|
เรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 11-จบ) |
|
|
|
บทความ -
ไพศาล : เล่านิทานก่อนนอน
|
|
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล
|
|
วันพุธที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๕๓ น. |
|
ทวิตเรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 11-จบ) หวีดโดย นายไพศาล พืชมงคล จาก ทวิตเตอร์ : @paisalvision อาสารวบรวมโดย คุณภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ
ทวิตตอนที่ 11 (ตอนจบ) วันที่ 26 กรกฎาคม 2553
วันนี้เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนแปดหลัง เป็นวันอาสาฬหบูชา เป็นวันของพระธรรม และเป็นวันพระรัตนตรัยด้วย เพราะเป็นวันที่พระบรมศาสดาได้แสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรกในโลก โดยทรงแสดงธัมมจักกัปปวัตนสูตรโปรดปัญจวัคคีย์ เป็นวันที่พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ครบเป็นองค์สาม
ที่เรียกว่าเป็นวันอาสาฬหะเพราะเป็นวันที่พระจันทร์เพ็ญในขณะโคจรเข้ากลุ่มดาวอาสาฬหะ แต่ปฏิทินทุกฉบับในเวลานี้คลาดเคลื่อนไปมากแล้ว
ความจริงในปีนี้พระจันทร์โคจรเข้ากลุ่มดาวอาสาฬหะตั้งแต่เวลา 8 โมงเศษของเมื่อวันวาน และได้โคจรพ้นกลุ่มดาวอาสาฬหะแล้วตั้งแต่เวลา 10.40 น. ของวันนี้ ผู้มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจชำระปฏิทิน แม้ทราบว่าคลาดเคลื่อนอย่างนี้และมีการท้วงติงตักเตือนแล้วก็ยังไม่ยอมแก้ไข คงปล่อยให้ความคลาดเคลื่อนนั้นดำรงอยู่ต่อไป จึงได้แต่บอกกล่าวให้ได้รู้กันเท่านั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ในช่วงเช้าเวลาประมาณหลังจากภัตตาหารแล้ว เป็นเวลาหลังจากที่ได้เสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันแล้ว 1 วัน
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงปฐมเทศนาแล้ว ท่านโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมว่าสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดาและได้ขออุปสมบท ซึ่งพระบรมศาสดาได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์สาวกรูปแรกในพระพุทธศาสนา เหตุนี้จึงว่าวันนี้พระรัตนตรัยครบองค์สาม คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ได้เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนในวันนี้
ในขณะที่พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมหลังจากทรงแสดงปฐมเทศนาจบแล้ว ในขณะนั้นเทวดาบนสวรรค์ชั้นต่างๆ ได้พากันแซ่ซ้องสาธุการต่อ ๆ กันไปจนกระทั่งถึงพรหมโลก
เสียงแซ่ซ้องที่แพร่ไปนั้นมีความว่า “นั่นพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศให้เป็นไปแล้ว ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี อันสมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใคร ๆ ในโลกจะปฏิวัติหรือหมุนให้กลับไปไม่ได้”
ในขณะนั้นทั้งหมื่นโลกธาตุหรือกาแล็คซี่ต่างๆ สะเทือนสะท้าน บังเกิดเป็นแสงสว่างอันยิ่งใหญ่หาประมาณมิได้ทั่วทุกโลกธาตุ ล่วงเทวานุภาพของเหล่าเทวาทั้งหลาย 
เมื่อพระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว แต่ปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก 4 คน ยังไม่ได้ดวงตาเห็นธรรม แต่บ้างก็เหมือนบัวที่กำลังโผล่พ้นน้ำ บ้างก็ใกล้จะโผล่พ้นน้ำ หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว
ปัญจวัคคีย์ 2 คน ยังมีข้อสงสัยบางประการ คือท่านวัปปะและท่านภัททิยะมีข้อติดค้างในบางเรื่อง หลังจากพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พระอัญญาโกณฑัญญะแล้ว ปัญจวัคคีย์ทั้งสองจึงได้สอบถามพระบรมครูเพิ่มเติม พระตถาคตเจ้าก็ได้อธิบายเป็นธรรมิกกถาแจกแจงรายละเอียดเพิ่มขึ้น โดยสมควรแก่ภูมิธรรมและสติปัญญาของปัญจวัคคีย์เหล่านั้น
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอธิบายข้อสงสัยต่าง ๆ แล้ว แสงสว่างก็บังเกิดขึ้นแก่จักษุปัญญาของท่านวัปปะและท่านภัททิยะ ท่านทั้งสองได้ดวงตาเห็นธรรมในวันนั้นเอง
ท่านวัปปะกับท่านภัททิยะเมื่อมีดวงตาเห็นธรรมแล้วมีความศรัทธา ขอรับอุปสมบทตามท่านอัญญาโกณฑัญญะ พระบรมศาสดาจึงได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่ท่านทั้งสองด้วยวิธีการและโอวาทอย่างเดียวกัน
ในวันถัดมาภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้งสามก็ได้ออกบิณฑบาตและนำภัตตาหารมาแบ่งปันกันฉัน ฉันเสร็จแล้วพระบรมศาสดาก็ได้ตรัสสอนอธิบายธรรมแก่ปัญจวัคคีย์อีก 2 คนที่เหลือ คือท่านมหานามะกับท่านอัสสชิ
ท่านมหานามะและท่านอัสสชินั้นครั้นได้ฟังธรรม 2 ครั้งแล้วก็เหมือนบัวที่โผล่พ้นน้ำแล้ว ครั้นได้สอบถามข้อสงสัยต่างๆ และพระบรมศาสดาทรงอรรถาธิบายด้วยธรรมมิกกถาแล้ว ท่านมหานามะและท่านอัสสชิก็ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงได้ขออุปสมบทตามท่านทั้งสามที่ได้บวชก่อนแล้ว
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาและโอวาทแก่ปัญจวัคคีย์ทั้งสองรูปเช่นเดียวกับสามรูปแรก ณ กาลบัดนั้น จึงมีพระสงฆ์สาวกเกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา 5 รูป และทั้ง 5 รูปนี้ล้วนได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว แต่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ จึงยังต้องศึกษาปฏิบัติต่อไปเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง 
ครั้นถึงวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 คือ 5 วันหลังจากที่ทรงแสดงปฐมเทศนา พระบรมศาสดาทรงพิจารณาเห็นว่าภิกษุปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 รูป มีภูมิธรรมแก่กล้าขึ้น จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์เป็นครั้งแรก และทรงแสดงอนัตตลักขณสูตรแก่คณะสงฆ์นั้น
อนัตตลักขณสูตรหรือพระสูตรว่าด้วยความไม่เที่ยง หรือว่าด้วยความเป็นอนัตตานั้น เป็นพระสูตรสำคัญมากที่สุดพระสูตรหนึ่ง เพราะเป็นคำสอนที่ทำให้ผู้มีดวงตาเห็นธรรมแล้วก็ดี แม้ยังไม่มีดวงตาเห็นธรรมแล้วก็ดี บรรลุธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือเป็นพระอรหันต์
พระอรหันต์จำนวนมากบรรลุธรรมขั้นสูงสุด ทำที่สุดแห่งทุกข์ให้แจ้ง และถึงซึ่งพระนิพพานก็ด้วยพระอนัตตลักขณสูตรนี้ อนัตตลักขณสูตรมีเนื้อความสรุปได้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือที่เรียกว่าขันธ์ 5 นั้นไม่เที่ยง ไม่สามารถตั้งมั่นดำรงอยู่ได้ ต้องมีความเสื่อมสลายไป และมีความดับไปเป็นธรรมดา เป็นภาวะที่ไม่มีใครควบคุมได้ แม้ตนเองก็ควบคุมให้อยู่ในบังคับไม่ได้
เพราะเหตุที่ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง ควบคุมไม่ได้ และมีความเสื่อมสลายไป ดับไปเช่นนี้จึงเป็นทุกข์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่าขันธ์ 5 นี่แหละเป็นทุกข์
เหตุที่ขันธ์ 5 ไม่เที่ยง และเป็นทุกข์ แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ห้ามปรามไม่ได้ ก็เพราะวาขันธ์ 5 นั้นไม่ใช่ตัวตน เป็นแต่สมมติ ไม่ใช่เขาหรือเรา ไม่ใช่ของเขาหรือของเรา และล้วนเป็นสิ่งที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น จึงเกิดเป็นเราเป็นของเราขึ้นมา
ดังนั้นเมื่อเห็นความจริงตามที่เป็นจริงด้วยปัญญาอันยิ่งว่าสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง ตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ตัวตน แต่เป็นสมมติ ไม่อยู่ในบังคับของใคร และทำให้เกิดทุกข์เช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายแล้วจิตก็จะละสลัดทิ้งหรือละวางขันธ์ 5 นั้นเสีย ไม่ยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไปว่าเป็นเราหรือเป็นของเรา เมื่อละวางได้เด็ดขาดสิ้นเชิงก็หลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้วก็ทราบด้วยปัญญาอันยิ่งว่าได้ถึงซึ่งความหลุดพ้นแล้ว เข้าถึงอีกภาวะหนึ่งที่เรียกว่าวิมุตตะมิติแล้ว ได้ทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว ทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ภพชาติสิ้นสุดแล้ว
ปัญจวัคคีย์ได้พิจารณาธรรมแห่งความไม่เที่ยงหรือความไม่ใช่ตัวตนตามที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงโดยลำดับแล้ว ก็หลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวง บรรลุความเป็นพระอรหันต์ ณ เวลานั้น ณ บัดนั้นพระอริยสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์จึงบังเกิดขึ้น 5 รูป ด้วยประการฉะนี้
ได้แสดงเรื่องอาสาฬหบูชาต่อเนื่องมาจนถึงเรื่องอนัตตลักขณสูตรตลอดกาลแห่งเทศกาลอาสาฬหบูชามาโดยลำดับ ก็ถึงกาลอวสานแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงมีความเจริญในธรรม ที่พระบรมศาสดาผู้เป็นสารถีเอกของโลกทรงตรัสสอนนั้นเถิด ทางอันพระองค์ทรงชี้แล้ว หน้าที่การเดินทางนั้นเป็นของเราท่านทั้งหลายว่าจะเลือกเดินหรือไม่ และจะเดินไปแค่ไหนเพียงใด ก็สุดแต่น้ำใจและบุญบารมีที่สั่งสมมานั่นแล. (จบเรื่องอาสาฬหบูชา 2553)
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๒:๓๐ น. |