|
สามก๊กการเมืองไทย ตอน ชะตากรรมของเหี้ยนเต้ |
|
|
|
บทความ -
สามก๊กการเมืองไทย
|
|
เขียนโดย ดุลยพาห์
|
|
วันเสาร์ที่ ๐๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๒๘ น. |
|
ยามแผ่นดินเป็นกลียุค ทุกยุคทุกสมัยย่อมมีคนสองจำพวกอุบัติขึ้นพร้อม ๆ และควบคู่กันไป ทรชนคนขายชาติที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง ข่มเหงอาณาประชาราษฎรก็อุบัติขึ้น ในขณะเดียวกันวีรชนคนกู้ชาติ กอบกู้ฟื้นฟูชาติก็ปรากฏขึ้น และการขับเคี่ยวของคนในพวกเดียวกันและระหว่างกลุ่มก็ย่อมเกิดขึ้นตามมาเป็นธรรมดาของยุคสมัย
ที่น่ามหัศจรรย์ใจก็คือทุกยุคทุกสมัยจะมีวิถีดำเนินที่คล้ายคลึงกัน เริ่มต้นด้วยแผ่นดินเป็นสุขแล้วก็กลายเป็นศึก เสร็จศึกก็กลับเป็นสุข สุขแล้วก็เหลวแหลกและกลายเป็นศึกอีก สลับหมุนเวียนเปลี่ยนกันไป
ท่ามกลางวิถีดำเนินนั้น และทุกยามกลียุคในวิถีดำเนินนั้น คนชั่วจะค่อย ๆ มีอำนาจมากขึ้น คนดีจะค่อย ๆ ลดน้อยถอยออกจากอำนาจมากขึ้น จนกระทั่งถึงระยะเวลาหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเป็นกลียุค คนชั่วก็จะมีจำนวนมากถึง 3 ส่วน ในขณะที่คนดีเหลืออยู่เพียง 1 ส่วน
แต่เพราะเป็น 1 ส่วนที่ยึดมั่นในธรรม ในขณะที่อีก 3 ส่วนย่ำยีธรรม ดังนั้นเมื่อความจริงค่อย ๆ เผยตัวปรากฏขึ้นต่อมวลมหาประชาชน คนชั่ว 3 ส่วนก็จะถูกต่อต้านคัดค้านจากมวลมหาประชาชน เสริมพลังให้กับคนดีที่แม้มีอยู่ 1 ส่วนก็ได้รับการอำนวยพรจากสรวงสวรรค์ให้พลังเพิ่มพูนขึ้น จนกระทั่งกวาดล้างคนชั่วเป็นอันจบยุคสมัยไปรอบหนึ่ง
วรรณคดีและเทวนิยายทั้งหลายทั้งส่วนที่เกี่ยวข้องกับโลกมนุษย์ สวรรค์ และบาดาล ต่างก็มีวิถีดำเนินไม่ต่างกันเลย
แผ่นดินฮวนนั้งก๊กในวันนี้ก็อยู่ในห้วงกลียุค
ก๊กแดงแม้หัวหน้าก๊กจะต้องร่อนเร่พเนจรอยู่แดนไกล แต่ในแดนฮวนนั้งก๊กก็มีสองแขนแกร่งกล้า แขนหนึ่งคือพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่รุกรบในสภา อีกแขนหนึ่งคือคนเสื้อแดงที่รุกรบอยู่นอกสภา ขับเคลื่อนประสานกันอย่างอึกทึกครึกโครม ในขณะที่สามารถวางเครือข่ายล้ำลึกเข้าไปยังกลไกอำนาจรัฐ จนผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ต้องบื้อใบ้ในหลาย ๆ จุด
ก๊กเหลืองก็ขยายไพร่พลแยกกันเดินเป็นหลายกลุ่มหลายก๊กหลายก๊วน ขยายตัวไปทั่วแผ่นดิน จากแขนหนึ่งซึ่งมีไพร่พลเสื้อเหลืองเป็นกำลังก็ได้สร้างอีกแขนหนึ่งในลักษณะพรรคการเมือง ซึ่งเป็นวิถีดำเนินเดียวกับก๊กแดง
ส่วนผู้เป็นรัฏฐาธิปัตย์ก็ประกอบขึ้นจากความสมานฉันท์แบบเทพอสูรที่มีการจัดการ จึงทำให้รัฏฐาธิปัตย์ฮวนนั้งก๊กในวันนี้มีองค์ประกอบเป็นสามสี คือ ฟ้า น้ำเงิน เขียว ในขณะที่สีกากีหาแน่เอานอนอันใดมิได้ พวกหนึ่งสยบฟ้า พวกหนึ่งสยบน้ำเงิน พวกหนึ่งสยบแดง พวกหนึ่งคือกูก็เป็นกู ใครมีอำนาจวาสนาก็เข้าด้วยช่วยกัน ใครขาดไร้อำนาจวาสนาก็ถอยเรือออกจากท่าไปจอดท่าใหม่ ด้วยสุดยอดวิชาจิ้งจกเปลี่ยนสี จึงนับสีนับก๊กอันใดมิได้
ภายในรัฏฐาธิปัตย์ก็ฟัดกันเองไม่หยุดไม่หย่อน ประดุจดั่งฝูงสุนัขแย่งข้าวในจานหมาก็ไม่ปาน ดังนั้นการร่วมความเป็นรัฏฐาธิปัตย์จึงด้านหนึ่งร่วมมือกันเพื่อให้สามารถมีอำนาจและสามารถแสวงหาผลประโยชน์ แต่อีกด้านหนึ่งก็แก่งแย่งแข่งดีกัน ถือมีดไว้คนละเล่ม และไม่ต้องปิดบังเอาไว้ข้างหลังอีกต่อไป ถือมีดชูร่าฟันได้ก็ฟัน ใส่ฝักได้ก็ใส่ ไม่มีอะไรแน่นอนเป็นแก่นสาร ขึ้นอยู่กับความสมานฉัน คือการแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์
มหาอำมาตย์ตั๋งโต๊ะและลิโป้ได้บังเกิดใหม่และมีบทบาทใหญ่ยิ่ง จนเป็นที่กล่าวขวัญเล่าขานจนเป็นตำนานขนาดยาวไปแล้ว
ตำนานเล่าขานว่าฮวนนั้งก๊กนั้นมี 2 กองบัญชาการ เป็น 2 ศูนย์อำนาจ กองบัญชาการหนึ่งเป็นกองบัญชาการทางนิตินัยแต่ไร้อำนาจจริง เป็นได้แค่โฆษกที่ป่าวประกาศข่าวคราว โดยคนที่ถูกอุ้มสมขึ้นมานั่งตำแหน่งโดยมิได้ต่อสู้รู้ร้อนหนาวในสมรภูมิเลย
อีกกองบัญชาการหนึ่งเป็นกองบัญชาการของมหาอำมาตย์ตั๋งโต๊ะและลิโป้ เป็นศูนย์กลางอำนาจที่มีผลจริง ทำอะไรทำได้จริง ไม่ว่าโครงการ งบประมาณ หรือตัวบุคคล หากกองบัญชาการนี้ตัดสินใจไปทางใดแล้วก็ต้องเป็นไปอย่างนั้น
เพราะเหตุนี้บรรดาพ่อค้าวานิชและขุนนางข้าราชการทั้งหลายซึ่งมีจมูกไวยิ่งกว่าจมูกมดจึงพากันไหลหลั่งเข้าไปร่วมกับฝั่งบัญชาการของตั๋งโต๊ะ-ลิโป้สิ้น
ในขณะที่อีกกองบัญชาการหนึ่งจะต้องทำการตามความต้องการและความประสงค์ของอีกกองบัญชาการหนึ่ง แต่หลายสิ่งหลายอย่างก็อยากทำการตามความต้องการของตน เพื่อเชิดชูหน้าค่าตาและรักษาเกียรติยศแห่งวงศ์ตระกูล แต่กลับทำไม่สำเร็จ หากไม่ได้รับความเห็นชอบจากอีกกองบัญชาการหนึ่ง
จึงไม่มีการผลักดันโครงการใด ๆ ออกจากกองบัญชาการนิตินัยได้สำเร็จเลย และไม่เคยปรากฏว่าบุคลากรคนใดได้รับการจัดวางดังใจของกองบัญชาการนี้ แม้แต่โครงการหรืองบประมาณขนาดใหญ่ก็ไม่เคยปรากฏขึ้นจากการผลักดันของกองบัญชาการนี้
อย่างมากก็ได้แค่กอดตัวเลขจำนวนเงินเอาไว้กับอก ทั้งกัก ทั้งกั๊ก เพื่อต่อรอง แต่ยิ่งกักและกั๊กก็ยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับอีกกองบัญชาการหนึ่ง จนกระทั่งถึงวันนี้ก็แทบจะเข้าหามองหน้ากันไม่ติด
สถานการณ์ในฮวนนั้งก๊กวันนี้จึงแทบไม่แตกต่างอันใดกับความเป็นไปในยุคสามก๊ก
สมัยนั้นตั๋งโต๊ะรับคำสั่งให้เคลื่อนทัพพายัพเข้าเมืองหลวงเพื่อแก้ปัญหาการจลาจล และเข้ายึดอำนาจในเมืองหลวงไว้ในมือ
ยามนั้นหองจูเปียนพระราชบุตรองค์ใหญ่ของพระเจ้าเลนเต้ครองราชย์ตามราชประเพณี แต่ไม่เป็นที่ต้องใจ เพราะมีลักษณะเฉยเมย ต่างกับหองจูเหียบพระราชบุตรองค์น้องที่มีทีท่าหลักแหลม โอภาปราศรัยกับตั๋งโต๊ะในขณะยกขบวนไปรับเสด็จกลับจากบ้านป่า หลังจากกลุ่มก่อจลาจลลักพาไปทอดทิ้งไว้
น้ำใจแท้ของตั๋งโต๊ะนั้นคิดว่าหากหองจูเปียนครองราชย์ต่อไป ก็หาใช่เพราะตนเป็นผู้สนับสนุนค้ำจุนไม่ ดังนั้นจึงคิดอ่านถอดหองจูเปียนออกจากตำแหน่งฮ่องเต้ และผลักดันให้หองจูเหียบผู้น้องขึ้นครองราชย์แทน ด้วยหวังว่าเมื่อตนเองเป็นผู้สนับสนุนให้หองจูเหียบขึ้นนั่งบนบัลลังก์มังกรแล้ว อำนาจวาสนาแห่งบัลลังก์มังกรนั้นก็ย่อมตกอยู่ในมือตนแต่ผู้เดียว
ตั๋งโต๊ะคิดดังนั้นแล้วก็ใช้อำนาจวาสนาของตนรวบรวมไพร่พลตลอดจนขุนนางข้าราชการกังฉินเข้าเป็นพวก แล้วถอดหองจูเปียนออกจากตำแหน่งฮ่องเต้ โดยมีขุนนางข้าราชการผู้จงรักภักดีจำนวนหนึ่งทัดทานคัดค้าน แต่ไม่สามารถต้านทานแรงแห่งอำนาจของตั๋งโต๊ะได้ ต้องถูกประหัตประหารอย่างโหดร้ายทารุณจำนวนมาก จำนวนหนึ่งก็หนีออกไปตั้งหลักซ่องสุมกำลังยังต่างเมือง
ตั๋งโต๊ะถอดหองจูเปียนแล้วก็ตั้งการพิธีสถาปนาให้หองจูเหียบขึ้นนั่งบัลลังก์มังกรเป็นฮ่องเต้สืบราชสมบัติต่อมา จากนั้นก็ขอรับพระบรมราชโองการตั้งตนเองเป็นอัครมหาเสนาบดี เป็นสมุหกลาโหม และเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
หากยุคนั้นมีตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองนรกด้วยแล้ว ตั๋งโต๊ะก็คงรวบเอาตำแหน่งนั้นมาไว้ในมือตนด้วยเช่นเดียวกัน จึงเป็นอันว่าอำนาจทั้งหลายในแผ่นดินจีนขณะนั้นได้ตกอยู่ในมือของตั๋งโต๊ะแต่เพียงผู้เดียว โดยหองจูเหียบซึ่งเป็นที่พระเจ้าเหี้ยนเต้มีฐานะเป็นแค่ฮ่องเต้แต่ในนาม
ตั๋งโต๊ะจะทำการใดตามใจตนก็ทำได้ตามอำเภอใจ ในขณะที่เหี้ยนเต้จะทำการสิ่งใดก็ต้องได้รับความเห็นชอบหรืออนุญาตจากตั๋งโต๊ะ มาดแม้นตั๋งโต๊ะไม่เห็นชอบหรือไม่อนุญาตก็ทำการใดไม่ได้
ศูนย์อำนาจทางนิตินัยอยู่ที่หองจูเหียบผู้เป็นฮ่องเต้ แต่ศูนย์อำนาจทางพฤตินัยซึ่งมีผลจริงกลับอยู่ที่ตั๋งโต๊ะผู้เป็นอัครมหาเสนาบดี
ตั๋งโต๊ะทำการใหญ่ได้ถึงปานนั้นก็เพราะมีคนคุมกำลังหนุนหลัง นั่นคือลิโป้ ซึ่งเดิมทีนั้นลิโป้เป็นยอดขุนพลของเต๊งหงวน หรือเติ้งหาน เป็นทหารเสือยอดฝีมือดีแห่งยุค แต่เป็นคนกักขฬะมูมมาม โลภโมโทสัน มักใหญ่ใฝ่สูง ไม่มีสำนึกในเรื่องคุณธรรม ศีลธรรม และจริยธรรมแม้แต่น้อย เป็นคนชนิดที่แม้แต่อึ้งเอี๊ยะซือผู้มีสมญาภูตบูรพาและเหล่ามารร้ายทั้งหลายต้องค้อมหัวให้ ก็ยังสู้กันไม่ได้ เทียบกันไม่ติด
เพราะอึ้งเอี๊ยะซือนั้นแม้จะไม่ถือคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรม ทำการสิ่งใดตามใจตน ไม่คิดถึงคนอื่น แต่ก็ยังเป็นคนที่มีความรักความชังและถือคุณธรรมน้ำมิตรเป็นใหญ่ในใจตน ในขณะที่คนแบบลิโป้ไม่มีสิ่งเหล่านี้ เพราะยึดถือแต่ผลประโยชน์เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ต่อให้เป็นญาติโกโหติกา เจ้านาย หรือเพื่อนร่วมรบ ก็สามารถประหัตประหารหรือถีบหัวส่งได้ในทันใด
เต๊งหงวนหรือเติ้งหานขัดขวางตั๋งโต๊ะในห้วงเวลาของการถอดถอนหองจูเปียน ดังนั้นตั๋งโต๊ะคิดจะฆ่าเต๊งหงวนเสีย แต่ลิโป้เข้าขวางไว้ ในขณะที่ตั๋งโต๊ะแม้จะมีไพร่พลเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อทุกคนเห็นลักษณาการของลิโป้แล้วก็ขยาดกลัว จนตั๋งโต๊ะไม่สามารถฆ่าเต๊งหงวนได้สำเร็จ
แต่ในที่สุดที่ปรึกษาของตั๋งโต๊ะก็แนะนำให้ตั๋งโต๊ะซื้อตัวลิโป้มาเป็นพวก ด้วยข้าวของเงินทองและม้าเซ็กเธาว์อีก 1 ตัว ลิโป้ก็ขายตัวและนำหัวของเต๊งหงวนมาบรรณาการแก่ตั๋งโต๊ะ
นับแต่เวลาที่ตั๋งโต๊ะได้ลิโป้มาเป็นพวก ก็พรั่งพร้อมด้วยเชิงบุ๋นเชิงบู๊ กำลังอำนาจจึงแก่กล้ากว่าแต่ก่อน จึงทำการถอดถอนหองจูเปียนออกจากตำแหน่งและตั้งหองจูเหียบขึ้นเป็นฮ่องเต้ได้อย่างสะดวกดาย
การเป็นไปตามความคิดและแผนการของตั๋งโต๊ะ ซึ่งถึงแม้ไม่ใช่ฮ่องเต้แต่อำนาจวาสนาทั้งปวงของฮ่องเต้ก็อยู่ในมือของตั๋งโต๊ะ ลิโป้ สิ้น ในขณะที่หองจูเหียบผู้นั่งบัลลังก์มังกรในตำแหน่งฮ่องเต้นั้นก็เป็นฮ่องเต้แค่แต่ชื่อ ไม่ต่างกับเจว็ดที่ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดใด ๆ เลย
จะตั้งคนขึ้นตำแหน่งแห่งที่ใด ๆ ก็ทำไม่ได้ ต้องทำตามสิ่งที่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ กำหนดทั้งสิ้น การทำงานโครงการหรือจัดการบ้านเมืองไม่ว่าเรื่องใด ๆ อย่างมากก็ได้แต่พูด แต่ที่จะทำได้จริงนั้นต้องเป็นสิ่งที่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ กำหนด
เพราะเหตุนี้บรรดาพ่อค้าวานิชและขุนนางข้าราชการจึงพากันไหลหลั่งไปยืนอยู่ฝั่งข้างตั๋งโต๊ะ ลิโป้มากขึ้นและมากขึ้น จนเหลือคนดีและคนดีมีฝีมือเพียงน้อยนิดที่ยังมีความจงรักภักดีต่อเหี้ยนเต้ คนเหล่านี้ต้องเก็บตัว ซ่อนตน และรักษาตนเองให้รอดปลอดภัย ในขณะที่จิตใจก็ร้อนรุ่มด้วยการแผ่นดินวิปริตสิ้น
ตั๋งโต๊ะได้ระดมเอาคนชั่วทั่วสารทิศเข้ามาเป็นพวก และขายตำแหน่งแห่งที่ทุกตำแหน่งแห่งที่ ฉ้อฉลโกงภาษีแผ่นดินมาเป็นของตน ถึงขนาดแบ่งเอาสมบัติในคลังหลวงมาเป็นคลังส่วนตน แล้วกำหนดวงเงินเพียงบางส่วนสำหรับฮ่องเต้ได้ใช้สอย
เพราะส่งเสริมให้คนชั่วมีอำนาจในบ้านเมือง ราษฎรทั่วแผ่นดินจีนจึงเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ข้าวก็ยาก หมากก็แพง ขุนนางข้าราชการก็ข่มเหงรังแกรีดไถประชาชนเพื่อแสวงหาตักตวงเอาผลประโยชน์ไปซื้อหาอำนาจวาสนาเพิ่มเติม แผ่นดินจีนยามนั้นจึงมีแต่เรื่องซื้อกับขาย
ซื้อตำแหน่ง ซื้อคน ซื้ออำนาจแล้วก็ขายตำแหน่ง ขายผลประโยชน์ และความสงบสุขของแผ่นดิน ตลอดจนแม้กระทั่งความยุติธรรมก็ถูกขายจนหมดสิ้น
คนชั่วมีอำนาจมากขึ้นในบ้านเมืองเท่าใด แผ่นดินก็เป็นจลาจลวุ่นวายมากขึ้นเท่านั้น จนรัฐบาลของตั๋งโต๊ะ ลิโป้ ถูกก่นด่าทั้งบ้านทั้งเมืองว่าเป็นต้นเหตุทำให้โจรผู้ร้ายชุกชุม ราษฎรเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า จนแผ่นดินเป็นกลียุค
แทนที่ตั๋งโต๊ะ ลิโป้ จะรู้สึกสำนึกรับผิดชอบ กลับคิดอ่านวางแผนโฆษณาประชาสัมพันธ์แทนการแก้ไขปัญหาหลักของแผ่นดิน ถึงขนาดยกกองกำลังไปฆ่าราษฎรหมดทั้งตำบล แล้วป่าวประกาศว่าเป็นผลงานปราบปรามโจรผู้ร้าย ใส่ร้ายป้ายผิดว่าราษฎรทั้งตำบลนั้นเป็นพวกโจร แล้วกวาดต้อนเอาทรัพย์สินของราษฎรทั้งตำบลอ้างว่าเป็นสินศึกที่ยึดจากโจร จนเป็นที่นินทาครหากันอย่างกว้างขวางทั้งแผ่นดิน
ความชั่วยิ่งแพร่ขยายไปในแผ่นดินเท่าใด ความเคียดแค้นชิงชังของอาณาประชาราษฎร์ก็แผ่ขยายไปในวงกว้าง แล้วผนึกไหลหลั่งเป็นพลังให้กับคุณงามความดีในแผ่นดิน
ดังนั้นกลุ่มขุนนางข้าราชการผู้จงรักภักดีต่อแผ่นดินจึงได้รับพลังจากมวลมหาประชาราษฎร์ เสริมสร้างเป็นพลังจักรวาลอันแข็งแกร่ง ก่อเกิดเป็นแผนการอุบายนางงาม เพื่อกำจัดทรราชตั๋งโต๊ะเสีย เมื่ออำนาจของตั๋งโต๊ะอาศัยการหนุนหลังของลิโป้ และเพราะตั๋งโต๊ะซื้อลิโป้มาเป็นพวกได้ แผนการอุบายนางงามจึงต้องซื้อลิโป้ก่อน
อ้องอุ้นหัวหน้าคณะขุนนางผู้ภักดีได้เดินแผนการอุบายนางงาม ซื้อลิโป้มาเป็นพวก ยกเตียวเสี้ยนสตรีผู้เลอโฉมแห่งยุคของแผ่นดินจีนให้เป็นเมียลิโป้ แต่ลวงให้ตั๋งโต๊ะโคเฒ่าลุ่มหลงหญ้าอ่อนอย่างเตียวเสี้ยน แล้วใช้อำนาจพาตัวเตียวเสี้ยนไปเป็นเมียเสียดื้อ ๆ โดยหารู้ไม่ว่าอ้องอุ้นได้ยกเตียวเสี้ยนให้กับลิโป้ไปแล้ว
อุบายนางงามทำให้ลิโป้เคียดแค้นตั๋งโต๊ะที่แย่งเมียตน ในขณะเดียวกันก็ทำให้โคเฒ่าอย่างตั๋งโต๊ะหวาดระแวงลิโป้ว่าคิดลักลอบเป็นชู้และแย่งเมียตน ผู้ยิ่งใหญ่สองคนจึงมีอันระแวงแคลงใจถึงขั้นคิดประหัตประหารกัน
และในที่สุดลิโป้ก็ฆ่าตั๋งโต๊ะ เอาเตียวเสี้ยนมาเป็นเมีย แล้วเข้าร่วมหนุนอ้องอุ้นให้ครองอำนาจเป็นใหญ่ในแผ่นดินสืบไป
อ้องอุ้นครองอำนาจในเมืองหลวงโดยมีลิโป้เป็นกำลังหนุนแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็พอมีความสุขขึ้นมาบ้าง แต่แท้จริงแล้วความที่ไม่ได้เป็นผู้ช่วงชิงอำนาจด้วยตนเอง ไม่ได้รักษาและใช้อำนาจด้วยตนเอง จนเกิดเป็นความเคยชินที่ไม่ประสีประสาและสนใจไยดีในเรื่องเหล่านี้ ชะตาชีวิตของเหี้ยนเต้จึงมีภารกิจแค่สองเรื่อง
เรื่องแรก ทำหน้าที่เป็นฮ่องเต้ เสพสุข พูดจาปราศรัยในฐานะฮ่องเต้ไปเรื่อยเปื่อย โดยไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องใด ๆ และไม่น้อมใจที่จะรับผิดชอบเรื่องใด ๆ ด้วย
เรื่องที่สอง ทำหน้าที่เป็นตรายางให้กับอัครมหาเสนาบดี ไม่ว่าจะเป็นตั๋งโต๊ะ อ้องอุ้น หรือโจโฉในเวลาต่อมา จนกระทั่งถูกปลดออกจากตำแหน่งด้วยน้ำมือของโจผีผู้เป็นลูกของโจโฉ
ดูไปแล้วก็ช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเหี้ยนเต้ของฮวนนั้งก๊กเป็นยิ่งนัก เป็นแต่ว่าเหี้ยนเต้ของฮวนนั้งก๊กในยามนี้ยังไม่สามารถปรับตัวหรืออาจกำลังปรับตัวให้เป็นแบบเหี้ยนเต้ในยุคสามก๊กก็ได้ หรืออีกทางหนึ่งอาจเตรียมการปรับตัวและทำการอย่างอาเจิ้งซึ่งปลดแอกตนเองจากอำนาจของมหาอำมาตย์หลี่ปู้เหว่ย กระทั่งครองอำนาจในแผ่นดินจีนอย่างสมบูรณ์ทั้งนิตินัยและพฤตินัย
กระทั่งกลายเป็นฮ่องเต้ที่เลื่องชื่อลือชาที่สุดของแผ่นดินจีน ภายใต้สมญานามว่าจิ๋นซีฮ่องเต้
ชะตากรรมของเหี้ยนเต้แห่งฮวนนั้งก๊กจะเป็นแบบเหี้ยนเต้ในยุคสามก๊ก หรือว่าจะเป็นแบบอาเจิ้งในยุคปลายของเลี๊ยดก๊ก ย่อมเป็นชะตากรรมที่ส่งผลกระทบต่อราชอาณาจักรและอาณาประชาราษฎรทั้งปวง รวมทั้งตัวเหี้ยนเต้เองด้วย
จะเหี้ยนเต้หรือไม่เหี้ยนเต้ อีกไม่นานก็คงเห็นกระจ่างอย่างแน่นอน.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันเสาร์ที่ ๐๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๓๘ น. |