- ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ จัดทำโดย อ.บุญศรี ภักดีวิจิตร อดีดอุปนายกสมาคมโหร และ อ.สัมพรรค์ เผือกสกนธ์ ซึ่งเป็นศิษย์ทายาทโดยตรงของท่านอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ขณะนี้มีวางจำหน่ายแล้ว
- ภาษีอากรทั้งระบบสำหรับผู้ทำบัญชี [27/01/2555]
- ขอเชิญติดตามอ่านเรื่อง "เมื่อไม่รู้จักน้ำ ก็แก้ไขปัญหาน้ำไม่ได้ หายนะก็ไม่มีวันสิ้นสุด" ได้แล้วที่คอลัมน์ไขข้อสนใจจากไพศาล
- ขอเชิญติดตามอ่านรายงานพิเศษเรื่อง "ต้นแบบบ้านรังนก...มรดกจากสวรรค์" เขียนโดยนายไพศาล พืชมงคล ได้แล้วที่คอลัมน์รายงานพิเศษ
- ขอเชิญติดตามอ่านเรื่อง "กรุงรัตนโกสินทร์จะสิ้นแล้วหรือ?" ได้แล้วที่คอลัมน์พูดจาภาษาโหร
| จากอเมริกาถึงตะวันออก ตอนที่ 2 |
|
|
| ข่าว - รายงานพิเศษ | |||||||||
| เขียนโดย พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ | |||||||||
| วันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๕๔ น. | |||||||||
|
ลึกลงไปในรายละเอียดการป้องกันตนเองในแง่ปัจเจก กรณีการมี “มีด” ของคนตะวันออกเพียงเพื่อการดำรงชีพ หรือการอาชีพ และป้องกันตัวเองจากภัยทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ แต่นัยยะของ “มีด”ของอเมริกันหรือผู้คนตะวันตก นอกเหนือจากการงานอาชีพ และป้องกันตนเองจากผองภัยทั้งหลายแล้ว ยังหมายถึงการสำแดงแสนยานุภาพของคนๆนั้นอีกด้วยว่าเขาสามารถล่วงล้ำก้ำเกิน สยบคนอื่นได้มากขนาดไหน “มีด”สำหรับเขา(ตะวันตก)จึงไม่ได้มีความหมายแค่เพียงการป้องกันตัวเท่านั้น แต่หมายถึงอำนาจที่เขาสามารถแสดงว่าเหนือกว่าคนอื่นรวมไปด้วย จนกระทั่ง “มีด” อย่างเดียวมีอานุภาพที่จะเหนือกว่าคนอื่นไม่เพียงพอ เขาจึงคิดพัฒนาอาวุธชนิดใหม่ขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพเหนือกว่า “มีด” รอจนกระทั่งเกิดมี “ปืน” ขึ้น คนที่มีปืนย่อมเหนือกว่าคนที่มี “มีด” เขาย่อมรู้สึกเป็นผู้ยิ่งใหญ่ และมีอำนาจเหนือกว่าคนอื่นที่มีแค่ “มีด” แหละนี่เป็นอำนาจที่เกิดจากการสามารถทำร้ายผู้คนได้โดยไม่อิงติดกับระบบศีลธรรมเบื้องต้น แต่การมองของตะวันออก นอกเหนือจาก ความจำเป็นที่จะต้องมี “มีด”เพื่อประโยชน์ใช้สอยแล้วก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น ตะวันออกจะไม่ใช้มีดไปล่วงล้ำก้ำเกินจนก่อให้เกิดให้อันตรายกับคนอื่นที่ไม่ใช่ศัตรูที่จะมาทำร้ายเขา และเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปพัฒนาอาวุธประเภทอื่นให้มีศักยภาพเหนือกว่า “มีด”มากนัก “มีด” เพียงอย่างเดียวก็พอเพียงที่เขาจะต่อกรกับศัตรูที่มาล่วงล้ำได้ โดยที่เขาตระหนักว่า จิตใจนั้นสำคัญและมาก่อน อีกความหมายคือ การต่อสู้ทางจิตใจหรือสติปัญญาต้องมาก่อน ก่อนที่จะมีการต่อสู้กันด้วยกำลัง หากฝ่ายตรงกันข้าม หรือศัตรูจะใช้ “มีด”สู้เสมอด้วย ก็ถือเป็นความยุติธรรมของการต่อสู้ ไม่ว่า คนชนะหรือแพ้ย่อมได้รับเกียรติยกย่องด้วยกันทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้การมองของตะวันออกยังไปถึงขั้นที่เรียกว่า “ปืน”ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งวัตถุ อาจสามารถทำลายวัตถุด้วยกันได้ แต่ “ปืน” ไม่สามารถทำลาย “สภาวะ” หรือ “จิตวิญญาณ”ได้เลย เพราะฉะนั้น ความจริงแล้วตะวันออกไม่เคยกลัวปืน แต่แนวคิดตะวันออกแบบดั้งเดิมกลัวเปื้อน “มลทินทางวัตถุ”มากกว่า ตะวันออกเข้าใจต่อ “วัตถุ” เหมือนกับการเข้าใจต่อ“สภาวะ” แต่ไม่ถือว่าการเข้าใจ “วัตถุ” เพียงอย่างเดียวเป็นความสำเร็จหรือถึงเป้าหมายของชีวิตทั้งในเชิงปัจเจกและส่วนรวมแล้ว ไม่เหมือนอเมริกันหรือตะวันตก ที่นับถือการเข้าถึงความสำเร็จเชิง “วัตถุ”เป็นที่ตั้งสถานเดียว เพราะฉะนั้น การพัฒนาศักยภาพของอาวุธจึงเปลี่ยนจากมีด ไปเป็นปืน เป็นปืนใหญ่ กระทั่งเป็นระเบิดที่มีอานุภาพร้ายแรงในที่สุด อย่างไม่แยแสต่อระบบศีลธรรม ซึ่งเป็นกรอบภายนอกของ “สภาวะ” หรือเป็นเนื้อหาทางด้าน “จิตวิญญาณ” กล่าวอีกนัยยะหนึ่ง ก็คือ “ระบบปืน” ของชาวตะวันตกนั้นทำลายวัตถุด้วยกันได้ แต่ไม่สามารถทำลาย “ระบบสภาวะ” ที่ชาวตะวันออกนับถือได้ แม้จะใช้วิธีการใดๆก็ตาม และจากประสบการณ์หรือประวัติศาตร์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า “ระบบปืน”ไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนแต่อย่างใด แม้จนถึงขณะนี้อเมริกันหรือตะวันตก ในระดับปัจเจกก็ยังมีปัญหาการคุกคามทั้งภายในและภายนอกตัวเอง ในระดับมหภาคหรือระดับชุมชนประเทศ ก็กล่าวได้ว่า ยังมีการคุกคามทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ อันเป็นผลมาจากการใช้ “ระบบปืน”เข้าไปจัดการกับปัญหาและทุกๆอย่างนั่นเอง เวลานี้อเมริกันจำนวนมากหันหน้าไปทางตะวันออก แม้ส่วนหนึ่งของจำนวนดังกล่าว จะไม่ได้หยั่งลึกถึงรากเหง้าของตะวันออก แต่ก็ถือเป็นแนวโน้มที่น่าสนใจยิ่ง กระทั่งการจัดระบบการใช้ชีวิตประจำวันของเมริกันทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน ในขณะนี้ในหลายๆอย่างใช้ศาตร์ตะวันออกช่วยจัดการ อย่างเช่น กิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวกับการผ่อนคลายความเครียด ในแง่การทำธุรกิจศาตร์โบราณของจีนอย่างฮวงจุ้ย ได้ถูกนำมาใช้ในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีมูลค่านับพันล้านเหรียญหลายเมืองในอเมริกา เช่น การออกแบบโรงแรมเอ็มจีเอ็ม แกรนด์ (MGM Grand Hotel & Casino) โรมแรมวินน์ (Wynn Resort &Casino) ที่ลาสเวกัส เป็นต้น ภาพที่เห็นจากสำนักข่าวเอพี ซึ่งเป็นภาพการเผาศพ Maharishi Mahesh Yogi เจ้าของตำรับการฝึกสมาธิแบบทีเอ็ม (TM-Transcendental Meditation) เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2008 ที่จุดบรรจบกันของแม่น้ำคงคากับแม่น้ำยมุนา โดยมีคนตะวันตก รวมทั้งคนอเมริกันจำนวนมากไปร่วมงานพิธีนับเป็นภาพที่สะท้อนถึงการให้ความสนใจถึง “กระบวนการแห่งสภาวะ” ในวิถีตะวันออก ภาพที่เห็นนั้น ร่างของโยคี Mahesh ห่อด้วยผ้าสีเหลือง นอนอยู่บนกองฟืนที่จัดวางเรียงซ้อนกัน ก่อนที่พวกลูกศิษย์จะร่วมกันจุดไฟเผาศพของเขาต่อจากนั้น แล้วทุกอย่างก็จบกัน เพียงแต่ฉากหรือภาพที่เห็นนั้น สะท้อนถึงวิถีชีวิตตะวันออก ในแง่ของธรรมชาติและความเป็นหนึ่งเดียวกัน เป็นเรื่องของความรู้สึกภายใน (Sense)ของตะวันออก ที่มองกระบวนการต่างๆของชีวิตใน เชิง“สภาวะ” ที่เลยนอกเหนือไปจากชั้น “วัตถุ” โดยที่ในส่วนของพิธีกรรมแทบทั้งหมดกระทำกันอย่างเปิดเผย เหมือนเป็นขั้นตอนธรรมดาขั้นตอนหนึ่งของชีวิต ที่ริมแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา และแม่น้ำอีกหลายสายในอินเดีย แม้เวลานี้ก็ยังมีการจัดการพิธีศพแบบเปิดเผยและเรียบง่าย การตายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการแห่งความเป็นไปของชีวิต ภาพร่างวัตถุที่นอนแข็งทื่อบนกองฟืนเตรียมเผามีให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดา นอกเหนือไปจากการสำเหนียกถึงความใกล้ชิดกับความตายของชาวตะวันออก(อินเดีย) จนก่อให้เกิดลักษณะการจัดการในเรื่องพิธีกรรมอย่างเข้าใจต่อ “สภาวะ” เป็นอย่างยิ่ง ความหมายในเชิงวัตถุ ตายแล้วก็เป็นอันจบกัน หากแต่ในแง่ของ “สภาวะ” แล้วมองลึกไปกว่านั้นมากสำหรับ “สภาวะ” แล้วย่อมสูงกว่า “ปืน”หรืออาวุธใดๆในโลก(วัตถุ)ทั้งสิ้น การเข้าถึง”สภาวะ” มีแต่แนวทางเดียวคือผ่านการกลั่นกรองจากกระบวนภายใน(สติปัญญา)เท่านั้น กระบวนการภายนอกหรืออีกนัย กระบวนการแห่งวัตถุไม่สามารถใช้เพื่อเข้าถึงตัว “สภาวะ”ได้เลย โครงสร้างของระบบทุนของอเมริกาที่ทับถมกันซับซ้อนกันมาเนิ่นนาน เป็นเหตุให้อเมริกันจำนวนมากถอนตัวและมองเห็น “สภาวะ”ได้ยาก แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่ตระหนักถึงโทษภัยที่อยู่ภายใต้ระบบทุนอันซับซ้อนซ่อนเงื่อนดังกล่าว ประเด็นที่คนที่อยู่ภายใต้โครงสร้างของระบบวัตถุไม่ค่อยได้คำนึง คือ การสิ้นสุดของชีวิต เพราะคนเหล่านี้ถูกปลูกฝังมาในทางวัตถุ ดังนั้นจึงใช้วัตถุตอบสนองทุกความต้องการ จนลืมไปว่าวัตถุที่ใช้นั้น ย่อมมีวันเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถควบคุมได้ และต้องสิ้นสุดลงในวันใดวันหนึ่ง พวกเขามักรับไม่ได้กับกระบวนการอันเป็นข้อเท็จจริงของชีวิตอันเป็นธรรมชาติ จนเป็นเหตุให้ตกอยู่ในอาการพิราบรำพันไปต่างๆนานา คนตะวันออกหลายคนที่ไปปักหลักทำมาหากินในอเมริกา ตั้งคำถาม ซึ่งเป็นคำถามยอดนิยมคำถามหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตที่เหลือในช่วงสุดท้ายว่า พวกเขาจะเตรียมตัวตายกันที่ไหน จะไปตายที่ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองหรือตายที่อเมริกา แน่นอนล่ะ ในข้อเท็จจริงแล้ว สำหรับการตาย ไม่มีใครสามารถเลือกสถานที่ หรือเวลาได้ แต่การเตรียมตัวตายอย่างมีความสุข เพื่อเข้าสู่”สภาวะ”ที่ถูกต้องนั้น ตะวันออกมีการกล่าวถึงกันมานานนับพันปี และไม่เหลือวิสัยที่คนธรรมดาจะทำได้ เพราะสำหรับคนธรรมดาแล้ว การตายเป็นขั้นตอนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนจะต้องผ่าน ความสุขจากการคำนึงเพื่อเตรียมตัวตายในบางเรื่อง อย่างเช่น การคำนึงถึงบรรพบุรุษของตนว่า พวกเขาเหล่านั้นก็ได้ตายและเผา(หรือฝัง)กันตรงสถานที่นั้น สถานที่นี้ และต่อไปสถานที่แห่งนั้นแห่งนี้ก็ต้องเป็นที่ของตัวเราเองบ้าง ทำให้ความตายดูเหมือนขั้นตอนปกติของชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่หวาดกลัวเสียเหลือเกิน แต่เป็นเรื่องที่สามารถยอมรับได้อย่างปกติสุข ไม่เป็นทุกข์ไปกับมันมากนัก ตะวันออกสอนเรื่องการเตรียมตัวตายกันมานาน มีหลักการที่ชัดเจนและสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ อเมริกันก็หาได้เลยพ้นไปจากความตายอันเป็นขั้นตอนหนึ่งของชีวิต แต่ในโลกแห่งวัตถุ พวกเขามีวิธีการรับมือที่แตกต่างไปจากวิธีการของตะวันออก หรือบางทีอาจกล่าวได้ว่า วิธีการรับมือของพวกเขา เหมือนไม่เป็นวิธีการรับมือกับความตายเอาเสียเลย แต่น่าจะเป็นการปล่อยเลยตามเลยเสียมากกว่า เพราะวิธีการที่ว่าตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิด “ความต้องการที่จะยืดเวลาการล่มสลายของวัตถุธาตุ” คือ พยายามที่จะไม่พูดถึงการเตรียมตัวตาย หรือหากคนใดต้องตายก็ต้องดึงรั้งกันสุดกำลัง โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ ตะวันออกคำนึงกัน นั่นคือ “ตัวสภาวะ” ความตายในความหมายของอเมริกันหรือตะวันตก(อาจใช้ในเชิงความหมายของระบบแพทย์แผนปัจจุบัน) จึงเป็นสักแต่วัตถุ แต่ความหมายของตะวันออก ความตายเป็นเรื่องของสภาวะ เพิ่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ที่ข้อคำนึงในเรื่องวิถีแห่งความตายของอเมริกัน(หรือตะวันตก) ได้เปลี่ยนไป จากการมองแค่กระบวนการวัตถุเพียวๆ เบนไปสู่กระบวนการที่เป็นสภาวะมากขึ้น ในอเมริกามีการพูดถึงการเตรียมตัว หรือรับมือกับความตายในเชิงระบบการจัดการจากภายใน หรือกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับสภาพจิต ทั้งหมดนี้ เป็นที่น่าสนใจว่า ข้อคำนึงแบบตะวันออก ที่อยู่ในช่วงอัสดงมานานปี จากอิทธิพลของอเมริกาและประเทศตะวันตก กำลังฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง เป็นตะวันออกที่รุ่มรวยไปด้วยสติปัญญาแห่งการเข้าถึง “สภาวะ” ชนิดที่อารยธรรมตะวันตกไม่เคยมีให้มาก่อน…
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๑:๐๕ น. |





