- ธรรมนิติเปิดกิจการให้บริการด้านไอที
- ขอเชิญร่วมบริจาคภาพเพื่อลงในพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา
- ขอเชิญร่วมบริจาคสร้างพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ฉลอง 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้
- ต้องการงานดี มีความมั่นคง ลองคลิกเข้าไปดูที่ www.jobdst.com
- ขอเชิญติดตามอ่านบทความเรื่อง "พยากรณ์สงกรานต์ 2555" ที่คอลัมน์บทความพิเศษได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
| เรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 1) |
|
|
| บทความ - ไพศาล : เล่านิทานก่อนนอน | |||||||||
| เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล | |||||||||
| วันพฤหัสบดีที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๔๒ น. | |||||||||
|
ทวิตเรื่อง อาสาฬหบูชา 2553 (ตอนที่ 1)
![]() ส่วนวันวิสาขบูชาถือว่าเป็นวันพระพุทธ เพราะเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ซึ่งตรงกันในวันเพ็ญเดือน 6 สำหรับวันมาฆบูชานั้นถือว่าเป็นวันพระสงฆ์ เพราะเป็นวันประชุมพระสงฆ์ซึ่งเป็นพระอรหันตสาวกที่ได้รับประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาจากพระผู้มีพระภาคเจ้า จำนวน 1,250 รูป อันเป็นการชุมนุมพระสงฆ์ครั้งใหญ่ที่สุดในโพธิกาล ตามประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระตถาคตเจ้าก็ได้วางหลักในการครองตน ในการประพฤติปฏิบัติ ในการศึกษาอบรม และการประกาศพระศาสนา โดยทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ในท่ามกลางพระอรหันตสาวกเหล่านั้น ซึ่งตรงกับวันเพ็ญเดือน 3 ความจริงวันอาสาฬหบูชามีความสำคัญและเป็นมากกว่าวันพระธรรม ท่านเจ้าคุณพุทธทาสเคยกล่าวว่า ถือได้ว่าเป็นวันของพระรัตนตรัยด้วยเพราะเป็นวันที่พระรัตนตรัยครบองค์สามในวันนี้ นั่นคือเมื่อพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ได้ทรงแสดงปฐมเทศนาแล้ว พระสงฆ์ก็บังเกิดขึ้น โดยพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมจากการแสดงปฐมเทศนาครั้งนี้ แล้วขอรับอุปสมบท พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เอง หรือที่เรียกว่าประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทา ดังนั้นพระรัตนตรัยจึงเกิดขึ้นครบองค์สาม คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในวันเพ็ญเดือน 8 หรือที่เรียกว่าวันอาสาฬหบูชานี้ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ตรัสรู้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ในวันเพ็ญเดือน 6 แล้ว พระพุทธเจ้าได้เสด็จเสวยอภิเนษกรมณ์ ณ บริเวณต้นไม้ 7 ชนิด ชนิดละ 7 วัน ในพื้นที่ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมนั้น รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 49 วัน การเสวยอภิเนษกรมณ์คือการดื่มด่ำในรสชาติแห่งการตรัสรู้ เป็นปีติสุขสูงสุดของพระอริยเจ้า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรับรองว่าพระฉวีวรรณของพระองค์จะผ่องใสที่สุดในสามกาล คือ ในกาลตรัสรู้ ในกาลแสดงปฐมเทศนา และในกาลเสด็จดับขันธปรินิพพาน ในการเสวยอภิเนษกรมณ์นั้น พระองค์ได้ทบทวนสิ่งที่ทรงตรัสรู้ ทรงพิจารณาธรรมที่ทรงตรัสรู้ว่ามีความลึกซึ้งประณีต จะมีผู้ใดเข้าถึงได้หรือไม่ เพื่อตัดสินพระทัยว่าจะทรงประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น หรือจะไม่ประกาศตามแบบอย่างของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย
![]() พระตถาคตเจ้าทรงพิจารณาแล้วเห็นว่า มนุษย์เรานี้สามารถจำแนกได้เป็น 4 เหล่า เปรียบดังบัว 4 เหล่า เหล่าหนึ่งโผล่พ้นน้ำแล้ว รอแต่แสงอรุณก็จะบาน เหล่าหนึ่งกำลังจะโผล่พ้นน้ำ เหล่าหนึ่งยังอยู่กลางน้ำ อีกเหล่าหนึ่งอยู่ลึกที่ดินโคลน และมนุษย์ 4 เหล่านี้มีวิสัยที่จะเข้าถึงพระธรรมที่ทรงตรัสรู้ได้ถึง 3 เหล่า คือเหล่าที่โผล่พ้นน้ำแล้ว เหล่าที่ใกล้จะโผล่พ้นน้ำและเหล่าที่อยู่กลางน้ำ คงเหลือเหล่าเดียวที่ไม่สามารถเข้าถึงพระธรรมอันลึกซึ้งได้ มีแต่จะตกเป็นเหยื่อของปูปลาในที่สุด ดังนั้นจึงทรงตัดสินพระทัยด้วยพระเมตตาคุณและพระมหากรุณาธิคุณแก่สัตว์ทั้งหลายว่าจักประกาศพระธรรมที่ทรงตรัสรู้นั้น เพื่อประโยชน์และความสุขของชนหมู่มากในโลก. (จบตอนที่ 1)
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๗:๔๓ น. |







