|
เรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 10) |
|
|
|
บทความ -
ไพศาล : เล่านิทานก่อนนอน
|
|
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล
|
|
วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๔๓ น. |
|
ทวิตเรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 10) หวีดโดย นายไพศาล พืชมงคล จาก ทวิตเตอร์ : @paisalvision อาสารวบรวมโดย คุณภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ
ทวิตตอนที่ 10 วันที่ 22 กรกฎาคม 2553
ธรรมะสวะนะกาโล อะยัมพะทันตา ธรรมะสวะนะกาโล อะยัมพะทันตา วันนี้มาเร็วหน่อยเพราะฝนตกรถติดมาก ไปไหนไม่ได้ จึงต้องรีบกลับบ้าน ดังนั้นเมื่อถึงกาลฟังธรรมแล้ว จึงขอเชิญเพื่อนชาวทวิภพตั้งใจให้จงดี เพื่อสัมผัสกับรสชาติของพระธรรมอันประเสริฐ ให้สมกับที่เป็นเวไนยสัตว์เถิด
วันนี้เป็นวันขึ้น 11 ค่ำ เดือน 8 หลัง พระจันทร์กำลังโคจรอยู่ในกลุ่มดาวอนุราธะ จนถึงเวลาเกือบตีสาม จึงจะโคจรเข้ากลุ่มดาวเชษฐะ หรือดาวช้าง และวันนี้เมื่อครั้งโพธิกาลโน้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จออกจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ ได้ 7 วันแล้ว เพื่อจะไปโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
ดังนั้นถ้าคำนวณระยะทางก็น่าจะเสด็จได้ค่อนทางแล้ว เพราะเหลือเวลาอีก 3 วัน ก็จะเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในท่ามกลางอากาศร้อนปลายฤดูร้อน ที่ผสมผสานกับฝนที่พรำมาในยามต้นฤดูฝน นึกดูเอาเถิดพระพุทธองค์จะทรงได้ยากลำบากสักเพียงไหน เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นจากความทุกข์
เมื่อพระบรมครูได้เทศนาเรื่องอริยสัจ 4 แล้ว พระองค์ได้ตรัสย้ำแก่ปัญจวัคคีย์ว่าความตรัสรู้ในอริยสัจ 4 ของพระองค์นั้นมีรอบสามและอาการสิบสอง
ที่ว่ารอบสามนั้นก็เพราะทรงตรัสเรื่องอริยสัจแต่ละประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ว่าเป็นอย่างไร ว่าควรทำอย่างไร และได้ทำอย่างไร ดังนั้นในแต่ละรอบจึงมีอาการสี่ เมื่อรวมเป็นสามรอบจึงมีอาการสิบสอง
ในรอบแรก พระองค์ได้ตรัสเรื่องทุกข์โดยอาการว่าเป็นอย่างไร เหตุแห่งทุกข์เป็นอย่างไร ความดับทุกข์เป็นอย่างไร และหนทางแห่งการดับทุกข์เป็นอย่างไร
ในรอบที่สอง พระองค์ได้ตรัสเรื่องเหตุแห่งทุกข์โดยอาการว่าทุกข์เป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้ เหตุแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ควรละเสีย ความดับทุกข์เป็นเรื่องที่ควรทำให้แจ้ง และหนทางแห่งความดับทุกข์เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เจริญ
ในรอบที่สาม พระองค์ได้ตรัสเรื่องเหตุแห่งทุกข์โดยอาการว่า ทุกข์นั้นพระองค์ทรงกำหนดรู้แล้ว เหตุแห่งทุกข์นั้นพระองค์ทรงละได้สิ้นเชิงแล้ว ความดับทุกข์นั้นพระองค์ก็ทำให้แจ้งแล้ว และหนทางแห่งการดับทุกข์พระองค์ก็ทรงเจริญแล้ว บริสุทธิ์ บริบูรณ์แล้ว
ดังนั้นจึงเป็นรอบสามและอาการสิบสอง แต่ทั้งหมดนี้แม้ว่ากล่าวหรือเขียนโดยยืดยาวก็ตาม แต่การเกิดขึ้นในภาวะแห่งการตรัสรู้นั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก แค่พริบตาเดียวหรือยิ่งกว่านั้น จนกล่าวกันว่ามีความรวดเร็วเหนือแสง
การตรัสรู้อริยสัจโดยรอบสาม อาการสิบสองนั้น กำลังแห่งจิตมีอานุภาพมาก ล่วงอานุภาพของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย หรือเรียกว่ามีลักษณะอุทปาทิ 5 ประการคือ
จักษุอุทปาทิ หรือมีดวงตาเห็นธรรม เห็นแจ้งแทงตลอดในธรรมทั้งปวง
ญาณอุทปาทิ หรือความรู้ยิ่งในธรรมทั้งปวงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน มีแต่ความเกิด ความตั้งอยู่และความดับไป เป็นวัฏฏะอันหาที่สุดมิได้ ล้วนเป็นสิ่งสมมติ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ทรงรู้แจ้งในโลกทั้งปวง ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แม้กระทั่งพิภพและจักรวาลทั้งปวง ตลอดจนพรหม มาร เทพ และเหล่าสัตว์ทั้งหลายด้วย
ปัญญาอุทปาทิ หรือการเห็นความจริงตามความเป็นจริงในธรรมทั้งหลาย ว่ามีเกิดขึ้นแล้ว มีการตั้งอยู่ มีการเสื่อมไป และมีความดับไปเป็นธรรมดา
วิชชาอุทปาทิ หรือความรู้อันยิ่ง ล่วงพ้นความรู้ของพรหม อินทร์ เทพ มาร ตลอดจนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย หยั่งรู้ถึงภาคอดีต ภาคปัจจุบันและอนาคตของโลกทั้งปวง และรู้ยิ่งถึงความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งปวง ตลอดจนการทำพระนิพพานให้แจ้ง
อาโลโกอุทปาทิ หรือปัญญาอันยิ่งที่เห็นแจ้งแทงตลอดว่าสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งสมมติ มีแต่ความเป็นธาตุ หรือมหาภูตรูปสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟเท่านั้น ไม่มีคน ไม่มีสัตว์ ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่ใช่สิ่งอันพึงยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเราเป็นเขา หรือเป็นของเราหรือของเขา
จากนั้นพระบรมศาสดาจึงตรัสว่าพระองค์จะยืนยันการตรัสรู้หรือไม่ ย่อมเป็นไปตามความเป็นจริง โดยทรงตรัสว่า
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตราบใดที่ปัญญาอันรู้เห็นความจริงตามความเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 นี้มีรอบสาม มีอาการสิบสองอย่างนี้ยังไม่หมดจดดีแล้วเพียงใด เราจักไม่ยืนยันว่าเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ตราบนั้น”
และทรงตรัสยืนยันว่า พระองค์ตรัสรู้แล้วว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดที่ปัญญาอันรู้เห็นความจริงตามความเป็นจริงของเราในอริยสัจ 4 มีรอบสาม อาการสิบสองอย่างนี้ หมดจดดีแล้ว เมื่อนั้นเราจึงยืนยันว่าเราเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันยอดเยี่ยมในโลก เทวโลก มารโลก พรหมโลก และในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ และบัดนี้ปัญญาอันรู้แจ้งแทงตลอดได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราว่า ความพ้นวิเศษของเราจักไม่กลับกำเริบอีก ชาติเป็นที่สุด ภพเป็นที่สุดแล้ว”
ตลอดระยะเวลาที่พระบรมศาสดาทรงแสดงปฐมเทศนานั้น ปัญจวัคคีย์ได้น้อมใจฟังพระธรรมเทศนาโดยเคารพและน้อมใจตรึกตรองโดยแยบคายเป็นลำดับ ในระหว่างที่พระตถาคตเจ้าแสดงพระธรรมนั้น ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากธุลีและมลทินทั้งปวงได้เกิดขึ้นแก่ท่านโกณฑัญญะ พี่ใหญ่ของปัญจวัคคีย์ก่อนเพื่อน
ท่านโกณฑัญญะเกิดดวงตาเห็นธรรมว่า สิ่งใด ๆ ที่มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดาเช่นเดียวกัน
พระบรมศาสดาทรงหยั่งทราบวาระจิตของปัญจวัคคีย์อย่างแจ่มแจ้งว่าความเจริญในธรรมได้เกิดขึ้นแล้วแก่นักบวชเหล่านั้น และบัดนี้ท่านโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรมแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอุทานว่า “อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญโญ อัญญาสิ วะตะโภ โกณฑัญโญ” ซึ่งแปลว่าท่านโกณฑัญญะเห็นธรรมแล้วหนอ ท่านโกณฑัญญะเห็นธรรมแล้วหนอ 
ตั้งแต่บัดนั้นมาท่านโกณฑัญญะจึงได้นามใหม่ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุทานนั้นว่าอัญญาโกณฑัญญะ
การบรรลุธรรมขั้นสูงที่มีดวงตาเห็นธรรมนี้ยังไม่ได้บรรลุถึงความเป็นพระอรหันต์ เพราะยังไม่หลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อดวงตาเห็นธรรมเกิดขึ้นแก่ท่านอัญญาโกณฑัญญะแล้ว ท่านก็มีน้ำใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าและพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ จึงขออุปสมบทในเวลานั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานอนุญาตโดยตรัสว่า เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด พระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนาจึงเกิดขึ้น ทำให้พระรัตนตรัยครบองค์สาม ณ บัดนั้น
วิธีการอุปสมบทแบบนี้เรียกว่าเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าประทานการบวชด้วยพระองค์เอง และผู้ขอบวชก็มีดวงตาเห็นธรรมแล้ว
ในการประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทานั้น พระบรมศาสดาได้ประทานโอวาทอันถือได้ว่าเป็นปฐมโอวาทในโพธิกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระสมณโคดมว่า “ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด”
ในขณะที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะถึงซึ่งความเป็นพระสงฆ์สาวกในพระบรมศาสดาและมีดวงตาเห็นธรรมแล้วนั้น ปัญจวัคคีย์ที่เหลืออีก 4 ท่านก็มีความเจริญในธรรมดุจดั่งบัวที่กำลังจะบานเต็มทีแล้ว
วันนี้ได้พรรณนามายืดยาวเพราะเป็นเรื่องต่อเนื่องกันอยู่ จึงขอท่านทั้งหลายได้ไตร่ตรองพิจารณาทำความศึกษาโดยแยบคายในพระธรรมเทศนาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงในเบื้องปลายแห่งปฐมเทศนาดังที่แสดงในวันนี้เถิด ย่อมบังเกิดประโยชน์และความสุขจากการได้สัมผัสกับพระธรรมอันประเสริฐเป็นแน่แท้. (จบตอนที่ 10)
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๒๓ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๖:๒๐ น. |