|
เรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 2) |
|
|
|
บทความ -
ไพศาล : เล่านิทานก่อนนอน
|
|
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๔๗ น. |
|
ทวิตเรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 2) หวีดโดย นายไพศาล พืชมงคล จาก ทวิตเตอร์ : @paisalvision อาสารวบรวมโดย คุณภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ
ทวิตตอนที่ 2 วันที่ 13 กรกฎาคม 2553
ธรรมะสวะนะกาโล อะยัมพะทันตา ธรรมะสวะนะกาโล อะยัมพะทันตา บัดนี้เป็นเวลาฟังธรรมแล้ว ขอเชิญท่านทั้งหลายตั้งใจสดับพระธรรมอันประเสริฐนั้นเถิด
วันนี้เป็นวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 8 หลัง เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันอาสาฬหบูชาแล้ว วันนี้จักแสดงเรื่องอาสาฬหบูชาต่อไป เพื่อประดับความรู้ เพื่อเป็นอาภรณ์อันงาม แก่เพื่อนชาวทวิภพทั้งปวง
เมื่อพระตถาคตเจ้าตัดสินพระทัยที่จะประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้แล้ว ก็ทรงพิจารณาต่อไปว่าจะหาใครมาเป็นพยานในความตรัสรู้ของพระองค์ และเป็นกำลังในการประกาศพระธรรม เพราะในยุคสมัยนั้นมีนักบวชที่อ้างตนว่าตรัสรู้ ว่าบรรลุธรรมมากมาย มีมากพอ ๆ กับขอทานในอินเดีย
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าจะต้องแสวงหาผู้ที่เปรียบเหมือนบัวโผล่พ้นน้ำแล้วก่อน เพื่อจะได้เข้าถึงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้โดยง่าย และจะได้เป็นกำลังในการประกาศพระศาสนาต่อไป
พระตถาคตเจ้าทรงรำลึกถึงพระอาจารย์ 2 ท่าน ที่มีภูมิธรรมสูงและพระองค์เมื่อออกบวชใหม่ๆ เคยขอสำนักศึกษาวิทยาการในสำนักของพระอาจารย์ทั้ง 2 นี้ นั่นคืออุททกดาบส และอาฬารดาบส โดยการศึกษาจากสำนักของพระอาจารย์ทั้ง 2 นี้ พระองค์ได้บรรลุถึงรูปฌานสี่ และอรูปฌานสี่ ซึ่งแสดงว่าพระอาจารย์ทั้ง 2 นั้นสามารถบรรลุถึงรูปฌานสี่และอรูปฌานสี่แล้วด้วย
ครั้นน้อมพระทัยรำลึกถึงพระอาจารย์ทั้ง 2 ก็ทรงทราบด้วยพระญาณอันประเสริฐว่าบัดนี้พระอาจารย์ทั้ง 2 ได้ละสังขารไปนานแล้ว ซึ่งเป็นการหยั่งรู้ด้วยฌานและอิทธิที่มีชื่อว่า มโนมยิทธิ คือหยั่งรู้ด้วยใจ เพราะสมัยโน้นไม่มีทวิตเตอร์ ไม่มีเฟซบุ๊ค ไม่มีโทรเลข ไม่มีโทรศัพท์ และไม่มีกูเกิ้ลเอิร์ธที่จะติดต่อสืบสาวราวเรื่องได้โดยง่ายเหมือนปัจจุบันนี้
จากนั้นจึงทรงรำลึกถึงปัญจวัคคีย์ คือนักบวช 5 รูป ที่มีหัวหน้าชื่อโกณฑัญญะที่เคยปรนนิบัติรับใช้พระองค์มาแต่ก่อน คือในระหว่างที่ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยานั้น ปัญจวัคคีย์ได้มาปรนนิบัติรับใช้พระองค์และขอคำสัญญาว่าเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ช่วยแนะนำสั่งสอนพวกตนให้บรรลุถึงพระธรรมนั้นบ้าง
พระตถาคตเจ้าทรงพิจารณาเห็นว่าปัญจวัคคีย์นั้นได้ปฏิบัติตนเพื่อแสวงหาความหลุดพ้นมาช้านาน มีความตั้งใจมุ่งมั่นและความเพียรสูงส่ง สามารถเข้าถึงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้โดยง่ายและทรงเห็นว่าปัญจวัคคีย์นี่แล้วคือบัวที่โผล่พ้นน้ำอีกพวกหนึ่ง เพียงรับแสงอรุณแห่งพระธรรมก็จะบานได้ในทันใด จึงตัดสินพระทัยโปรดปัญจวัคคีย์ก่อน
พระตถาคตเจ้าน้อมพระทัยรำลึกถึงปัญจวัคคีย์ว่าอยู่ที่ไหนหนอ ก็ทรงทราบด้วยพระญาณอันประเสริฐอีกว่า หลังจากปัญจวัคคีย์หลีกจากพระองค์ หลังจากทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยาแล้วก็ได้ไปปฏิบัติธรรมอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี
อันระยะทางจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคมไปยังเมืองพาราณสีนั้นไกลอักโข ในยุคนั้นไม่สามารถโดยสารเครื่องบิน รถไฟ รถบัส รถเมล์ รถยนต์ หรือเรือยนต์ เหมือนปัจจุบันนี้ได้ และวิสัยสมณะก็ไม่อาจขี่ม้า ขี่ช้าง ในการเดินทางนั้นได้ มีแต่จะต้องเสด็จพุทธดำเนินโดยพระบาทเท่านั้น
ด้วยระยะทางอันไกลที่แม้ในปัจจุบันการคมนาคมสะดวกแล้ว ถ้าจะใช้รถเดินทางก็ยังต้องใช้เวลาหลายวัน พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตัดสินพระทัยแล้วก็ได้เสด็จพุทธดำเนินด้วยพระบาทไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ทรงเสด็จถึงป่าอิสิปตนมฤคทายวันในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งรวมเวลาที่ทรงใช้ในการเสด็จพุทธดำเนินทั้งสิ้น 10 วัน

ถ้าหากใครคิดจะทดลองเดินตามรอยพระบาทในปัจจุบันนี้ก็น่าจะลองดู ก็จะรู้ว่าใช้เวลากี่วัน และจะเดินได้ถึงหรือไม่ การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้เวลา 10 วัน ในการเดินทางด้วยพระบาทจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ไปยังเมืองพาราณสีนั้น มีผู้สันนิษฐานว่าทรงกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ชนิดหนึ่งที่สามารถย่นระยะทางได้ตามปรารถนา ซึ่งการกระทำอิทธิฤทธิ์ชนิดนี้เมื่อผมยังเป็นเด็กก็ได้รู้ได้เห็นว่าพ่อท่านพลับผู้เป็นอาจารย์นั้นสามารถกระทำอิทธิฤทธิ์ชนิดนี้ได้ และผู้คนทั้งบางนั้นก็รู้เห็นกันโดยทั่วกัน. (จบตอนที่ 2)
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๕๙ น. |