|
สรุปรายงานสัมภาษณ์ รศ.ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทาง NAT TV-MK TV Los Angeles |
|
|
|
ข่าว -
รายงานพิเศษ
|
|
เขียนโดย กองบรรณาธิการ
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๑๗ น. |
|
เรื่อง นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ยังเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตชาวชุมชน

รายการเหตุบ้านเหตุเมืองค่ำวันที่ ๑๑ ธันวาคม ศกนี้ คุณรังสิต คงจันทร์ ได้เริ่มเปิดประเด็นถาม ดร. เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ถึงกรณีมาบตาพุดที่ศาลปกครองตัดสินให้ ๖๕ โครงการระงับไว้ก่อน คงอนุมัติให้ ๑๑ โครงการดำเนินการต่อไปได้ รัฐควรมีแนวทางอย่างไรเพื่อดูแลทั้งภาคธุรกิจและภาคประชาชน
ได้รับคำชี้แจงจาก ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ว่า ก่อนตอบคำถามนี้จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ที่มาบตาพุดนี้มีโรงงานอุตสาห กรรมอยู่หนาแน่นและมีผลกระทบต่อชุมชนอย่างมาก เราได้เข้าไปฟังความคิดเห็นของชุมชนนี้ก่อนมีการร่างรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ทีมงานได้เข้าไปรับทราบผลกระทบต่อพี่น้องในชุมชน ขณะที่สัมภาษณ์อยู่นั้นเกิดอาการ คอแห้ง หายใจติดขัดและมีน้ำตาไหล จึงได้สอบถามว่าพี่น้องในชุมชนมีอาการเช่นนั้นหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า พวกเขามีอาการเช่นนี้เป็นประจำ การดูในสถิติ ปรากฏว่าพี่น้องชาวมาบตาพุดเป็นมะเร็งสูงกว่าที่อื่น ๓ เท่าตัว และเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจ เป็นมะเร็งในเม็ดเลือดสูงกว่าที่อื่นมากกว่า ๕ เท่าตัว สรุปว่าเกิดโรค มะเร็งสูงที่สุดในประเทศไทย และในขณะเดียวกันตามแหล่งน้ำก็มีปัญหา ทะเลก็มีปัญหา และอากาศก็มีปัญหา ถ้าไปดูโรงงานต่างๆ ก็บอกว่าแต่ละโรงงานปล่อยสารพิษอยู่ในระดับไม่เกินกำหนด แต่ไม่ได้ดูถึงมวลรวมของทุกโรงงานที่ปล่อยสารพิษออกมาเป็นทวีคูณเลยมีปัญหา แล้วนิคมอุตสาหกรรมก็ขยายเพิ่มขึ้นไปอีก ดินแดนที่เคยทำไว้เป็นพื้นที่สีเขียวที่เป็นกันชนระหว่างโรงงานกับชุมชนก็ไปวิ่งเต้นเปลี่ยนเป็นที่ตั้งอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น ทีนี้รัฐธรรมนูญได้บัญญัติเพิ่มเติมจากปี ๒๕๔๐ ก็คือว่าแทนที่จะให้มีการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ก็ต้องให้มีการประเมินทางด้านสุขภาพด้วย อยู่ในมาตรา ๖๗ วรรค ๒ ถ้าจะประเมินจากสิ่ง แวดล้อมก็ดูดินดูน้ำ นกหนู ปูปลา แต่ไม่ได้ดูในส่วนของชีวิตคน ฉนั้น รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ก็ได้เพิ่มเติมว่าจะ ต้องประเมินผลทางด้านสุขภาพด้วย และจะต้องฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่และก็จะต้องมีองค์กร อิสระดูเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มาทำหน้าที่ รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ชัดเจนแต่ก็มีการพลิกแพลงทางกฏหมายโดยตี ความว่า ในเวลานี้ยังไม่มีกฏหมายลูกออกมารองรับจึงไม่ต้องปฏิบัติตาม นั้นคือตัวปัญหา พอกฤษฎีกาตีความ ไปทำนองนี้ เพราะมีคนในกฎษฎีกามีส่วนได้เสียที่อยู่ในโครงการต่างๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นพอจะเกิดขึ้นอีก ๗๖ โครงการมันก็เลยมีปัญหาหนักเพราะว่ามันมีความหนาแน่นมากขึ้นและมันก็มีผลกระทบมากขึ้นจนต้องประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ ในขณะเดียวกันเรากำลังจะเพิ่มโครงการเข้าไปโดยไม่มีการผ่านการพิจารณา อย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองก็เลยสั่งให้จะต้องคุ้มครองชีวิตชาวบ้านเป็นการชั่วคราว ก็คือห้ามไม่ให้มีโรงงานเพิ่มเติม เมื่ออุธรณ์ไปยังศาลปกครองสูงสุด ศาลปกครองสูงสุดก็ได้พิจารณาและเห็นว่า ๑๑ โครงการนั้นไม่น่าจะมีปัญหาก็ให้ ๑๑ โครงการนั้นดำเนินการต่อไปได้ ส่วนอีก ๖๕ โครงการ พิจารณาแล้วว่า ยังมีปัญหาก็ให้ระงับไว้ก่อนจนกว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จึงจะอนุญาตให้ดำเนินการ ต่อได้ ไม่ได้หมายความว่าห้ามเด็ดขาด ส่วนนักลงทุนที่ไปให้ความสำคัญทางด้านธุรกิจมากกว่าชีวิตชาวบ้าน ก็มักจะโวยวายว่าการที่ศาลทำอย่างนี้มันก็จะกระทบต่อการลงทุนการจ้างงาน แล้วก็กระทบต่อธนาคารผู้ปล่อยเงินกู้แล้วก็อ้างเหตุกระทบให้มันน่ากลัวต่อการกระทบต่อเศรษฐกิจ ความจริงแล้วเศรษฐกิจกับการพัฒนาควรจะควบคู่กันไปได้ แต่เรามักจะสุกเอาเผากินประเภทที่ตีหัวเข้าบ้านอย่างรวดเร็วโดยการปล่อยสาร พิษออกไปและรอให้มันเจือจางไปเอง เพราะทำให้ต้นทุนลดลง และกำไรมากขึ้น แต่จริงๆ แล้วการลงทุนการพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาชีวิตมันควรจะต้องไปด้วยกันเพื่อพัฒนาไปในระยะยาว ฉนั้น กฏหมายที่ออกมา ในการดูแลเรื่องนี้มันก็มีปัญหาโอละพ่ออยู่ในปัจจุบันนี้ก็คือ บางคนก็ไปโทษชาวบ้านหาว่าชาวบ้านฟ้อง บาง คนก็ไปโทษศาล แต่จริงแล้วเราต้องมาพิจารณาถึงการที่จะต้องทำตามกฏหมาย เราให้น้ำหนักถึงผลกระทบต่อ ชีวิตชาวชุมชนน้อยเกินไป การที่ไปให้น้ำหนักกับธุรกิจและใช้วิธีลอบบี้ เพื่อเดินหน้าทางธุรกิจคงคิดว่าไปได้ แต่บังเอิญศาลปกครองท่านได้พิจารณาอย่างละเอียดและก็คิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยที่จะต้องพัฒนาอย่างยั่ง ยืนในระยะยาวไม่ใช่ดูแต่ในเรื่องเศรษฐกิจ ขณะนี้ก็มีการประชุม ๔ ฝ่าย คณะกรรมการการทำงานในเรื่องนี้ที่ มีคุณอนันต์ ปันยารชุน เป็นประธานฯ ก็จะมาดูกันว่าในข้อกฏหมายนี้ มันจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานอิสระดูแล เรื่องสิ่งแวดล้อมตามกฏหมายก็ดี ขั้นตอนในการทำ HIA ( HEALTH IMPACT ACHIEVEMENT) ควรจะทำอย่างไร ขอเรียนสุดท้ายว่าทางฝั่งทะเลภาคตะวันออกมันหนาแน่นไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม และมันคงจะไปต่อลำบาก ถ้าจะคิดทำอุตสาหกรรมน่าจะคิดในพื้นที่ที่อื่น หรือที่ไม่ใช่ Eastern Seaboard อีกต่อไป เพราะดูว่ามันเต็มหมดแล้ว
จากนั้นคุณวิทยา ได้ถามถึงเรื่องคนเสื้อแดงที่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ที่ผ่านมา ท่านอจ. เจิมศักดิ์ มองเบื้องลึกในเรื่องนี้อย่างไร อจ. เจิมศักดิ์ ได้ชี้ว่ามันเป็นเรื่องของการต้องการก่อกวนไปทุกเรื่อง เช่นในสภาเขาก็พยายามก่อกวนในสภาเพื่อให้การบริหารแผ่นดินไปไม่ได้ เพราะฉนั้น ในเรื่องนี้เมื่อมีงานเฉลิมพระชนม์ พรรษา เขาก็หาเหตุที่จะต้องชุมนุมในสถานที่ใกล้เคียง ถ้าเขาต้องการชุมนุมกันไปทำที่วัดสามพระยา หรือวัดที่ เขาเคยไปกันที่แถวเขตดอนเมือง หรือที่สนามกีฬาที่เขาเคยชุมนุมกันก็ได้ ทำไมจะต้องมาในสถานที่นี้ และจะ ต้องเป็นวันที่ ๑๐ ธันวาคม ซึ่งมันก็บอกอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน ถ้าอ้างว่าจะไปเฉลิมฉลองพระชนม์พรรษา ซึ่งเขาก็จุดเทียนชัยกันตั้งแต่วันที่ ๕ ธันวาคม พวกเขาไปอยู่กันที่ไหนทำไมต้องมาวันที่ ๑๐ ธันวาคม และทำไม ต้องให้คุณทักษิณ เป็นประธานจุดเทียนชัย ที่จริงแล้วคุณทักษิณก็พูดถึงการเฉลิมฉลองเพียง ๒-๓ นาที ส่วนที่ เหลือก็พูดเรื่องตัวเองเสียมากมาย เรื่องที่พูดก็วนเวียน พยายามที่จะชูประเด็นให้เห็นว่าตัวเองเป็นคนรักประชา ธิปไตย และก็เกลียดการยึดอำนาจ แต่ว่าคนทั่วไปน่าจะรู้ทัน เพราะที่ผ่านมาที่พวกเราได้ต่อสู้กันมาเมื่อ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และ พฤษภาทมิฬ ซึ่งเราต่อสู้กับเผด็จการ แต่เราไม่เคยเห็นคุณทักษิณออกมาต่อสู้เลยแม้แต่น้อย ไม่รู้ ว่าอยู่ที่ไหน แต่มาดูลึกๆ ก็ออกมาทำธุรกิจหรือแอบไปขอสัมปทานกับผู้ที่ทำรัฐประหาร อย่างปี ๓๗-๓๘ ก็วิ่งเต้นขอสัมปทานดาวเทียมกับ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เอาไปผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว และก็เคยยอมรับเองว่า ถ้าไม่มีพี่ก็คงไม่มีผมในวันนี้ ทำไมคุณทักษิณ จึงเป็นวีรบุรุษประชาธิปไตยขึ้นมา มันเป็นการสร้างของคนเสื้อแดงบางประเภท ต้องเข้าใจว่าเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม แดงคอมมูนิสต์ ที่ยังหลงเหลืออยู่ แดงที่สนับสนุนคุณทักษิณ เพื่อผลประโยชน์ ส่วนแดงที่จะช่วยให้คุณทักษิณดูเป็นคนมีอุดมการณ์ ก็มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งพยายามที่จะสร้างเรื่องหรือผูกเรื่องให้ดูว่ามันมีอุดมการณ์ ซึ่งคงมองกันได้โดยสรุปเช่นนี้
คุณรังสิต ได้ขอให้ อจ.เจิมศักดิ์ ได้แสดงความเห็นเรื่องบอร์ดของการบินไทยใช้อภิสิทธิ์ขนของ ๔๐ กระ เป๋า จากญี่ปุ่น มีน้ำหนักถึง ๔-๕๐๐ กิโลกรัม ซึ่งเป็นตัวอย่างความเน่าเฟะในการบินไทย อจ.เจิมศักดิ์ ได้ชี้ว่า เรื่องของเรื่องมันเป็นพฤติกรรมของตัวบุคคลหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง การเป็นบอร์ดการบินไทยก็สามารถเดินทางไปไหนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเครื่องบิน ซึ่งมันเป็นหลักการที่ยอมรับได้ถ้าเป็นการเดินทางไปทำ งานให้กับการบินไทย แต่บุคคลผู้นี้มันมีประวัติ ซึ่งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานของการบินไทยในญี่ปุ่นได้รายงานมา ตลอดว่าบุคคลผู้นี้ซึ่งชอบเดินทางไปกับภริยา โดยขอเงิน Entertain ของบริษัทไป Entertain ให้กับ ตัวเองโดยพักโรงแรมหรู และทำมาโดยตลอด มีรายงานมาตั้งแต่ปี ๐๗ และในครั้งนี้มันมาสดุดขาตัวเอง ก็คือ ว่าได้ขนกระเป๋าประมาณ ๔๐ ใบ น้ำหนักรวมกันกว่า ๕๒๔ กิโลกรัม แล้วก็ใส่หลักฐานมาเพียงน้ำหนัก ๑๐๐ กิ โลกรัมเท่านั้น โดยการช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่การบินไทยที่ญี่ปุ่นด้วยความเกรงใจ พอเข้ามาถึงประเทศไทยก็ไม่ได้ผ่านศุลกากร ซึ่งในกระเป๋านั้นจะมีอะไรบ้างไม่มีใครรู้ และก็บังเอิญว่าภริยามีร้านขายของอยู่ที่ซอยละลายทรัพย์เลขที่ ๑๑๗ ถนนสีลม และขายสินค้าที่เอามาจากญี่ปุ่น ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รายงานว่าบุคคลผู้นี้ได้เดินทางไปพร้อมภริยาน้อยคนล่าสุดเป็นประจำ พฤติกรรมเช่นนี้มันแสดงถึงความเห็นแก่ได้ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ไม่สมควรทำและกรรมการคนอื่นๆ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง มันเป็นพฤติกรรมที่เน่าเฟะของผู้ใหญ่ในการบินไทย อ.เจิมศักดิ์ สรุปในตอนท้าย
สมัชชาประชาชนไทยแห่งอเมริกาเหนือและรายการเหตุบ้าน เหตุเมือง ขอขอบคุณอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองเป็นอย่างยิ่ง.
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๒๒ น. |