการและการเตรียมการทั้งปวงของมังกรเตี้ย ตาต่ำ จึงเป็นกลยุทธ์ผู้ถือดุลที่มุ่งหมายเป็นกำลังชี้ขาดในสถานการณ์ทั้งด้านบุ๋น ด้านบู๊ 

            ในด้านบุ๋น มันได้แต่หวังให้กำลังทางบุ๋นของมันเป็นตัวคุมดุลชี้ขาดความเป็นไปในสภาเช็งเหม็งตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงหลังศึกใหญ่ในการช่วงชิงชัยในสมรภูมิเข้าสู่สภาเช็งเหม็ง 

            ในด้านบู๊ มันก็ได้แต่หวังว่าเมื่อใดที่สถานการณ์ของแต่ละฝ่ายอยู่ในขั้นยัน กำลังอันน้อยของมันก็จะมีส่วนในการชี้ขาดสถานการณ์ได้ และเมื่อนั้นอำนาจต่อรองที่จะทำให้ฝ่ายใดชนะหรือปราชัยก็ย่อมอยู่ในมือของตัวมันผู้เดียว 

            เพราะเหตุนี้การเตรียมการตามแผนอันลึกลับของมังกรเตี้ย ตาต่ำ จึงมีความสลับซับซ้อนและพิสดารยิ่งกว่ากลุ่มฝ่ายอื่น ๆ และเพื่อประกันความสำเร็จอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ก็ไม่อาจมองข้ามจอมเนติบริกรไปได้ 

            เพราะการพูดการจาไหนเลยจะหาความสำคัญและคุณค่าเท่ากับตัวหนังสือได้ไม่ แต่การจะทำการเช่นนี้ในแดนฮวนนั้นยากที่จะหลุดรอดจากสายตาผู้คน เพราะในแผ่นดินฮวนนั้นก็เป็นที่รู้กันอย่างดีว่าหน้าต่างก็มีหู ประตูก็มีตา แม้สายลมก็สามารถพัดพาซุ่มเสียงไปถึงไหนต่อไหนได้ 

            ดังนั้นเพื่อปกปิดร่องรอยให้ลี้ลับ มังกรเตี้ย ตาต่ำ จึงจำต้องนัดหมายบรรดายอดขุนพลของตนและจอมเนติบริกรไปขึ้นเหลา ถองสุรายาดองกันถึงแดนเซียงกั้งก๊ก 

            แต่ทว่าความคิดเป็นของคน ความสำเร็จเป็นของฟ้า สถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างเตรียมทำลายล้างช่วงชิงและประหัตประหารกันเพื่ออำนาจและผลประโยชน์หาใช่เหมือนกับการปรุงอาหารแต่ประการใดไม่ ดังนั้นสถานการณ์ที่ต่างฝ่ายต่างขยับขับเคลื่อน จึงผันแปรติดกุกติดกักกันทั่วหน้า ประหนึ่งว่าสวรรค์ไม่เป็นใจ 

            ในส่วนกระบวนการของมังกรเตี้ย ตาต่ำนั้น ความพลิกผันกลับปรากฏโดยที่มันแทบคิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นได้ 

            เรื่องหนึ่ง “ซ่าหนั่น” ซึ่งได้รับมอบหมายให้ประสานสิบทิศ กลับมีเถยจิตคิดเป็นประมุขยุทธภพเสียเอง และ “ซ่าหนั่น” ก็ถือว่าสถานการณ์และโอกาสเช่นนี้ก็คือโอกาสทองของตนเองที่มีแต่คนโง่งมงายเท่านั้นจึงจะปล่อยให้โอกาสทองนี้ผ่านไปโดยไร้ประโยชน์ 

            ดังนั้นในขณะขยับขับเคลื่อนเดินเกมกลลึกตามคำสั่งของมังกรเตี้ย แต่ “ซ่าหนั่น” กลับแอบประสานเชิงลึกอย่างลับกับ “โจสิน” เพื่อให้ “โจสิน” สนับสนุนมันขึ้นครองตำแหน่งประมุขยุทธภพ และจะทำการทั้งปวงสนองพระคุณ “โจสิน” ตามแบบอย่างของ “ซ่าหมัก” และ “ซ่งไฉ” 

            แต่คนแบบ “โจสิน” นั้น ไหนเลยจะยอมให้ใครมาขี่คอได้โดยง่าย ดังนั้นแผนลึก ความลับ จึงถูกปล่อยล่องลอยไปตามสายลม จนล่ำลือเล่าขานกันทั่วทั้งยุทธภพ ทำให้มังกรเตี้ยต้องขุ่นแค้นเคืองใจเป็นอันมาก 

            และในที่สุดเมื่อบวกกับกระแสสังคมที่ก่นด่าประณาม “ซ่าหนั่น” ว่าเป็นถึงรองอัครมหาเสนาบดี แต่ริอ่านจะไปเสพสันทวะกับนักโทษหนีคุกย่อมเป็นความผิดตามกบิลเมืองแล้ว “ซ่าหนั่น” จึงจำต้องออกอาการแบ่งรับแบ่งสู้ 

            แต่ลีลามังกรการเมืองระดับ “ซ่าหนั่น” นั้น ไหนเลยจะแบ่งรับแบ่งสู้และแบ่งเสียแต่ฝ่ายเดียว ดังนั้นจึงฉวยโอกาสเช่นนี้ฟาดฝ่ามือกระแทกใส่ “ลิห้อย” ฉาดใหญ่ โดยที่ “ลิห้อย” เองมันก็หารู้ไม่ว่าฝ่ามือฉาดนี้กรีดกรายมาได้อย่างไรกัน 

            “ซ่าหนั่น” เรียกบรรดากระบอกเสียงเรียงสำนักมาเปิดถ้อยแถลงความในใจว่า ตัวมันนั้นหาได้มักใหญ่ใฝ่สูงแต่ประการใดไม่ แต่ต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่กอบกู้แผ่นดิน การทั้งนี้มีมาแต่เหตุที่ “ลิห้อย” มอบหมายภารกิจให้มันทำการประสานสิบทิศ หวังยังแผ่นดินฮวนให้สงบร่มเย็น 

            “ซ่าหนั่น” ฟาดพลังฝ่ามือชุดใหญ่เข้าใส่ “ลิห้อย” ว่าคิดไม่ถึงว่าความซื่อแห่งตนที่ทำการโดยหวังดีต่อแผ่นดินฮวน กลับถูก “ลิห้อย” ตลบหลัง เหยียบหาง แทงหลังอย่างไม่ยั้งมือ โพนทะนากล่าวหาว่าตัวมันจะหมายมั่นปั้นมือเป็นประมุขยุทธภพเสียเอง 

            ถ้อยแถลงของ “ซ่าหนั่น” ทำให้ทั่วทั้งยุทธภพงุนงงสงสัย แม้กระทั่ง “ลิห้อย” เองก็ยังงุนงงในพลังฝ่ามือกระบวนท่านี้ไม่หาย แม้ “ซ่าหนั่น” ถล่มฝ่ามือมาแล้วหลายวัน แต่ “ลิห้อย” มันก็ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร เพราะได้แต่งงงงวย งวยงงสงสัยว่ากระบวนท่านี้มีความหมายประการใด 

            อีกเรื่องหนึ่ง แม้มังกรเตี้ยจะมั่นใจว่าการนัดหมายจอมเนติบริกรไปคิดอ่านทำการกันยังแดนไกลจะไร้ผู้คนรู้เห็น แต่ฟ้ากลับไม่เป็นใจ เพราะลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” ซึ่งชอบกินชอบเที่ยว ได้ไปพบเห็นการสุมหัวของประดามัน จนแทบจะเดินชนกัน 

            ดังนั้นเรื่องลึกการลับที่หมายจะปิดหูปิดตาประชาชาวฮวนจึงถูกนำมาโพนทะนาป่าวร้องก้องไปทั้งเมืองโดยลิ่วล้อบริวารของ “โจสิน” 

            กลายเป็นพลังขุมใหญ่ที่กระแทกใส่ทรวงอกมังกรเตี้ยชนิดคาดคิดไม่ถึง จนตัวมันก็งุนงงและคิดไม่ออกบอกไม่ถูกว่าเรื่องลึกความลับระดับนี้จะถูกแพร่งพรายขยายผลอย่างกว้างขวางได้อย่างไร 

            มิตรภาพในหมู่โจรขยับขับเคลื่อนกันอย่างคึกคัก ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สรวลเสเฮฮา ดื่มสุรายาดอง ถองกับแกล้มไม่เว้นแต่ละวัน แต่เสียงกระบี่และเงาดาบยังคงดังโครมครามตึงตังไม่ขาดระยะ 

            เหตุการณ์ที่คาดคิดไม่ถึงหาได้เกิดแก่การเคลื่อนไหวของมังกรเตี้ยแต่ฝ่ายเดียวไม่ แต่มันกลับเกิดขึ้นแก่ทุกฝ่ายอย่างน่าอัศจรรย์ใจ ราวกับว่าสวรรค์บันดาลให้เป็นไป 

            ปฏิบัติการตามคำสั่งที่มาจากที่สูงระฟ้าเกิดเหตุพลิกผันคาดฝันไม่ถึง นั่นคือแผนการจุดชนวน 14 จุด เพื่อถล่มเมืองหลวงให้แหลก หลังจากศึกสิบทัพยับเยินไปแล้ว กลับถูกเปิดเผยร่องรอยอย่างไร้ร่องรอยว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร 

            จู่ ๆ ในค่ำคืนวันแรม 12 ค่ำ ในขณะที่หน่วยปฏิบัติการลับหน่วยหนึ่งกำลังประกอบเครื่องระเบิดขนาดใหญ่ หมายจะเอาไปวางที่เป้าหมายสำคัญที่จะทำให้คนฮวนนั้งก๊กล้มตายกันเป็นเบือ เกิดระเบิดขึ้นมาเอง จนทำให้ตึกถล่ม ดินทะลาย ผู้คนตายเจ็บเป็นจำนวนมาก 

            อา! ร่องรอยแผนร้ายปรากฏขึ้นแล้วโดยไม่คาดฝัน ทีใครก็ทีมัน และเหตุการณ์เช่นนี้ย่อมมันมือของผู้มีอำนาจอย่าง “ปี้เซ็ก” เครือข่ายกลไกทั้งปวงจึงขยับขับเคลื่อนปรับเชิงรับเป็นเชิงรุกอย่างฉับพลัน 

            ข่าวสารสารพันพุ่งเป้าไปที่พวกอั้งนั้ง และอั้งตั่งของ “โจสิน” พยานหลักฐานมากหลายถูกประมวลให้ปรากฏสู่ชาวฮวนนั้งทั้งมวลว่านี่คือแผนการสุดโหดอำมหิตหมายคิดสังหารชาวฮวนนั้งผู้บริสุทธิ์นับร้อยพัน เพียงเพื่อเซ่นสังเวยให้กับผู้กระหายอำนาจ กระหายเลือดเท่านั้น 

            เหตุการณ์ซวยไล้ เฮงขื่อ เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเหล่าพวกอั้งนั้งและอั้งตั่ง สารพัดเหตุร้ายแรงถูกบ่งชี้ไปที่เหล่าประดานี้อย่างต่อเนื่อง กระทั่งการปรากฏขึ้นของอาวุธมหาประลัยที่ถูกระบุว่าขบวนการอั้งนั้งเตรียมการไว้หมายถล่มเข้าใส่ที่ชุมนุมรำลึกเหตุการณ์ 7 ตุลา ของพวกอ้วงนั้ง หมายสังหารทั้ง “ซุนลิ้ม”“จ่ำหลอง” และเหล่าประดาอ้วงนั้งทั้งหมดในคราวเดียว 

            ในขณะเดียวกัน ในส่วนของก๊กฟ้าก็เกิดการระส่ำระสาย เพราะใกล้เวลาตัดสินของศาลไคฟงว่าจะให้ดำรงก๊กฟ้าไว้ต่อไปหรือไม่ จึงเกิดการหวั่นไหวขึ้นทั่วทั้งก๊ก 

            ความหวั่นไหวจึงทำให้ผู้ปรารถนาเป็นประมุขยุทธภพเปิดเผยร่องรอยปรากฏตน “1 เด็ก 1 ชรา” สร้างความอกสั่นขวัญผวาให้แก่ประดาชาวก๊กฟ้าเป็นอันมาก 

            1 เด็กนั้นกำลังเติบใหญ่ในยุทธจักร เข้าควบคุมตลาดการซื้อขายและเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ของแผ่นดิน จนอิทธิพลเติบใหญ่ปีกกล้าขาแข็งขึ้นทุกวี่วัน และด้วยความกล้าฟาดกล้าฟัน ไม่แทงกึ๊กแทงกั๊กเหมือนกับ “ปี้เซ็ก” จึงได้รับการสนับสนุนจากเหล่าประดาพ่อค้าวาณิชเป็นอันมาก 

            ส่วนอีก 1 ชรานั้นย่อมแน่นอนว่าเป็น “ตั๋งเทือก” ยามสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายที่ก๊กฟ้าจะถูกยุบหรือไม่ และใครจะมาสืบทอดตำแหน่งประมุขยุทธภพแทนนั้น ตัวมันก็ช่ำชองเชิงยุทธ์และกว้างขวางในยุทธภพ มีลี้พลสนับสนุนอยู่เป็นอันมาก    คงขาดก็แต่มิได้เป็นสมาชิกของสภาเช็งเหม็งเท่านั้น หากมีคุณสมบัติข้อนี้พร้อมเมื่อใด “ตั๋งเทือก” มันก็ย่อมฉายแววประมุขยุทธภพไม่ได้น้อยหน้าไปกว่าคนอื่นเลย 

            ดังนั้นมันจึงแสดงความปรารถนาลงสู่สมรภูมิขับเคี่ยวกับผีโม่แป้งแห่งอั้งตั่ง หมายมั่นปั้นมือว่าจะได้รับชัยชนะกลับเข้าสภาเช็งเหม็งอีกครั้งหนึ่ง 

            แต่ทว่าสิ่งที่มันคาดคิดไม่ถึงก็คือกระบวนท่าขัดแข้งเตะขาผ่าหมากในหมู่บรรดาเจี้ยงเล่าเหล่าก๊กฟ้า ซึ่งหมายมั่นปั้นมืออย่างเงียบๆ ที่จะกำจัดอิทธิพลของ “ตั๋งเทือก” ที่บดบังก๊กฟ้ามาระยะหนึ่งแล้ว 

            ดังนั้นจึงก่อเกิดเป็นพลังบังคับให้ “ตั๋งเทือก” จำต้องสละตำแหน่งรองอัครมหาเสนาบดี ภายใต้ข้ออ้างว่าเพื่อความสง่างามและเพื่อความยุติธรรมในการสัประยุทธ์ชิงชัย ซึ่ง “ตั๋งเทือก” ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ 

            ดังนั้นเหตุการณ์พิลึกพิลั่นในแผ่นดินฮวนนั้งก๊กจึงเลื่องชื่อลือกระฉ่อนไปทั่วแคว้นแดนต่าง ๆ ว่าคนระดับรองอัครมหาเสนาบดียอมสละตำแหน่งเพื่อไปขับเคี่ยวเข้าสู่สภาเช็งเหม็ง และจะกลับมาเป็นรองอัครมหาเสนาบดีอีกครั้งหนึ่ง 

            สารพัดสารพันปัญหาเข้ามา แต่แทนที่พวกก๊กฟ้าจะตระหนักสำนึกว่าเป็นชะตากรรมที่วิบากกรรมย่อมเป็นรอยตามกรรม ประดุจดั่งรอยเกวียนตามล้อเกวียน กลับประกอบด้วยมิจฉาทิฐิหลงผิดคิดว่าความสับสนวุ่นวายระส่ำระสายเกิดจากต้นไม้ 10 กว่าต้น 

            ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาความระส่ำระสายภายในก๊กฟ้า จึงต้องพิพากษาลงโทษต้นไม้ย้ายออกจากที่เดิม จนเป็นข่าวคราวดังกระฉ่อนทั่วสากลพิภพจบแดนอยู่ในวันนี้ 

            ช่างไม่ต่างอันใดกับเมื่อครั้งเกิดเหตุระส่ำระสายขึ้นในแผ่นดินจีนตอนต้นสมัยสามก๊ก ที่เกิดเหตุอาเพศมากหลาย จนกระทั่งพระเจ้าเลนเต้ต้องตรัสถามเหล่าข้าราชการขุนนางทั้งปวงว่า อาเพศทั้งปวงนั้นมีมาแต่เหตุใด 

            ก็ได้คำตอบจากขุนนางกังฉินที่ดีแต่กินกับโกงว่า เหตุอาเพศทั้งปวงที่เกิดขึ้นจนบ้านเมืองระส่ำระสายและได้ความเดือดร้อนกันถ้วนหน้านั้น เกิดจากพระเจ้าเลนเต้ทรงฉลองพระองค์เก่าเกินไป จะต้องเปลี่ยนฉลองพระองค์ จึงจะโชคดีมีชัยแก่แผ่นดิน ฮา ฮา.


 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License