84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
ทางเดินของปัญญาชนสยาม ": ปัจจุบันถึงอนาคต พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
ข่าว - รายงานพิเศษ
เขียนโดย สุรพงษ์ ชัยนาม   
วันพุธที่ ๐๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๓:๕๒ น.
|
1. คำจำกัดความของคำว่า ปัญญาชน

          คนทั่วไปมักเข้าใจกันว่าปัญญาชน คือ ผู้ที่มีการศึกษาสูงหรืออีกนัยหนึ่ง คือ ผู้ที่ใช้แรงงานสมองมากกว่าแรงงานทางฝีมือ ซึ่งความเข้าใจดังกล่าวเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่มาก ทั้งนี้เพราะบุคคลที่มีการศึกษาสูงและประกอบอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานหรือกำลังทางสมองโดยเฉพาะ ไม่จำเป็นเสมอไปว่าบุคคลเหล่านี้มีฐานะเป็นปัญญาชน อีกทั้งระดับของการศึกษาไม่ใช่เป็นหลักเกณฑ์หรือเครื่องวัดความเป็นปัญญาชนของแต่ละบุคคล

          ถึงแม้ว่าคำจำกัดความของคำว่าปัญญาชนจะมีหลากหลาย แต่ที่แน่นอนที่สุดจะต้องเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

                    จะต้องเป็นบุคคลผู้ที่นอกเหนือจากความสนใจที่มีต่อสาขาอาชีพของตนโดยเฉพาะแล้ว ยังต้องเป็นบุคคลที่ต้องสนใจและมีบทบาทต่อพัฒนาการของสังคม ตลอดจนเข้าไปมีส่วนร่วมขับเคลื่อนสังคมให้มีความเจริญก้าวหน้า โดยมีผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นเป้าประสงค์สำคัญ ซึ่งย่อมหมายความว่า เราจำเป็นต้องแยกแยะความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เรียกว่าแรงงานสมอง (Intellectual labor) กับสิ่งที่เรียกว่าปัญญาชน (Intellectuals) ทั้งนี้เพราะอัตลักษณ์ของปัญญาชนก่อตัวและเกี่ยวพันกับความสนใจในด้านต่างๆ นอกเหนือไปจากความสนใจที่มีต่องานในหน้าที่และฐานะทางสังคมของตน

                    ความเป็นปัญญาชนไม่ได้อยู่ที่อาชีพของแต่ละบุคคล หากแต่อยู่ที่การดำเนินงานและพฤติกรรมของแต่ละบุคคลว่ามองตนเองอย่างไรและยึดถือค่านิยมแบบใด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งความเป็นปัญญาชนไม่ได้อยู่ที่ว่าบุคคลผู้นั้นประกอบอาชีพอะไร แต่อยู่ที่ว่าบุคคลผู้นั้นดำรงชีวิตอยู่เพื่อความคิดหรือเพื่ออุดมการณ์อะไร และได้นำความคิดความรู้และความเชี่ยวชาญที่มีไปรับใช้กิจกรรมทางการเมืองเพื่อประโยชน์และความก้าวหน้าของส่วนรวมหรือไม่

                    จริงอยู่การดำรงชีวิตเพื่อความคิดเพื่ออุดมคติอย่างใดอย่างหนึ่ง ฟังดูแล้วเหมือนเป็นเรื่องของจิตนิยมของความเพ้อฝัน แต่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมาย่อมเป็นสิ่งยืนยันให้เราเห็นได้ว่า การมีชีวิตอยู่เพื่อความคิดเพื่ออุดมการณ์เป็นปรากฏการณ์ที่ได้มีผลสร้างแรงบันดาลใจให้กับมนุษย์และได้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างสรรค์ในสังคมของทุกประเทศมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะพลังของความคิดของมนุษย์ที่มีบทบาทเป็นปัญญาชน

                    ค่านิยมสำคัญยิ่งประการหนึ่งที่ปัญญาชนยึดมั่นคือ การสามารถดำรงความเป็นอิสระทางความคิด ความหมายก็คือปัญญาชนจะต้องมีเสรีภาพที่จะดำเนินการตามความเชื่อมั่นที่ตนมี ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องที่จะปฏิบัติได้ง่าย เพราะมีกฎระเบียบข้อบังคับค่านิยมต่างๆ ของสังคมเข้ามาตีกรอบกดดันควบคุมเป็นผลทำให้บ่อยครั้งมีความเป็นปัญญาชนน้อยลง การใฝ่หาความเป็นอิสระนั้นเกิดจากความเข้าใจที่ว่า การพัฒนาความคิดในด้านต่างๆ นั้นจะไม่สามารถกระทำได้ หากต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลชี้นำและควบคุมขององค์กรหรือสถาบันหนึ่งสถาบันใดโดยเฉพาะ ทั้งนี้เรื่องของความจำเป็นที่ปัญญาชนจำต้องไม่สังกัดกับองค์กรหรือสถาบันใด เพื่อสามารถรักษาความเป็นอิสระทางความคิด จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการมีความคิดสร้างสรรค์

                    จริงอยู่ปัญญาชนสามารถเป็นลูกจ้างขององค์กรหรือสถาบันได้ แต่หากผลงานของความคิดถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงการดำเนินงานขององค์กรหรือสถาบัน ปัญญาชนเหล่านี้ก็ต้องแปรสภาพเป็นเพียงผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น และในที่สุดก็จะถูกสถาบันกลืนจนหมดสภาพความเป็นปัญญาชน

                    คุณสมบัติสำคัญอีกประการหนึ่งของปัญญาชนคือ จะต้องกล้าท้าทายความคิดและค่านิยมที่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปของสังคม โดยไม่กลัวการถูกกล่าวหาถูกตำหนิหรือแม้กระทั่งถูกประณามจากสังคม หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งการเป็นปัญญาชนหมายถึงการมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม ในเมื่อปัญญาชนอยู่เพื่อความคิดเพื่ออุดมการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จำเป็นต้องพยายามหาทางดำเนินการเพื่อให้ความคิดของตนมีอิทธิพลต่อสังคม ซึ่งจะมีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อปัญญาชนยอมเข้ามารับผิดชอบต่อสังคมและต้องมีจุดยืนทางการเมืองที่แน่ชัดไม่โลเลวอกแวกหวั่นไหวกับอำนาจและกระแสการเมือง จึงเห็นได้ว่าความเป็นปัญญาชนมิได้อยู่ที่ระดับของการศึกษาของคน แต่ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมและมีข้อผูกพันกับโครงการเพื่อความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ที่เป็นปัญญาชนคือ ผู้ที่จะไม่ยอมรับสถานภาพที่เป็นอยู่ (Status quo) จะต้องเป็นคนที่พร้อมต่อสู้ทางความคิด เพื่อความเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่า โดยสามารถชนะจิตใจและความคิดของประชาชน

                    อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าเราสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับปัญญาชนได้ดีที่สุดโดยศึกษาพิจารณาจากปริมณฑลแห่งความคิด (Realm of ideas) และแม้ว่าปัญญาชนแต่ละคนจะมีความคิดมีอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ที่แน่ชัดคือปัญญาชนทุกคนมีจุดมุ่งหมายและจุดแสวงหาที่เหมือนกันประการหนึ่ง นั่นคือการเสาะหาความจริง (Truth) และความคิดที่หลากหลายตลอดจนมีความปรารถนาร่วมกันที่จะมีอิทธิพลทางความคิดต่อโลกมนุษย์ ซึ่งการแสวงหาความจริงถือเป็นการควบคุมให้ผู้มีอำนาจทางการเมืองต้องใส่ใจและรับผิดชอบต่อสังคม

2. สังคมปัจจุบันกับปัญญาชน

          กล่าวได้ว่าความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ได้มีผลทำให้บทบาทและความสำคัญของปัญญาชนตกต่ำลง ปัจจุบันคืออิทธิพลของการตลาดในสังคมทุนนิยม อำนาจและอิทธิพลของสื่อมวลชนแขนงต่างๆ อิทธิพลและการเติบโตของชนชั้นผู้เชี่ยวชาญ นโยบายการดำเนินการของภาครัฐและภาคเอกชนที่มุ่งทั้งโน้มน้าวและบีบให้ปัญญาชนต้องเข้าสังกัดอยู่กับองค์กรและสถาบันต่างๆ ตลอดจนการที่รัฐใช้อำนาจบีบพื้นที่สาธารณะให้เหลือน้อยที่สุด โดยรัฐบาลประชานิยมพยายามเข้าผูกขาดพื้นที่ของประชาสังคมทำให้มีพื้นที่สาธารณะที่จำกัดมาก อันถือได้ว่าเป็นการดำเนินการของรัฐบาลประชานิยมเพื่อริดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเป็นอิสระทางความคิดของปัญญาชน

          จากผลของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างดังกล่าว ส่งผลโดยตรงทำให้บทบาทและอิทธิพลของความคิดของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มมืออาชีพได้เข้ามาบดบังและแทนที่อิทธิพลของความคิดของปัญญาชนที่เคยมีมาในสังคมไทย สังคมและการเมืองระบอบทุนนิยมสนับสนุนและส่งเสริมการมีชนชั้นผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพราะผู้เชี่ยวชาญมีความชำนาญในการให้บริการมากกว่าส่งเสริมความคิดต่างๆ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของรัฐทุนนิยม ทั้งนี้เป็นเพราะระบบทุนนิยมเสรีไม่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมความรู้เพื่อความรู้ แต่จะมองความรู้จากแง่มุมของการเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น เป้าหมายทางเศรษฐกิจหรือทางการเมืองเป็นต้น (Instrumentalist approach) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งระบบทุนนิยมในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับความรู้ความคิด หากเห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่การเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากิจกรรมต่างๆ ที่เป็นลักษณะกิจกรรมของปัญญาชน เช่น การวิจารณ์สถานภาพที่เป็นอยู่ (Status quo) การทำหน้าที่เป็นจิตสำนึกของสังคมตลอดจนการเสาะแสวงหาสัจธรรมโดยไม่หวั่นไหวกลัวผลที่จะติดตามมา ไม่ใช่เป็นหน้าที่รับผิดชอบของชนชั้นผู้เชี่ยวชาญหรือพวกมืออาชีพทั้งหลาย ทั้งนี้เพราะความเป็นมืออาชีพ หมายถึงการไม่ทำตัวนอกคอกไม่ขัดแย้งฝ่ายใด ไม่มีความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองอย่างใด แต่หมายถึงการทำตัวให้เป็นที่ขายได้หรือเป็นที่ต้องการของตลาด

          ดังนั้นเมื่องานทางความคิดถูกทำให้เป็นอาชีพอย่างหนึ่งความคิดย่อมขาดความเป็นอิสระและศักยภาพที่จะตั้งคำถามกับสังคม

          ในอดีตปัญญาชนส่วนใหญ่มักต่อต้านระบอบทุนนิยม แต่ปัจจุบันปัญญาชนส่วนใหญ่ มักยอมรับอิทธิพลของตลาดทุนนิยม พร้อมทั้งพยายามบรรลุความทะเยอทะยานของตนผ่านระบบการตลาด ซึ่งความเปลี่ยนแปลงด้านทัศนคติดังกล่าวมีผลทำให้ปัญญาชนให้ความสำคัญกับเรื่องของการมีอิสรภาพทางความคิดน้อยกว่าเรื่องของการได้รับการยอมรับการสรรเสริญจากบรรดาสถาบันและองค์กรต่างๆ ที่มีอิทธิพลในสังคมทุนนิยม จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงเป็นที่ประจักษ์ให้เราได้เห็นแล้วว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ของปัญญาชนนักวิชาการ (Academic intellectual) วิ่งเข้าหาหรือเสนอตัวเข้าสังกัดองค์กรและสถาบันต่างๆ ที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งไม่แตกต่างอะไรไปจากความพยายามของบรรดาศิลปินและนักแสดงต่างๆ ที่ต้องการเข้าสังกัดอยู่ในค่ายของบรรดาบรรษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมบันเทิง จึงกล่าวได้ว่าพัฒนาการดังกล่าวถือเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ได้มีผลทำให้สังคมขาดแคลนปัญญาชนของสาธารณะชนหรือของประชาชน (Public Intellectual) ที่จะคอยทำหน้าที่เป็นจิตสำนึกของสังคม (Conscience of Society) เป็นผู้แสวงสัจธรรม และเสนอความคิดที่ยึดมั่นในความจริง

          กล่าวโดยสรุป ปัจจุบันสังคมไทยขาดแคลนกลุ่มบุคคลที่จะทำหน้าที่สวมบทบาทเป็นปัญญาชนของประชาชนในความหมายที่ได้กล่าวไว้ทั้งหมดข้างต้น และมีแนวโน้มสูงที่ปัญญาชนของประชาชนจะสูญพันธุ์ไปจากสังคมไทยในไม่ช้า ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสำคัญ เนื่องจากปัญญาชนประเภทนักวิชาการส่วนใหญ่ได้กลายพันธุ์ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือหากยังคงสถานะเป็นปัญญาชนก็เป็นปัญญาชนที่สังกัดอยู่ในองค์กร บรรษัทหรือสถาบันต่างๆ ที่อยู่ในกระแสหลักของสังคม และด้วยข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงมักไม่ใส่ใจและไม่ถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะต้องออกมาต่อสู้กับอำนาจการเมืองที่ริดรอนสิทธิเสรีภาพในด้านต่างๆของประชาชน อีกทั้งไม่เห็นถึงความสำคัญของการต่อสู้เพื่อความคิดที่ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผล (Conformist Intellectuals) และที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่า อำนาจ อิทธิพลของปัญญาชนประเภทดังกล่าวได้มาจากการเป็นลูกจ้างขององค์กร บรรษัท หรือสถาบันที่ตนสังกัดอยู่ ความจำเป็นที่ต้องมีความเป็นอิสระจึงไม่เกิดขึ้น เป็นผลทำให้ความสัมพันธ์ที่มีกับสังคมภายนอกหรือกับประชาชนเป็นความสัมพันธ์ที่มีลักษณะของความแปลกแยกอย่างค่อนข้างเด่นชัด ความคิดที่จะโต้แย้ง วิพากษ์ วิจารณ์ นโยบายความและการกระทำของกลุ่มผู้กุมอำนาจรัฐ จึงไม่เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับยินดีทำหน้าที่เป็นล่ามหรือเป็นผู้แปลความถ่ายทอดนโยบายและความประสงค์ของกลุ่มผู้มีอำนาจให้กับประชาชนเพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเห็นดีเห็นชอบด้วย ฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าเมื่อนักคิดหรือปัญญาชนของประชาชนถูกเบียดและเข้ามาแทนที่โดยผู้เชี่ยวชาญจึงมีผลทำให้ประชาชนขาดความสนใจในการเข้ามามีส่วนร่วมในเวทีอภิปรายหัวข้อเรื่องสำคัญๆที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของระบอบประชาธิปไตยและความก้าวหน้าของประเทศชาติโดยส่วนรวม โดยพอใจที่จะรอให้รัฐบาลป้อนความคิด ความหวัง คำตอบและข้อมูล ( ที่เป็นความเท็จเสียส่วนใหญ่) ในทุกๆ เรื่อง (Spoon-Feeding) ซึ่งสังคมที่เลิกคิดย่อมเป็นยอดปรารถนาของรัฐบาลแบบประชานิยมอยู่แล้ว

3. อนาคต

          ตามที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดข้างต้น ย่อมเป็นที่ประจักษ์ได้แล้วว่า ความเปลี่ยนแปลงในอดีตที่ได้นำไปสู่ความเจริญก้าวหน้าของสังคมของทุกประเทศส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพลังแห่งความคิดของกลุ่มปัญญาชนเพื่อประชาชนหรือปัญญาชนที่อยู่นอกกระแสหลักของสังคม ไม่ใช่จากความคิดของปัญญาชนที่จัดอยู่ในกระแสหลักของสังคม

          สำหรับอนาคตของทางเดินของปัญญาชนสยามนั้น นอกเหนือจากอิทธิพลของพลังของยุคโลกาภิวัตน์ซึ่งได้เป็นผลก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างเศรษฐกิจการเมืองและสังคมของไทย รวมทั้งต่อบทบาทและการดำเนินงานของปัญญาชนทุกประเภทโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อปัญญาชนของประชาชน (Public Intellectuals) ยังกล่าวได้อีกด้วยว่า ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคใหญ่หลวง ทั้งต่อการสร้างปัญญาชนเพื่อประชาชนขึ้นมาใหม่ (ดังที่เคยมีมาในอดีต) และต่อการกลับเข้ามามีบทบาทอย่างกว้างขวางของปัญญาชนเพื่อประชาชน คือรัฐบาลแบบประชานิยมที่มีอำนาจผูกขาดการเมืองและเศรษฐกิจรัฐไทยในปัจจุบัน ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าระบบประชานิยมไม่ว่าจะมีอยู่ในประเทศใด เป็นระบบที่ทั้งปฏิเสธและต่อต้านปัญญาชน (Anti-Intellectuals) สถาบันด้านวัฒนธรรมและการศึกษาของระบบประชานิยม มองประชาชนและให้การปฏิบัติต่อประชาชนในฐานะเป็นเพียงผู้บริโภคที่รอการป้อนความคิดจากรัฐบาลประชานิยม ระบบประชานิยมจะให้การปฏิบัติต่อประชาชนเสมือนประชาชนเป็นเด็กในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทยรักไทย ซึ่งจะทำหน้าที่อบรมสั่งสอนให้หลงผิดว่า ผลประโยชน์เฉพาะหน้า (Immediate Interests) ของประชาชน คือผลประโยชน์แท้จริงของประชาชน (Real Interests) รัฐบาลประชานิยมส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมก็เพียงเพื่อให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่าได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับการดำเนินงานของรัฐบาล ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงการมีส่วนร่วมด้านพิธีกรรมและด้านสัญลักษณ์เท่านั้น หาได้มีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดและตัดสินนโยบายแต่ประการใด ถือได้ว่าวิธีการสัมผัสกับประชาชนดังกล่าว มีผลทำให้ประชาชนอยู่ในสภาพว่านอนสอนง่าย ในสภาพการณ์เช่นนี้จึงเป็นการยากที่จะมีสาธารณชน (Public) ที่มีความเป็นอิสระทางความคิดและอยู่ในฐานะที่จะทั้งแสดงความเห็นและรับรู้ความเห็น ตรงกันข้ามสิ่งที่มีขึ้นคือ ฝูงชน (Mass) ที่ตกอยู่ในสภาพช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และไม่อยู่ในฐานะที่จะมีความเห็นของตัวเองแต่จะบริโภคความเห็นของฝ่ายอื่นมากกว่า ทั้งนี้เป็นเพราะโดยธรรมชาติของมันแล้ว ฝูงชนจะปราศจากความเป็นอิสระความเป็นตัวของตนเอง เนื่องจากจะถูกแทรกแซงและครอบงำโดยตัวแทนของอำนาจรัฐประชานิยม กล่าวได้ว่าบรรยากาศทางการเมืองในปัจจุบันเอื้อต่อการพัฒนาให้เกิดฝูงชนมากกว่าสาธารณชน ทั้งหมดนี้มีสาเหตุมาจากการผูกขาดทางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจของรัฐบาลประชานิยมไทยรักไทย

          อันโตนีโอ กรัมชี่ ให้ความเห็นเกี่ยวกับอำนาจว่าเป็นสิ่งที่มีความหมายมากไปกว่าเพียงแค่การครอบงำ (Dominance) สำหรับกรัมชี่ อำนาจเกี่ยวข้องกับทั้งการครอบงำและการเป็นผู้นำทางความคิดและทางจริยธรรม (Intellectual and Moral Leadership) กลุ่มสังคมกลุ่มหนึ่ง (Social Group) จะแสดงความมีสถานภาพเหนือกลุ่มอื่นๆ ได้สองทาง กล่าวคือ โดยการครอบงำ หรือโดยการเป็นผู้นำทางความคิดและจริยธรรม เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในทัศนะของกรัมชี่ สิ่งที่เรียกว่าอำนาจจะประกอบด้วยส่วนผสมทั้งของการบีบบังคับ (Coercion) และการแสวงหาความนิยม (Consent) การบีบบังคับหมายถึงการใช้กำลังหรือการขู่ที่จะใช้กำลังไม่ว่าจะเป็นชนชั้นหรือกลุ่มสังคม หรือพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต่างก็ต้องการครองความเป็นใหญ่ในสังคม (Hegemonic Power) แต่ฝ่ายที่จะสามารถครองความเป็นใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ คือฝ่ายที่มุ่งพึ่งการแสวงหาความยินยอม ทั้งนี้เพราะหากได้รับความยินยอมจากส่วนใหญ่ของสมาชิกของสังคมย่อมหมายถึงการประสบความสำเร็จในการเป็นผู้นำทั้งทางความคิดและทางจริยธรรมและการจะได้รับความยินยอมจากสังคมนั้นย่อมหมายถึงการเน้นเรื่องขอความยินยอมเป็นหลักและหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง รวมทั้งการมองว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงคู่แข่งทางการเมือง (Adversary) ไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง

          นอกจากนั้นในความคิดของกรัมชี่เกี่ยวกับอำนาจ กรัมชี่มองว่ามีพื้นที่บริเวณเชื่อมต่อระหว่างการบีบบังคับกับการขอความยินยอมซึ่งกรัมชี่เรียกว่าเป็นพื้นที่สีเทาที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่นและการฉ้อฉล สภาพการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายที่มีอำนาจประสบกับความยากลำบากในการดำรงการครองความเป็นใหญ่ และเป็นการเสี่ยงมากเกินไปหากจะใช้กำลังเข้าจัดการกับอุปสรรคและปัญหา ( โปรดดู Antonio Gramsci : Prison Note Books edited by Quintin Hoare and Geoffrey Nowell Smith 1971 หน้า 80) ในสภาพการณ์เช่นนี้ ฝ่ายผู้มีอำนาจจะใช้วิธีการทำลายขวัญและกำลังใจ กลุ่มที่ถือว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้ตกอยู่ในสภาพที่เป็นอัมพาตทางการเมือง ด้วยการซื้อกลุ่มผู้นำของฝ่ายตรงกันข้ามทั้งโดยเปิดเผยและโดยทางลับ ทั้งหมดนี้เพื่อสร้างความโกลาหลและสับสนให้กับสมาชิกระดับล่างของกลุ่มที่ผู้นำถูกซื้อไปแล้ว

          จากความคิดและการวิเคราะห์ข้างต้นของกรัมชี่ หากเรานำมาพิจารณาเปรียบเทียบกับสภาพการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยยุครัฐบาลแบบประชานิยมเป็นใหญ่เราจะเห็นได้ว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการเมืองไทยไม่ได้แตกต่างไปมากจากการดำรงอยู่ในพื้นที่สีเทาตามที่กรัมชี่ได้ให้คำอธิบายไว้ข้างต้น ( เช่นการซื้ออดีตพรรคความหวังใหม่และอดีตพรรคชาติพัฒนา) จะแตกต่างก็ตรงที่ในกรณีของการเมืองไทยยุคประชานิยมเป็นใหญ่มีการซื้อกันทั้งพรรคแทนการซื้อเฉพาะระดับผู้นำของพรรค ซึ่งเหตุผลสำคัญประการหนึ่งของการดำเนินการเช่นนี้ ก็เพื่อหวังตบตาประชาชนให้เห็นว่าพรรคไทยรักไทยเป็นตัวแทนของผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว เป็นเพียงข้ออ้างของฝ่ายมีอำนาจเพราะที่จริงแล้ว คือการยัดเยียดผลประโยชน์ของพวกพ้องฝ่ายมีอำนาจให้เป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม

          ในเมื่อปัจจุบันรัฐบาลประชานิยมของไทยได้ทำการผูกขาดสังคมการเมือง (Political Society) ( ซึ่งหมายถึงสังคมที่มีหน่วยงานทั้งหมดของทางราชการ องค์กร สถาบันต่างๆ ที่เป็นของรัฐ ตลอดจนการเมืองในระบบรัฐสภา) แต่ยังไม่สามารถผูกขาดประชาสังคมได้ (หมายถึงองค์กรเอกชนต่างๆ สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน เอนจีโอต่างๆ ตลอดจนชมรมและสมาคมต่างๆ ที่ไม่ใช่เป็นของรัฐ) อนาคตของปัญญาชนสยามและของระบอบประชาธิปไตยจะถูกตัดสินชี้ขาด ก็ในพื้นที่ของประชาสังคมเป็นสำคัญ และแม้ว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วรัฐบาลไทยรักไทยได้ใช้อำนาจบีบให้พื้นที่สาธารณะของประชาสังคมมีจำนวนจำกัดและแคบลงไปอย่างมากแต่ในปัจจุบันถือได้ว่าประชาสังคมเป็นที่มั่นสุดท้ายที่ยังเปิดให้กับการชุมนุมเพื่อรื้อฟื้นขบวนการปัญญาชนขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อยืนหยัดร่วมกับประชาชนต่อสู่ตามครรลองประชาธิปไตยเพื่อให้ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงกลับคืนมาสู่บ้านเมือง แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบรรดาปัญญาชนนักวิชาการและปัญญาชนอื่นๆ ที่ปัจจุบันยังสังกัดอยู่กับบรรษัทองค์กรและสถาบันต่างๆ และที่ยังอิงอยู่กับกระแสหลัก พร้อมที่จะเดินหน้าออกมาจากจุดที่ยืนอยู่ในปัจจุบันเพื่อเข้ามาร่วมรับบทบาทของปัญญาชนเพื่อประชาชน (Public intellectuals) โดยประสานร่วมมือย่างแนบแน่นกับประชาชนกับกลุ่มปัญญาชนอีกกลุ่มที่กรัมชี่เรียกว่า ปัญญาชนอินทรีภาพ (Organic intellectuals) หรือกลุ่มปัญญาชนที่ไม่ใช่เป็นนักวิชาการหรือนักคิด แต่เป็นนักเคลื่อนไหว นักจัดตั้ง นักรณรงค์นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคม เช่น ปัญญาชนในสาขาอาชีพต่างๆ เป็นต้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่จะทำหน้าที่เป็นปัจจัยหล่อหลอมให้กลุ่มปัญญาชนร่วมกันรับบทบาทของปัญญาชนเพื่อประชาชนคือ การส่งเสริมให้เกิดวาทกรรมประชาธิปไตย (Democracy Discourse) ที่ยั่งยืนขึ้นในสังคมไทยและพึ่งปัญญาบารมี (Intellectual authority) เป็นเครื่องชี้นำประชาชนไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงที่มีคุณธรรมและความยุติธรรมเป็นสิ่งค้ำจุน แต่หากไม่สามารถร่วมกันทำหน้าที่เป็นปัญญาชนทั้งของและเพื่อประชาชนได้ ก็มั่นใจได้ว่านั่นหมายถึงการสูญพันธ์ของปัญญาชนของประชาชนและสังคมไทยก็จะมีแต่ปัญญาชนกระแสหลักและผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น ประชาชนก็จะตกเป็นเหยื่อของอธรรมและอำนาจเผด็จการอยู่ร่ำไป

สรุป

          ในฐานะประชาชนเป็นหน้าที่โดยตรงของเราที่จำต้องตั้งคำถามแก่ตัวเราเองว่า อะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ เราต้องไม่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของผู้นำ หรือของรัฐบาลที่จะเป็นผู้บอกเราว่าอะไรคือความจริง อะไรคือความเท็จ เหตุผลที่พูดเช่นนี้ ก็เป็นเพราะว่านักการเมืองเกือบทั้งหมดคือนักโกหกมืออาชีพ หมายความว่านักการเมืองไม่สนใจและไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องของความจริง นักการเมืองให้ความสนใจและให้ความสำคัญมากที่สุดกับเรื่องของอำนาจและการดำรงอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด ซึ่งการที่รัฐบาลและผู้นำจะดำรงอยู่ในอำนาจให้นานที่สุด จำเป็นต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในความโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักแยกแยะความจริงจากความเท็จ ไม่รู้แม้กระทั่งความจริงเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง เพราะฉะนั้น จะเห็นได้ว่าประชาชนถูกห้อมล้อมด้วยความเท็จ และถูกมอมเมาด้วยความเท็จที่รัฐบาลทักษิณป้อนให้บริโภคอยู่ทุกวัน เพราะฉะนั้น หากไม่เกิดการรวมตัวของปัญญาชนเพื่ออกมาทำหน้าที่ปัญญาชนของประชาชนได้อย่างแท้จริง รัฐบาลแบบประชานิยมก็จะยังสามารถผูกขาดอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจได้อีกต่อไป และประชาชนตกอยู่ในฐานะเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งทางการเมืองที่รัฐบาลไทยรักไทยสามารถนำมาใช้เพื่อการดำรงอยู่ในอำนาจของรัฐบาล ซึ่งก็เท่ากับอำนาจและอธิปไตยของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยถูกรัฐบาลปล้นไปจนหมดสิ้น


|

Comments
Add New Search
จันทร์จรัส ปภัสสร  - ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูล   |203.146.186.2 |2010-07-01 23:45:56
thks
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๐๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๓:๕๖ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License