|
เรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 9) |
|
|
|
บทความ -
ไพศาล : เล่านิทานก่อนนอน
|
|
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๐๔ น. |
|
ทวิตเรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 9) หวีดโดย นายไพศาล พืชมงคล จาก ทวิตเตอร์ : @paisalvision อาสารวบรวมโดย คุณภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ
ทวิตตอนที่ 9 วันที่ 21 กรกฎาคม 2553
ธรรมะสวะนะกาโล อะยัมพะทันตา ธรรมะสวะนะกาโล อะยัมพะทันตา บัดนี้เป็นเวลาฟังธรรมตามกาลแล้ว แม้ว่าจะมาช้าไปบ้าง แต่ก็ยังมีความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมที่จะนำพระธรรมมาเสนอแด่มวลมิตรชาวทวิภพตามที่ได้สัญญาไว้
วันนี้เป็นวันขึ้น 10 ค่ำ เดือน 8 หลัง พระจันทร์กำลังโคจรอยู่ในกลุ่มดาววิสาขะ อีกเพียง 4 วันก็จะถึงวันเพ็ญเดือน 8 ซึ่งพระจันทร์จะเพ็ญในขณะโคจรอยู่ในกลุ่มดาวอาสาฬหะ จึงเป็นเหตุให้ได้ชื่อวันนี้ว่าเป็นวันอาสาฬหบูชา คือการบูชาในเดือนอาสาฬหะนั่นเอง
วันนี้จะได้แสดงเรื่องอาสาฬหะเพื่อความรู้ เพื่อความเจริญในธรรม และเพื่อความสวัสดิมงคล แด่ชาวทวิภพต่อจากเมื่อวันวาน ขอท่านทั้งหลายพึงสดับด้วยดี ก็จักสามารถได้ลิ้มชิมรสของพระธรรมอันประเสริฐ ที่พระบรมครูได้แสดงไว้
พระบรมครูได้ตรัสสอนอริยสัจ 4 ที่ทรงตรัสรู้ด้วยรอบสามและอาการสิบสองแล้ว ปัญจวัคคีย์ก็น้อมสดับพระธรรมนั้นด้วยความเคารพ ด้วยความน้อมใจ และด้วยความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดี เพราะปัญจวัคคีย์นั้นได้บำเพ็ญความเพียรมาช้านานแล้ว รู้เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุแห่งทุกข์ และความดับทุกข์มาบ้างแล้ว แม้จะไม่ครบถ้วนกระบวนความโดยรอบสาม และอาการสิบสอง ดังที่ทรงตรัสรู้
คงเหลือแต่เรื่องเหตุแห่งทุกข์ และหนทางแห่งความดับทุกข์ ซึ่งปัญจวัคคีย์ไม่เคยรู้ ไม่เคยได้ฟังมาแต่ก่อน จึงหลงทางอยู่ในหนทางสายสุดโต่งข้างตึง คืออัตตกิลมถานุโยค ดังนั้นเมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาและน้อมจิตรำลึกตามก็มีความกระจ่างเป็นอย่างดี ส่วนพวกเราท่านนั้นเมื่อฟังธรรมแล้วก็พอรู้ พอเข้าใจเรื่องทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ และความดับทุกข์ แต่เป็นความรู้ความเข้าใจจากการฟัง จากการอ่าน มิใช่โดยการสัมผัสหรือโดยความรู้แจ้งโดยปัญญาอันยิ่ง
ในส่วนหนทางแห่งความดับทุกข์นั้น คนจำนวนมากสงสัยว่าเมื่อปฏิบัติครบองค์แปดประการแล้ว จะบรรลุธรรมได้จริงหรือ เพราะยากที่จะรู้ ยากที่จะเข้าใจ ในเนื้อความนั้น ในขณะที่เมื่อครั้งโพธิกาลนั้นเนื้อความที่ทรงตรัสสามารถเป็นที่รู้และเข้าใจได้โดยง่าย เพราะคนทั้งหลายใฝ่แสวงหาความหลุดพ้นกันเป็นอันมาก
เรื่องนี้มีความสำคัญมาก และเป็นประโยชน์มาก หากมีความรู้ความเข้าใจที่กระจ่างมากขึ้นก็ย่อมเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจแล้วจะเป็นที่ตั้งแห่งความศรัทธา จากนั้นก็จะเกิดความเพียรในการศึกษาและปฏิบัติเพื่อรับผลแห่งพระธรรมได้มากขึ้น เหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องอธิบายในเรื่องหนทางของความดับทุกข์ทั้งกระบวนพอเป็นสังเขป 
ก็อริยมรรคอันมีองค์แปดประการนั้นมี 4 ประการ เป็นการกระทำโดยทางกาย คือการกล่าววาจา การกระทำการงาน การประกอบอาชีพ และการประกอบความเพียร ทั้ง 4 ประการนี้เป็นการปฏิบัติเพื่อการดำรงอยู่ เพื่อการครองตน ที่ไม่เดือดร้อน และไกลออกไปจากกิเลสโดยมีใจเป็นตัวเริ่มต้น แล้วแสดงผลออกทางร่างกาย
ส่วน 4 ประการที่เหลือเป็นเรื่องของจิตล้วน ๆ คือความเห็น ความดำริ ความระลึกและความตั้งมั่นแห่งจิต ดังที่บาลีเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ทั้ง 4 ประการนี้ที่เป็นส่วนสำคัญตั้งต้นคือความเห็นที่ถูกต้องสูงสุดหรือสัมมาทิฏฐิ และความดำริที่ถูกต้องสูงสุดคือเห็นด้วยปัญญาในการที่จะออกจากทุกข์ หรือทำที่สุดแห่งทุกข์ให้เกิดขึ้น
เมื่อเห็นด้วยปัญญาในเรื่องทุกข์แล้วมีดำริอันถูกต้องสูงสุดที่จะออกจากทุกข์ หรือดับทุกข์ให้ถึงที่สุด หรือทำพระนิพพานให้แจ้งแล้ว ดำริที่ถูกต้องขั้นสูงสุดนั้นก็จะดำริที่จะฝึกฝนอบรมจิตเพื่อการทำพระนิพพานให้แจ้ง หรือที่เรียกว่าเพียรเผากิเลส โดยการทำจิตให้มีสติ และมีสมาธิ
สติกับสมาธิเป็นคนละเรื่อง เป็นคนละอย่าง แต่สัมพันธ์เกี่ยวข้องต่อเนื่องกันเหมือนเนื้อเดียวกัน ถ้าไม่มีสติก็ไม่มีสมาธิ ต่อให้นั่งหลับตาอยู่ก็แค่การนั่งหลับ ไม่มีมรรคผลใด ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นพระตถาคตเจ้าจึงตรัสในเรื่องนี้ว่า “เราไม่กล่าวอานาปานสติแก่ผู้ที่มีจิตเผอเรอ” สำมะหาอะไรกับการไม่มีสติหรือหลับใน ซึ่งสมาธิจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้
สมาธิจึงต้องตั้งต้นด้วยการควบคุมสติก่อนให้อยู่กับเนื้อกับตัว จากนั้นก็ฝึกฝนอบรมสติไปจนถึงที่สุด
การฝึกฝนอบรมจิตหรืออบรมสมาธิจึงผูกกับสติอย่างแนบแน่น ไม่ว่าการฝึกฝนอบรมจิตโดยวิธีกสิณ 10 ประการ อสุภสัญญา 10 ประการ อนุสติ 10 ประการ อัปปมัญญา 4 ประการ อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 ประการ และจตุธาตุววัฏฐานอีก 1 ประการ รวมเป็น 36 แบบแม่บท ในการฝึกฝนอบรมจิตให้เป็นสมาธิ
ท่านใดที่มีความสนใจในรายละเอียดเกี่ยวกับแบบแผนแม่บท 36 แบบวิธีสามารถติดตามค้นคว้าหาดูได้จากเรื่อง “วิมุตตะมิติ มหัศจรรย์แห่งโลกภายใน” ซึ่งผมได้เขียนขึ้นและลงพิมพ์เผยแพร่แล้ว โดยสามารถดูได้จากเว็บไซต์ www.paisalvision.com
การทำสมาธิคือการฝึกฝนอบรมจิตโดยถือเอาสติเป็นหลักเป็นหัวใจ ผลของการฝึกฝนอบรมนั้นจะทำให้จิตมีลักษณะ 3 ประการเกิดขึ้น มั่นคงและแกร่งกล้ามากขึ้นเป็นลำดับไป นั่นคือจิตจะมีความตั้งมั่นหรือเป็นสมาหิโต มีความบริสุทธิ์หรือปาริสุทโธและมีความสามารถขั้นสูงในการทำหน้าที่การงานของจิตหรือกัมมนิโย
เมื่อผลการฝึกฝนอบรมจิตยกระดับสูงขึ้น จิตก็จะมีความแคล่วคล่องมากขึ้น เบิกบานมากขึ้น ผ่องใสมากขึ้น สว่างมากขึ้น (ประภัสสร) มีความว่องไว (real time) มากขึ้น และมีพลานุภาพมากขึ้น จิตที่มีคุณภาพใหม่ที่สูงส่งนี้ย่อมทำให้สติมั่นคง มีขีดความสามารถสูงสุด สติในคุณภาพใหม่ที่มีขีดความสามารถสูงสุดนี้ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ ซึ่งเป็นธรรมองค์แรกแห่งสัมโพชฌงค์อันเป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้
เมื่อสติสัมโพชฌงค์เจริญแล้ว จิตก็จะน้อมไปพิจารณาเห็นการเกิดการดับของสรรพสิ่งว่าย่อมเป็นไปเช่นนั้นเอง ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา อาการที่จิตน้อมไปเช่นนี้เรียกว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
เมื่อธัมมวิจยสัมโพชฌงค์เจริญแล้ว ปัญญาก็เจริญขึ้น เห็นความจริงตามความเป็นจริงชัดเจนมากขึ้น จิตก็มีความผ่องใสเบิกบานแคล่วคล่องว่องไวมากขึ้น มีอานุภาพมากขึ้น ก็ยิ่งมีความเพียรในการน้อมพิจารณาความจริงนั้น อาการเช่นนี้เรียกว่าวิริยะสัมโพชฌงค์ได้เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อจิตมีความเพียรพยายามมากก็ยิ่งเห็นความจริงตามที่เป็นจริงด้วยปัญญา และเห็นแจ้งแทงตลอดมากขึ้นโดยลำดับ ความเบิกบานผ่องใสอันเป็นความประภัสสรของจิต ความร่าเริงของจิตก็จะเกิดขึ้น อาการเช่นนี้เรียกว่าปีติสัมโพชฌงค์ได้เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อปีติสัมโพชฌงค์เจริญขึ้น มีระดับความประณีตละเอียดอ่อนสูงขึ้น ลึกซึ้งขึ้น ก็เห็นความจริงตามความเป็นจริงชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีก เห็นแจ้งแทงตลอดในความเกิดดับที่เกิดขึ้นอย่างไม่ขาดสายเป็นสันตติ ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายว่าสรรพสิ่งนั้นไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มีแต่เรื่องเกิดดับ เกิดดับ อยู่ร่ำไป เป็นวัฏฏะที่ไม่รู้จักจบสิ้น อาการเช่นนี้เรียกว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ได้เกิดขึ้นแล้ว

เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เกิดแล้ว ความเบื่อหน่ายนั้นก็จะยกระดับสูงขึ้นเป็นความจางคลาย และการละวางลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เมื่อวางของหนักลงจากบ่าแล้ว จะรู้สึกเบาฉันใด เมื่อจิตวางความยึดมั่นถือมั่นลงก็จะมีความเบาเบิกบานผ่องใสว่องไวแคล่วคล่องมากขึ้นไปอีก มีอานุภาพมากขึ้นไปอีกฉันนั้น ก็จะเห็นด้วยปัญญาอันสูงขึ้นว่าสรรพสิ่งนั้นไม่เที่ยง ตั้งอยู่ไม่ได้ ต้องเสื่อมไป เสื่อมไป สลายไป และดับไปในที่สุด นั่นคือเห็นความไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นเรา ไม่เป็นของเรา อย่างแจ่มแจ้ง ก็ยิ่งคลายความยึดถือทั้งปวง และเมื่อถึงที่สุดแล้วก็วางหรือดับความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นตัณหาหรือเหตุแห่งทุกข์ได้มากขึ้น ๆ จิตก็ยิ่งมีพลังและปัญญาสูงขึ้นอีก มีความบริสุทธิ์ มีความตั้งมั่นและมีขีดความสามารถในการงานของจิตสูงขึ้นไปอีก ความตั้งมั่นของจิตก็จะถึงขั้นสูงสุด อาการเช่นนี้เรียกว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ได้เกิดขึ้นแล้ว
เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์เกิดขึ้นแล้วก็จะเจริญขึ้นโดยลำดับ มีความตั้งมั่นสูงขึ้น ถึงขั้นสูงสุด มีความบริสุทธิ์ผุดผ่องถึงขั้นสูงสุด และมีขีดความสามารถในการทำการงานของจิตขั้นสูงสุด จึงละวางความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นตัณหาซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง หรือเป็นการดับตัณหาซึ่งเป็นทุกข์สมุทัยอริยสัจได้หมดจดสิ้นเชิง อาการเช่นนี้เรียกว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ได้เกิดขึ้นแล้ว
ยามที่อุเบกขาสัมโพชฌงค์เกิดขึ้นนั้น ลางทีมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปว่า จิตจะตั้งมั่นอยู่เฉย ๆ ไม่รู้สึกทุกข์สุขร้อนหนาว ซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้นเลยเพราะจิตที่ถึงซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์แล้ว ไม่ใช่จิตที่ว่างเปล่า ไร้ความรู้สึกแต่ประการใด แต่เป็นจิตที่ถึงธรรมขั้นสูงสุดในพระพุทธศาสนาคือมรรคผลนิพพาน
ยามนั้นจิตจะมีลักษณะสำคัญคือ มีความตั้งมั่นขั้นสูงสุด มีความบริสุทธิ์ขั้นสูงสุด มีความสามารถขั้นสูงสุดในการทำหน้าที่ของจิต หรือที่เรียกว่าอุปทิ มีความแคล่วคล่องสูงสุด มีความเบิกบานสูงสุด มีความสว่างหรือความประภัสสรสูงสุด มีความว่องไวสูงสุด ถึงขั้นที่ฝรั่งเรียกว่ามีความว่องไวเหนือแสง หรือระดับ real time เป็นจิตที่ดับเหตุแห่งทุกข์คือกิเลส ตัณหา หมดจดสิ้นเชิง ทุกข์ได้ดับสนิทโดยไม่เหลือ และไม่เกิดใหม่อีก เป็นอันสิ้นภพ สิ้นชาติ ถึงซึ่งพระนิพพาน
เมื่อองค์ 7 ประการแห่งโพชฌงค์เจริญบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วดั่งนี้ จิตก็จะน้อมไปบรรลุถึงวิชชาสูงสุด 3 ประการพร้อม ๆ กัน นั่นคือบรรลุถึงบุพเพนิวาสานุสติญาณ คือญาณหยั่งรู้ภาคอดีตของเหล่าสัตว์ จุตูปปาตถญาณ คือญาณหยั่งรู้ภาคปัจจุบัน การเกิด การดับ และการเป็นไปของเหล่าสัตว์ และอาสวัคขยญาณ คือญาณที่ถึงซึ่งความหลุดพ้นจากกิเลสและอาสวะทั้งหลายทั้งปวงอย่างหมดจดบริสุทธิ์บริบูรณ์
เมื่อจิตหลุดพ้นดังนี้ก็จะรู้ด้วยความรู้อันยิ่งว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติภพสิ้นแล้ว เป็นการถึงซึ่งภาวะพิเศษอีกภาวะหนึ่งที่เรียกกันทั่วไปว่าความหลุดพ้น ซึ่งบาลีใช้คำว่าวิมุตตะมิติ ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่ล่วงพ้นความเป็นไปและความสามารถทั่วไปของมนุษย์ทั้งหลาย
ทวิตเตอร์วันนี้ยาวสักหน่อยเพราะเป็นเรื่องสำคัญที่ค้างคาอยู่ในหัวใจของชาวพุทธเป็นอันมาก จึงถือโอกาสนี้พรรณนาให้เห็นโดยสังเขปทั้งกระบวน จึงพึงน้อมใจพิจารณาศึกษาและปฏิบัติเพื่อสัมผัสกับความประเสริฐสูงสุดให้สมกับที่ได้เกิดมาเป็นเวไนยสัตว์เถิด. (จบตอนที่ 9)
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๔:๓๕ น. |