|
เรื่อง ขุนนางทรยศกับขุนนางขี้โกง |
|
|
|
บทความ -
ไพศาล : เล่านิทานก่อนนอน
|
|
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล
|
|
วันพุธที่ ๐๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๒๕ น. |
|
ได้ว่างเว้นการเล่านิทานก่อนนอนมานานนับเดือน เพราะห้วงเวลาที่ผ่านมาเป็นเทศกาลอาสาฬหบูชา จึงได้เขียนเล่าเรื่องเกี่ยวกับอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนาต่อเนื่องมาถึง 11 ครั้ง จนกระทั่งถึงวันเพ็ญเดือน 8 หลัง อันเป็นวันอาสาฬหบูชา จากนั้นก็ว่างเว้นมาอีกหลายวัน เพราะมัวแต่ยุ่งอยู่ในเรื่องราวสารพัด
ครั้นวันนี้มีเวลาอำนวย จึงต้องมาทำหน้าที่ไถพรวนตัวหนังสือเพื่อบรรณาการแก่มวลมิตรชาวทวิภพเหมือนอย่างเคย และเรื่องที่จะเล่าในค่ำนี้ที่เห็นว่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เป็นไป และอาจได้เป็นแง่คิดเตือนใจคนทั้งหลายก็คือเรื่องของขุนนางทรยศกับขุนนางขี้โกง
เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์ต้าถังของจีน ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์หรือเทียบเคียงใด ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์ในบ้านเมืองของเราในวันนี้เลย แต่เรื่องราวอันมีมาแต่อดีตนั้น ผู้เป็นบัณฑิตก็ย่อมคิดย่อมรู้และย่อมมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่สถานการณ์ปัจจุบันได้ ดังคำพังเพยที่ว่า “บทเรียนในประวัติศาสตร์นั้น คือบทเรียนของปัจจุบัน”
เรื่องนี้ได้แสดงทัศนะของนักบริหารคนสำคัญที่สุดคนหนึ่ง และเลื่องชื่อลือชามากที่สุดคนหนึ่งของจีน นั่นคือหลี่ซื่อหมิน ซึ่งความจริงเป็นผู้ปราบดาภิเษกและสถาปนาราชวงศ์ต้าถัง ขึ้นครองแผ่นดินจีนต่อจากราชวงศ์สุย และราชวงศ์ต้าถังนี้ได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองทุกด้านให้กับประเทศจีนตลอดช่วงระยะเวลาตั้งแต่คริสต์ศักราชที่ 618-907
คนไทยเรารู้จักราชวงศ์ต้าถังก็เกี่ยวกับเรื่องเครื่องปั้นดินเผา และการเจริญสัมพันธไมตรีกับจีนในยุคพระเจ้ารามคำแหงมหาราชแห่งกรุงสุโขทัย ซึ่งเครื่องปั้นดินเผาในยุคนั้นเป็นเทคโนโลยีต้องห้ามของจีนที่ไม่เผยแพร่แก่ชาติอื่น ยกเว้นก็แต่มิตรประเทศที่ใกล้ชิดที่สุด ซึ่งมีอยู่สองประเทศเท่านั้นคือเมืองเปอร์เซียเมืองหนึ่ง และเมืองไทยอีกเมืองหนึ่ง ดังนั้นจึงเป็นที่กล่าวขานกันมาว่าไทย-จีน มีความสัมพันธ์กันมาร่วม 800 ปี ซึ่งนับแต่ยุคพระเจ้ารามคำแหงมหาราชนี่เอง
แต่ตามหลักฐานการค้นคว้าของฝ่ายจีนในปัจจุบันนี้พบว่า ความสัมพันธ์ไทย-จีน เริ่มต้นและมีมาก่อนสมัยสุโขทัย โดยมีความสัมพันธ์กันมาตั้งแต่ราชวงศ์สุยครองแผ่นดินจีน ระหว่าง ค.ศ.581-618
เมื่อหลี่ซื่อหมินได้ปราบดาภิเษกและสถาปนาราชวงศ์ต้าถังแล้ว ไม่ได้ตั้งตนเป็นพระจักรพรรดิเอง เนื่องจากเป็นผู้มีความกตัญญูต่อบิดาเป็นอย่างสูง จึงยกหลี่เอี๋ยนผู้บิดาขึ้นเป็นพระจักรพรรดิ ทรงพระนามว่าพระเจ้าถังเกาจงฮ่องเต้ แต่หลี่ซื่อหมินก็คือผู้ค้ำจุนราชบัลลังก์และเป็นกำลังหลักในการพัฒนาแผ่นดินจีนมากที่สุด
ครั้นพระเจ้าถังเกาจงฮ่องเต้สละราชสมบัติ หลี่ซื่อหมินจึงได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระจักรพรรดิ ทรงพระนามว่าพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ ตั้งศักราชใหม่เรียกว่าศักราชเจิ้งก่วน ดังนั้นหากนับช่วงระยะเวลาที่หลี่ซื่อหมินเกี่ยวข้องในการบริหารบ้านเมืองจึงนับว่ายาวนานถึงสองรัชกาล โดยเฉพาะในรัชกาลของพระองค์นั้นแผ่นดินจีนยังไม่เป็นปกติสุข ยังมีหลายพื้นที่ที่ตั้งตนเป็นแคว้นอิสระ
พระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ได้กรีฑาทัพปราบปรามรวบรวมแผ่นดินเข้าเป็นหนึ่ง นับเป็นความชอบอันใหญ่หลวงต่อแผ่นดินจีนที่แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่ามานาน หลังจากยุคพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้และยุคสามก๊ก
ด้วยประสบการณ์อันยาวนานในการฝ่าฟันวิกฤตที่หนักหนาสาหัสและสุดแสนลำเค็ญ หลี่ซื่อหมินจึงได้ถือคติประจำตนที่สำคัญในการบริหารและการปกครองว่า “ใช้คนต้องวางใจ หากไม่วางใจต้องไม่ใช้คน” ซึ่งยังเป็นคติที่มีการอ้างอิงต่อเนื่องตลอดมาจนปัจจุบันนี้ และได้ถือเป็นเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งในวิชาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในปัจจุบันนี้
หลี่ซื่อหมินได้เรียนรู้ประสบการณ์และบทเรียนจากประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ครั้งยุคพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้แห่งราชวงศ์จิ๋นและยุคสามก๊กแห่งราชวงศ์ฮั่น ทรงทราบกระจ่างและเห็นประจักษ์ว่าในแผ่นดินนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่สามารถที่จะจัดการคนไม่ดีให้หมดไปจากแผ่นดินได้
แม้ยุคสมัยของพระเจ้าถังเกาจงฮ่องเต้มาจนถึงสมัยของพระองค์ ขุนนางในแผ่นดินจีนก็มีทั้งขุนนางดี ขุนนางทรยศ และขุนนางขี้โกงที่ฉ้อราษฎร์และบังหลวง
ทรงทราบกระจ่างว่ายามต้นแผ่นดิน ขื่อแปบ้านเมืองไม่เป็นปกติ เพราะชำรุดทรุดโทรมหย่อนยานมาตั้งแต่ก่อนผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน และระบบอุปถัมภ์ก็เจริญงอกงามในวงราชการ จึงเอื้ออำนวยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น ขุนนางที่ฉ้อราษฎร์และบังหลวงจึงเกิดขึ้นเป็นอันมาก
ขุนนางที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงย่อมซ่องสุมสะสมและมีสมัครพรรคพวกมาก นานเข้าก็จะคิดกบฏแย่งยึดเอาราชสมบัติ
ทรงทราบกระจ่างว่าทุกยามปลายแผ่นดินของทุกราชวงศ์ที่ผ่านมา บ้านเมืองผ่านความเจริญรุ่งเรือง มีการสั่งสมทรัพย์สิน พวกพ้องบริวาร แบ่งพรรคแบ่งพวกและตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่เป็นกลุ่ม เป็นก๊ก เป็นก๊วน เมื่อมีกำลังมากขึ้นก็คิดกบฏจะแย่งชิงเอาราชสมบัติ
ดังนั้นจึงทรงทราบกระจ่างว่า “ยามต้นแผ่นดินจะมีขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงมากกว่าขุนนางทรยศ เว้นแต่ซากเดนอำนาจเก่าที่อาจหลงเหลือซ่อนเร้นแล้วคิดการกบฏหวังแย่งยึดอำนาจกลับคืนกลับมามีอำนาจใหม่ ครั้นถึงปลายแผ่นดินความชำรุดทรุดโทรมหย่อนยานมีมาก ระบบอุปถัมภ์แน่นหนา ขุนนางขี้โกงจะมีมากขึ้นและจะมีขุนนางบางจำพวกคิดทรยศเพื่อหวังชิงราชบัลลังก์”
ที่สำคัญที่สุด ทรงทราบดีว่าอำนาจนั้นมีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์ด้วย แม้พระองค์เองซึ่งเป็นพระจักรพรรดิ ครั้นครองอำนาจนานวันเข้าก็จะติดยึดและหลงใหลในอำนาจ ซึ่งด้านหนึ่งก็อาจเกิดจากความพึงใจส่วนพระองค์ แต่อีกด้านหนึ่งก็เกิดจากกระแสโน้มน้าว ปรนเปรอ ปรนนิบัติ เอาอกเอาใจของบรรดาขุนนางขี้ฉ้อตอแหลและสอพลอ ซึ่งจะเป็นเหตุสำคัญที่จะทำให้สิ้นแผ่นดิน ดังนั้นจึงทรงคิดอ่านป้องกันอันตรายจากการในพระองค์ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่โด่งดังมีชื่อเสียงจารึกไว้ในประวัติศาสตร์จีน
พระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งตำแหน่งขุนนางขึ้นมาใหม่อีกตำแหน่งหนึ่ง จะเรียกว่าขุนนางฝ่ายค้านก็ได้ ให้มีหน้าที่อย่างเดียวเท่านั้นคือต้องคิดหาเหตุผลมาคัดค้านพระองค์ในทุกเรื่องทุกราว หากพระองค์ทรงทำสิ่งใดหรือจะทำสิ่งใดแล้วไม่คัดค้านก็จะมีโทษสถานหนัก แต่ถ้าหากได้ทำหน้าที่คัดค้านแล้ว ถึงจะผิดพลาดก้าวล่วงเกินประการใดก็ไม่ถือโทษ เพื่อเป็นประกันในเรื่องนี้ จึงมีพระบรมราชโองการให้พระราชทานป้ายอาญาสิทธิ์ที่เรียกว่าป้ายนิรโทษกรรมที่ราชภัยและโทษทั้งหลายจะไม่กล้ำกรายขุนนางฝ่ายค้านนี้เป็นอันขาด เว้นแต่จะไม่ทำหน้าที่คัดค้านเท่านั้น
ขุนนางฝ่ายค้านนี้ได้ทำหน้าที่ค้านทุกเรื่องราวที่พระจักรพรรดิจะทำหรือได้กระทำ ทำให้พระองค์ได้รับข้อทักท้วง ติติง ตักเตือน ในทุกเรื่องราว สามารถป้องกันแก้ไขความเสียหายหรืออันตรายที่จะเกิดขึ้นอย่างได้ผล
มีคราวหนึ่งทรงมีพระราชดำริที่จะทำการเปลี่ยนแปลงระบบราชการ จากที่รับขุนนางใหม่โดยสืบทอดตำแหน่งเป็นระบบการคัดเลือกทั่วไป ขุนนางฝ่ายค้านไตร่ตรองหาเหตุผลที่จะค้านประการใด ก็ไม่มีเหตุผลที่จะคัดค้านได้ ซึ่งตรงนี้แสดงให้เห็นว่าขุนนางฝ่ายค้านคนนี้มีปัญญาทัศน์ที่ก้าวหน้ายาวไกลล้ำยุคสมัยนั้นเป็นอันมาก
เมื่อขุนนางฝ่ายค้านคิดหาเหตุผลในการคัดค้านไม่ได้ก็กลัวโทษตาย จึงกราบบังคมทูลว่าเรื่องนี้ข้าพระองค์ไม่สามารถคัดค้านได้เพราะเป็นความประสงค์ของสวรรค์ อันเป็นการบ่ายเบี่ยงไปว่า ฮ่องเต้ได้รับโองการจากสวรรค์มาอีกต่อหนึ่ง
พระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ได้ฟังเหตุผลเช่นนั้นก็ทรงพอพระทัย จึงเกิดเป็นธรรมเนียมใหม่ในการมีพระบรมราชโองการขององค์จักรพรรดินับแต่นั้นมา โดยขึ้นต้นด้วยข้อความที่ว่า “ด้วยเป็นความประสงค์แห่งสวรรค์” และได้ใช้ข้อความนี้ต่อเนื่องมายาว นานหลายราชวงศ์
ยุคสมัยตั้งแต่พระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ยังทรงช่วยเหลือพระราชบิดาองค์ปฐมกษัตริย์ตลอดมาจนถึงรัชกาลของพระองค์ แผ่นดินต้าถังรุ่งเรือง ดังนั้นจึงเป็นยุคสมัยที่ขุนนางดี ขุนนางทรยศ ขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวง ได้บังเกิดขึ้นเป็นอันมาก แผ่นดินยิ่งรุ่งเรืองมาก ขุนนางเหล่านั้นก็ยิ่งออกฤทธิ์มากจนวุ่นวาย
ในที่สุดก็เกิดการแก่งแย่งแข่งดีและแย่งอำนาจกันในบรรดาขุนนาง มีการกล่าวหากันเป็นนิตย์ว่าขุนนางคนนั้นคิดกบฏ ขุนนางคนนี้ขี้โกง ขุนนางคนนี้ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ขุนนางคนนี้ไร้ประสิทธิภาพหรือไม่ทำการงาน ขุนนางคนนั้นทั้งโกงทั้งทรยศ
เหตุการณ์ต่าง ๆ บานปลายขยายตัวไป พระจักรพรรดิจึงเรียกประชุมขุนนางทั้งปวงแล้วประกาศทัศนะของพระองค์ให้ทราบโดยทั่วกันกลางท้องพระโรง
ทรงประกาศว่า คนทรยศนั้นมันคิดทำร้ายทำลายโค่นราชบัลลังก์และแย่งชิงราชสมบัติของเรา ไม่มีทางที่จะประนีประนอมกับคนทรยศได้ จึงต้องฆ่าและขุดรากถอนโคนสถานเดียวเท่านั้น
ทรงประกาศว่า คนที่ฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้น มันฉ้อหลวงส่วนหนึ่ง ฉ้อราษฎร์ส่วนหนึ่ง แต่ฉ้อเอาไปแล้วสมบัติก็ยังอยู่ในต้าถังของเราและอยู่ในอำนาจของเรา เราสามารถสั่งให้มันเอามามอบแก่เราเมื่อใดก็ได้ ดังนั้นแม้เป็นภัยก็ยังน้อยกว่าคนทรยศ
ทรงประกาศว่า แผ่นดินต้าถังเพิ่งสถาปนามาไม่นาน ยังไม่มั่นคง จึงต้องปราบปรามคนทรยศอย่างเฉียบขาดและต้องขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก จะปรองดองไม่ได้โดยเด็ดขาด
ทรงประกาศว่า เมื่อแผ่นดินปกติแล้วก็ต้องจัดการกับขุนนางขี้โกง ริบทรัพย์สมบัติลูกเมียข้าทาสเป็นของหลวง แล้วเนรเทศมันออกนอกแผ่นดินต้าถัง
จากนั้นพระองค์ก็ทรงปราบปรามขุนนางทรยศทั้งใกล้ไกลอย่างเอาจริงเอาจัง ไม่ทรงประนีประนอมใด ๆ กับขุนนางทรยศเหล่านั้น ทรงกำจัดขุนนางทรยศเครือข่ายลิ่วล้อบริวารอย่างเฉียบขาด คนใดที่โทษภัยไม่ร้ายแรงนักก็เนรเทศออกไปอยู่นอกแผ่นดินต้าถัง ที่ไม่ร้ายแรงและไม่มีพิษไม่มีภัยก็ทรงถอดออกจากตำแหน่ง ให้ไปทำไร่ไถนาตามภูมิลำเนาเดิม
ไม่ช้านานเสี้ยนหนามแผ่นดินก็ราบคาบ ทำให้แผ่นดินต้าถังมีเวลาและมีรากฐานแห่งการพัฒนาอย่างขนานใหญ่ เพราะการพัฒนาทั้งปวงนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็จากรากฐานที่แผ่นดินสงบสุข ไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นจากการปรองดองที่ไร้หลักการ แต่ยังดำรง การทรยศและความรุนแรงอยู่ต่อไปได้เลย
ครั้นแผ่นดินเป็นปกติ พระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ก็ทรงกวาดล้างขุนนางขี้โกงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มต้นด้วยการเรียกเอาทรัพย์สมบัติเข้าคลังหลวงซึ่งจะเรียกว่าเป็นการเก็บภาษีเงินได้หรือภาษีทรัพย์สินก็ได้ ขุนนางคนไหนขี้โกงมาก มีทรัพย์สมบัติมากจนเกินฐานะที่จะพึงมีตามฐานะของขุนนางก็ทรงเรียกเอาทรัพย์สมบัติมาเข้าหลวงมาก ถ้าขุนนางขี้โกงคนใดฮึดฮัดขัดขวางหรือไม่พอใจหรือคิดก่อการกบฏก็ทรงปราบปรามกำจัดอย่างราบคาบ
เหตุนี้แผ่นดินต้าถังจึงมีความเจริญรุ่งเรือง และเป็นบทเรียนให้กับผู้สนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้
พิเคราะห์ดูแล้วบ้านเมืองของเราในวันนี้ก็มีทั้งพวกทรยศและพวกขี้โกง ดังนั้นถ้าว่าโดยทัศนะของพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ดังตัวอย่างอันมีมานั้น เวลาตอนนี้ก็เป็นเวลาที่จะต้องจัดการกับขุนนางขี้โกง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางขี้โกงแบบขี้ฉ้อตอแหล ขุนนางขี้โกงที่ชอบอ้างความจงรักภักดีได้หรือยัง
นิทานก่อนนอนวันนี้ก็ขอยุติลงเพียงเท่านี้ ขอเพื่อนชาวทวิภพจงพิจารณาสัจธรรมสังคมอันเคยมีมาแต่กาลโน้นโดยแยบคายเถิด.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๐๔ สิงหาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖:๓๒ น. |