84 พรรษามหาราชา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านคิดว่าป๋าเปรมควรไปร่วมฉลองความสำเร็จในการแก้ปัญหาน้ำท่วมกับยิ่งลักษณ์หรือไม่?
 
ป้ายโฆษณา
เหตุแห่งการหกคะเมนคว่ำของ Dubai Evolutionary Reform พิมพ์ อีเมล
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
ข่าว - รายงานพิเศษ
เขียนโดย กองบรรณาธิการ   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๓๐ น.
|

.




 

 

 

 

 

 

 

ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ทิศเหนือเป็นทะเลอ่าวเปอร์เซียหรืออ่าวอาหรับ ทิศตะวันออกติดกับโอมานและอ่าวเปอร์เซียบริเวณ ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ (Hormuz) และบริเวณอ่าวโอมาน ทิศใต้และตะวันตกติดกับการ์ตาและซาอุดีอาระเบีย

พื้นที่ ประมาณ 90,559 ตารางกิโลเมตร
เมืองหลวง กรุงอาบูดาบี (Abu Dhabi)
ประชากร 5.6 ล้านคน (ปี 2551)
ศาสนา ศาสนาอิสลามร้อยละ 96 (สุหนี่ร้อยละ 80 ชีอะต์ ร้อยละ 16) ฮินดู คริสต์ และอื่นๆ ร้อยละ 4
หน่วยเงินตรา ดีแรห์ม (Dirham) อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐเท่ากับ 3.6 ดีแรห์ม หรือ 1 ดีแรห์ม เท่ากับประมาณ 10 บาท
ประธานาธิบดี H.H. Sheikh Khalifa bin Zayed Al Nahyan (และเจ้าผู้ครองรัฐอาบูดาบี)
นายกรัฐมนตรี H.H. Sheikh Mohammad bin Rashid Al Maktoum (รอง ปธน.ยูเออี และเจ้าผู้ครองรัฐดูไบ)
ระบบ การปกครอง แต่ละรัฐมีเจ้าปกครองรัฐ มีระบบการปกครองท้องถิ่นของตนเอง มีกรุงอาบูดาบีเป็นเมืองหลวงถาวร โดยมีรัฐบาลกลาง (Federal Government) ดูแลนโยบายและกิจการที่สำคัญของประเทศ

ที่มา: http://www.mfa.go.th/web/848.php?id=370

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกอบด้วยรัฐ (Emirates) 7 รัฐ
อาบูดาบี (Abu Dhabi) เมืองหลวงของประเทศ
อัจมาน (Ajman)
ดูไบ (Dubai)
ฟูไจราห์ (Fujairah)
รอส อัลคอยมะห์ (Ras al-Khaimah)
ชาร์จาห์ (Sharjah)
อุมม์ อัลกุเวน (Umm al-Quwain)

มีพลเมืองประมาณ 2.6 ล้านคน แต่ในจำนวนนี้เป็นชาวเอมิเรตส์เพียง 19 เปอร์เซนต์ ในขณะที่มีชาวเอเชียใต้ถึง 45 เปอร์เซนต์  ชาวอาหรับอื่นๆ และชาวอิหร่าน 23 เปอร์เซนต์ และชาวตะวันตกกับชาวเอเชียอื่นๆ อีก 13 เปอร์เซนต์

ตัว เลขจำนวนประชากร จากกระทรวงการต่างประเทศ และ จากวิกิพีเดีย แตกต่างกันค่อนข้างมาก หากว่าจำนวนประชากรทั้งประเทศมี 5.6 ล้านคน ก็แสดงว่าจำนวนประชาการทั้งประเทศของยูเออีมีเท่ากันกับจำนวนคนของกรุงเทพ มหานครเท่านั้น ที่น่าสังเกตคือ ประชากรของประเทศเป็นชาวอาหรับเอมิเรสต์เพียง 19 เปอร์เซ็นต์ เป็นชนชาติอื่น 81 เปอร์เซ็นต์

ข้อมูลเศรษฐกิจ

สหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์เป็นประเทศที่ร่ำรวยด้วยทรัพยากรพลังงาน เป็นประเทศที่มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในภูมิภาค และอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความก้าวหน้าในการพัฒนาเศรษฐกิจมากที่สุดของโลก โดยการจัดลำดับของ World Economic Forum มีน้ำมันดิบสำรองประมาณร้อยละ 10 ของโลก รายได้จากการส่งออกน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 30 ของ GDP และมีก๊าซธรรมชาติสำรองเป็นลำดับที่ 4 ของโลก รองจากรัสเซีย อิหร่านและกาตาร์ โดยที่สภาพที่ตั้งอยู่ระหว่างภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยเฉพาะรัฐดูไบ เป็นศูนย์กลางการค้าในตะวันออกกลางและเป็นแหล่งขนถ่ายและส่งต่อสินค้าไปยัง ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เช่น อิหร่าน รวมทั้งส่งออกไปยังตลาดนอกภูมิภาค ได้แก่ แอฟริกา เอเชียกลาง และยุโรป

เป็นประเทศอุตสากรรมท่าเรือและขนส่งทะเลแต่ต้น


ปัจจุบัน มีท่าเรือ 9 แห่ง (รัฐละ 1 แห่ง) ยกเว้นรัฐดูไบและรัฐอาบูดาบีมีรัฐละ 2 แห่ง ท่าเรือทั้งหมดรองรับสินค้าประมาณ 30 ล้านตันต่อปี (ไม่รวมน้ำมันดิบ) โดยรัฐดูไบพยายามส่งเสริมและอำนวยความสะดวกในด้านการขนส่ง คมนาคม การค้า การลงทุนและการท่องเที่ยว ทำให้รัฐดูไบได้กลายความสำคัญเป็นศูนย์กลางของท่าเรือ รวมทั้งธุรกิจการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการธนาคารของตะวันออกกลางในปัจจุบัน

รายได้หลักขึ้นอยู่กับน้ำมันปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ เริ่มมีความสามารถสร้างรายได้จากการพัฒนาธุรกิจภาคที่ไม่ใช่น้ำมันอย่างรวดเร็ว


รัฐ ดูไบ ซึ่งมีมูลค่าการค้าต่างประเทศที่ไม่ใช่น้ำมันเพิ่มขึ้นในปี 2549 ถึงร้อยละ 9.15 ฉะนั้น รัฐบาลปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับนโยบายการพัฒนาเพื่อขยายฐานทางเศรษฐกิจ (Diversification) เพื่อเพิ่มรายได้โดยไม่ต้องพึ่งรายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว และพยายามส่งเสริมการค้าการลงทุน รวมทั้งสนับสนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในเขตเศรษฐกิจเสรี (Economic Free Zone) ทั้งในรูปการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิต และการใช้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เป็นฐานการกระจายสินค้า

รัฐอาบูดาบี เน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเคมีภัณฑ์อุตสาหกรรมปลายน้ำ (Downstream) ของกระบวนการผลิตน้ำมัน และอุตสาหกรรมการหลอมอะลูมิเนียม หน่วยงานดูแลการลงทุนในต่างประเทศของรัฐเน้นเลือกการลงทุนในโครงการที่ก่อผล โดยตรงต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนร่วมกับบริษัทต่างชาติในโครงการที่มีอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิ เรตส์

ผู้นำรัฐรุ่นใหม่มีการริเริ่มโครงการเศรษฐกิจใหม่ๆ และสนับสนุนเพื่อสร้างให้รัฐเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและ ศูนย์กลางการศึกษา อาทิ มีโครงการสร้างสาขาของพิพิธภัณฑ์ลุฟของฝรั่งเศส เป็นต้น

รัฐดูไบ ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาของดูไบ (Dubai Strategic Plan 2015) เพื่อใช้บริหารรัฐระหว่างปี 2550-2558 เพื่อพัฒนาดูไบทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเทศโดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยให้ความสำคัญกับธุรกิจที่ดูไบมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน เช่น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสันทนาการ การบริการ (รายได้คิดเป็นร้อยละ 74 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ) รวมทั้งการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับตลาดแรงงาน สิ่งแวดล้อมของธุรกิจ การส่งเสริมการลงทุนและการกระจายรายได้ของประชาชน แผนยุทธศาสตร์ฯ ดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะส่งผลให้นักลงทุนมีความมั่นใจที่จะเข้ามาลงทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มากขึ้น

ดูไบเป็นรัฐแรกที่นักธุรกิจสามารถถือครองหุ้นได้ทั้งหมด ขณะที่รัฐอาบูดาบีสามารถถือครองได้ทั้งหมดเฉพาะในเขตเศรษฐกิจที่กำหนด แต่จะต้องเป็นธุรกิจที่ส่งออกหรือส่งออกต่อทั้งหมดเท่านั้น

อาบูดาบีมีพื้นที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมแหล่งน้ำมันร้อยละ 94 แหล่งก๊าซธรรมชาติร้อยละ 93 เป็นรัฐผู้สนับสนุนงบประมาณของสหพันธรัฐเป็นสัดส่วนสูงสุด ดูไบมีการผลิตน้ำมันประมาณร้อยละ 6 และมีฐานะเป็นศูนย์กลางด้านต่างๆ รวมทั้งการประชุม การจัดการแข่งขันกีฬา มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น Dubai World ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ด้านต่างๆ ที่รัฐเป็นเจ้าของเข้าไว้ด้วยกัน

เจ้าผู้ครองรัฐซึ่งมีตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร ได้เข้าไปมีบทบาทดำเนินการต่างๆ ในระดับประเทศ

สหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์มีโครงการก่อสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ (New Economic City – NEC) เรียกว่าโครงการ Masdar City ที่รัฐอาบูดาบี มีมูลค่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐ ออกแบบตามความต้องการของบริษัทข้ามชาติที่มาร่วมลงทุน โดยนำเงินรายได้มหาศาลจากการส่งออกน้ำมันดิบมาใช้ในการพัฒนา และจะเป็นแหล่งทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ในภาคพลังงาน เช่น การใช้แสงอาทิตย์ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า และการกลั่นน้ำทะเล เป็นต้น

สหรัฐ อาหรับเอมิเรตส์เป็นสมาชิกในตลาดร่วมศุลกากร (Customs Union) ของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council-GCC) และได้มีการกำหนดให้เพิ่มภาษีศุลกากรสินค้านำเข้าภายในกลุ่ม จากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 5 สำหรับสินค้าทั่วไปและไม่มีภาษีสำหรับสินค้าประเภทอาหาร นอกจากนั้น ยังไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีกำไรและภาษีรายได้บุคคล และมีนโยบายให้สามารถนำเงินเข้า-ออกประเทศได้โดยเสรี ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการจูงใจให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในสหรัฐอาหรับเอมิ เรตส์มากขึ้น


สินค้าส่งออก ได้แก่ น้ำมันดิบ  ก๊าซธรรมชาติ การ re-export ปลาแห้ง อินทผลัม  สินแร่โลหะ เศษโลหะ เครื่องเพชรพลอย อัญมณี เงินแท่งและทองคำ เคมีภัณฑ์ น้ำมันสำเร็จรูป เยื่อกระดาษ สัตว์น้ำสดและแช่แข็ง

สินค้านำเข้า ได้แก่ เครื่องจักรกล อุปกรณ์การขนส่ง เคมีภัณฑ์ อาหาร รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์ อัญมณีและเครื่องประดับ ผ้าผืน เสื้อผ้าสำเร็จรูป เหล็ก เหล็กกล้า เม็ดพลาสติก รองเท้าและชิ้นส่วน


ตลาดหุ้น ประเทศหสรัฐอาหรับเอมิเรสต์ มีตลาดหุ้น 2 ตลาด คือตลาดหุ้นของรัฐอาบูดาบี และตลาดหุ้นของรัฐดูไบ ช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นอาบูดาบีตก 66 เปอร์เซ็นต์ ดัชนีตลาดหุ้นดูไบตกแรง ตกถึง 83 เปอร์เซนต์

 


 

 


 

ต้นเหตุความเสียหายของดูไบ และประเทศสรัฐอาหรับเอมิเรสต์  เกิดจาก 4 ส่วน

1) ปรัชญาของผู้ปกครองประเทศเบี่ยงเบน อัตราส่วนของคนท้องถิ่นมีเพียง  19 เปอร์เซ็นต์  นอกนั้นเป็นคนต่างชาติ รัฐไม่ได้บริหารจัดการประเทศไปเพื่อคนในประเทศ คนไปยูเออีแทนที่จะเห็นแขก ก็เห็นแต่คนเอเชียเป็นส่วนใหญ่ รัฐเอาอกเอาใจคนต่างชาติเป็นพิเศษ เช่นการติดแอร์ให้ชายหาดเป็นต้น

รัฐต้องให้ความใส่ใจคนท้องถิ่นมากกว่าที่จะทำอะไรเพื่อเอาอกเอาใจคนต่างชาติ

ประเทศที่อุดมพลังงานจะมั่งคั่งจากการผลิตและค้าน้ำมันและเคมีภัณฑ์อยู่แล้ว ไม่รู้จะดิ้นรนให้มั่งคั่งไปถึงไหน เห็นอัตราส่วนของคนท้องถิ่นและคนต่างถิ่นแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าคนดูไบไม่น่าจะมีความสุข

2) ดูไบ ให้นักธุรกิจต่างชาติถือหุ้นได้ทั้งหมด(100 เปอร์เซ็นต์) มีส่วนทำให้อัตราส่วนของคนต่างชาติสูงกว่าคนท้องถิ่น รูปแบบการกำหนดเขตเศรษฐกิจพิเศษของดูไบ ใกล้เคียงกับรูปแบบเขตเศรษฐกิจพิเศษสนามบินสุวรรณภูมิของไทย หรือรูปแบบ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิลเลจ การ์ด จำกัด (ทีพีซี) หรืออีลิทการ์ด เป็นการสร้างธุรกรรมให้นายทุน นำทุนของชาติไปขาย หรือไปให้เช่าระยะยาวแก่ต่างชาติ เรียกได้ว่าเป็นการขายชาติได้ นาย ทุนจะมั่งคั่งแต่ฝ่ายเดียว แต่ระบบหรือชาวบ้านทั่วไปไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่เป็นไปตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เขตเศรษฐกิจพิเศษของดูไบและอีลิทการ์ดของไทยทำในรูปแบบของรัฐ แต่เขตเศรษฐกิจพิเศษสนามบินสุวรรณทำในรูปแบบของเอกชน แต่ แม้รัฐจะเป็นคนทำ รายได้เข้ารัฐ หรือทำให้เอกชนเป็นคนทำ รายได้เข้าเอกชน ก็เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจะทำ ผู้เขียนเชื่อว่ารูปแบบอีลิทการ์ดที่ทำโดยรัฐ ทำไว้เพื่อจะให้กลุ่มเอกชนถือเป็นข้ออ้าง ว่ารัฐยังทำได้ แล้วทำไมการกระทำของเอกชนจะทำไม่ได้

ต่างชาติมีคนรวยมาก อย่าว่าแต่ซื้อบางส่วนของประเทศเท่านั้น เขาสามารถซื้อประเทศได้ทั้งประเทศ

นักข่าวถามทักษิณว่า ทำไมไม่ขายชินคอร์ปให้คนไทย เขาตอบว่าคนไทยไม่มีเงิน (ไหนว่าทำให้คนไทยเจริญมั่งคั่ง ทำไมไม่มีเงินคนรวยมาซื้อชินคอร์ป) ปรัชญาต่อทรัพย์สินของชาติ กฎระเบียบที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้คนเอารัดเอาเปรียบประเทศชาติและประชาชนทั่วไป แม้กฎระเบียบของประเทศมีไว้ ก็ยังแก้กฎระเบียบนั้น ดังเช่นการแก้ไข พ.ร.บ.การถือครองธุรกิจโทรคมคมนาคมเป็นต้น ไม่มีข่าวล่วงหน้า ไม่มีประชาพิจารณ์ กระทั่งมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทุกคนจึงได้ทราบ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้ วันทำการรุ่งขึ้น ขายชินคอร์ปให้เทมาเส็คทันที มีการเตรียมการขายชาติไว้ล่วงหน้า อย่างเป็นระบบ

การปล้นทรัพย์ เคยเห็นแต่ใช้ปืน การแก้ไข พ.ร.บ.การถือครองสินทรัพย์โทรคมนาคม ไม่ต่างอะไรกับการปล้น ชั่วร้ายมากกว่าการปล้นทั่วไป ปล้นเอาสินทรัพย์ของประเทศ ไปขายให้ต่างชาติ

นักการ เมืองและนายทุน ไปกว้านซื้อที่ดิน ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ แล้วคิดกำหนดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ข่าวว่าเตรียมขายให้กับคนสิงคโปร์

พิจารณา ดูว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษสนามบินสุวรรณภูมิ คือรูปแบบของการปล้นประเทศหรือไม่ เอาไปปั่นราคาให้สูง แล้วขายให้ต่างชาติ ต่างชาติมีความสารถที่ซื้อราคาสูงได้ คนไทยไม่มีปัญญาซื้อ อาจจะเรียกว่าเป็นการปล้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย นายทุนเจ้าของพื้นที่จะรวยขึ้น ประเทศชาติและประชาชนไม่ได้อะไร

คำว่าโลกยุคปัจจุบันไม่มีพรมแดน เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อใช้ในการขายชาติ ของนายทุนที่เห็นแก่ได้

รวยแบบนี้ เก่งแบบนี้ ไม่ใช่คนฉลาด เป็นโมหะ (โมหะ แปลว่า ความหลง ความเขลา ความโง่ หมายถึงความไม่รู้ตามที่เป็นจริง เป็นกิเลสอย่างหนึ่งในบรรดากิเลสใหญ่ 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ ซึ่งได้แก่อวิชชา นั่นเอง วิกิพีเดีย) คิดเอารัดเอาเปรียบผู้คนและประเทศชาติ ผู้นำที่เก่งที่ดี ตัวเองต้องไม่เอาประโยชน์เข้าตัว ต้องเสียสละให้ระบบ พระพุทธเจ้าไม่คิดเอาอะไรติดตัว ยิ่งเป็นผู้นำแล้ว ต้องคิดทำให้คนและระบบมั่นคง อยู่ดีมีสุข ไม่ใช่คิดกอบโกยเอามาเป็นของตัวเอง คนเช่นนี้ไม่เรียกว่าคนเช่นนี้ว่าเป็นคนฉลาด แต่เรียกว่า “เป็นคนเฉโก” (เปิดพจนานุกรมดู)

เขตเศรษฐกิจพิเศษของรัฐอาบูดาบี แตกต่างจากการขายสินทรัพย์ของรัฐดูไบโดยสิ้นเชิง ผู้ที่จะได้สิทธิในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะต้องเป็นธุรกิจที่ส่งออก หรือส่งออกต่อทั้งหมดเท่านั้น ดูแล้ววิธีคิดของรัฐอาบูดาบีเข้าท่ากว่าวิธีคิดของดูใบ ที่ไม่ใช่ตัดแบ่งโฉนดไปขายให้ต่างชาติง่ายๆ

3) การขยายตัวทางธุรกิจ ‘สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม’ อายุ 54 ปี ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท "ดูไบ เวิร์ล" และประธานบริษัทนาคฮีล เคย มาปาฐกถาในหัวข้อ "Evolutionary Reform: The Dubai Experience" เมื่อ 22 พฤษภาคม 2551 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตามคำเชิญของทักษิณ ชินวัตร ได้เล่าถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของดูไบ
 



 

 

 

 

 

"ดู ไบ เวิลด์" ที่เปรียบเหมือนรัฐวิสาหกิจ แต่วิธีการบริหารจัดการคล้ายเอกชน เพื่อความคล่องตัว ดูไบ เวิลด์ เริ่มจากท่าเรือ บริหารจัดการท่าเรือ มา 35 ปี นำมาสนับสนุนธุรกิจการค้าและโลจิสติกส์ ขณะนี้มีท่าเทียบเรือ 46 ท่า ใน 28 ประเทศ ในเมืองจีนมีท่าเรือที่ชิงเต่า ไท่จง หยานเทียนและเซี่ยงไฮ้ ยังมีท่าเรืออีก 2 แห่ง ที่ฮ่องกง มีตึกขนส่งที่ใหญ่ในฮ่องกง เขาว่า "การค้าขายเกือบ 90 เปอร์เซนต์ในฮ่องกงผ่านท่าเรือของเรา"

ประธาน กรรมการบริหารกลุ่ม ดูไบ เวิร์ล บอกอีกว่า “นอกจากการพัฒนาทางด้านท่าเรือและการขนส่งแล้ว ดูไบ เวิร์ล ยังเริ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ปี 1997 ผู้นำของดูไบ เชค โมฮะห์เหม็ด บิน ราชิด อัล มักทูม บอกผมว่า ดูไบจำเป็นจะต้องมีชายหาด ขณะนั้นเรามีชายหาดประมาณ 60 กิโลเมตร เพราะฉะนั้น ชายหาดที่จะเป็นชายหาดสำหรับการท่องเที่ยวมันค่อนข้างจำกัดมาก ท่านบอกผมว่า เราต้องการพื้นที่ชายหาดเพิ่มขึ้น เพราะจำนวนนักท่องเที่ยวในดูไบกำลังเติบโตขึ้น ในเวลานั้น มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1 ล้านคนต่อปี แต่ทุกวันนี้เรามีนักท่องเที่ยว 10 ล้านคนต่อปี ท่านบอกว่า นักท่องเที่ยวต้องการแดด ต้องการชายหาด เรามีแดดมาก แต่เราไม่มีชายหาด


ผม ได้ออกแบบเกาะขึ้นมา เกาะอันนี้เป็นเกาะกลมๆ ที่อาจจะทำให้มีชายหาดประมาณ 7 กิโลเมตร และผมทราบว่าผู้ปกครองรัฐดูไบมักจะอยากได้สิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้


ผม เลยคิดว่า ถ้าผมนำโครงการที่มีชายหาด 7 กิโลเมตรท่านอาจจะบอกว่าขอเป็น 10 กิโลเมตรก็แล้วกัน แล้วถ้าท่านขอ 2 เท่าของ 7 กิโลเมตร เป็น 14 กิโลเมตร เราก็ยังพอทำได้  

พอผมเสนอไป 7 กิโลเมตร ท่านบอกทำไมไม่ทำ 70 กิโลเมตร ผมยังถามว่า ท่านหมายถึง 17 กิโลเมตรใช่ไหมครับ ท่านบอกไม่ใช่ ต้อง 70 กิโลเมตร 


ผม ถามท่านว่า จะทำอย่างไร ถึงจะขยายโครงการจาก 7 กิโลเมตรเป็น 70 กิโลเมตรได้ ท่านบอกไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเกาะกลมๆ (จึงออกมาเป็นเกาะรูปต้นปาล์มดังกล่าว – ผู้เขียน)

การ ที่เราจะสร้างชายหาดได้ 70 กิโลเมตร จะต้องคิดอย่างสร้างสรรค์มาก  เราเริ่มการก่อสร้างในปี 2002 เราไม่ได้สร้างแค่เกาะเดียว เกาะแรกมีขนาด 70 กิโลเมตร เกาะที่ 2 เราได้ 150 กิโลเมตร เวิลด์ไอซ์แลนด์เกาะที่ 3 ได้ 400 กิโลเมตร ดังนั้นเมื่อรวมทุกโครงการ และรวมโครงการเดอะยูนิเวอร์ส ที่ยังไม่ได้เริ่ม จะทำให้ได้ชายหาดถึง 2,000 กิโลเมตร

บริษัท ที่ชื่อว่านาคฮิล แปลว่าปาล์ม คือต้นปาล์ม เราจึงตัดสินใจตั้งบริษัทชื่อ นาคฮิลขึ้นมา เราตัดสินใจสร้างเกาะแรกในปี 2002 ในปี 2004 เกาะนั่นก็เสร็จ และผู้คนย้ายเข้าไปอยู่ในปี 2006 ภายใน 4 ปี พื้นน้ำได้กลายเป็นสิ่งก่อสร้างไปหมด จริงๆ เราได้เริ่มการศึกษาตั้งแต่ปี 1997 เพราะฉะนั้นทันทีที่เราก่อสร้างเราก็ค่อนข้างจะพร้อมแล้วสำหรับทุกสิ่ง ทุกอย่าง

นาคฮิล ทำให้เราได้มีที่อยู่อาศัยประมาณ 80,000 ห้อง ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มที่มีฐานะดีมาก เราได้ตัดสินใจในปี 2002 ว่าเราต้องการนักท่องเที่ยวที่ฐานะดี เพราะว่านักท่องเที่ยวเหล่านี้จะทำให้เกิดผลในเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ เป็นนักท่องเที่ยวที่มีความสามารถในการจับจ่ายและการลงทุน เราไม่ต้องการ นักท่องเที่ยวเชิงปริมาณ อย่างที่สเปน มีนักท่องเที่ยวเยอะมาก แต่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจน้อย เราต้องการได้นักท่องเที่ยวจำนวนน้อยกว่านั้น แต่ให้มีผลต่อเศรษฐกิจ”

ประสบการณ์ และวิธีคิดของดูไบ ผ่านการปาฐกของ สุลต่าน อะห์เหม็ด บิน สุลาเย็ม บอกให้ทราบถึงการขยายตัวที่เหลือเชื่อ จากที่คิดจะสร้างชายหาดแค่ 7 กิโลเมตร กลับได้ชายหาดยาวถึง 800 กิโลเมตร และหากไม่มีการสะดุดของสภาพคล่อง ก็อาจจะมีการสร้างชายหาดให้ได้ถึง 2,000 กิโลเมตรได้ ยิ่งสร้างยิ่งใหญ่ ยิ่งสร้างยิ่งสูง จะต้องใช้ทุนสูง

ตัว โครงการ เป็นอันตรายอยู่ในตัว เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในเวลาที่รวดเร็วมาก ธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูง เช่นสายลมและแสงแดด และชายหาด เพียงแต่เราไม่ต้องซื้อ จึงไม่ทราบว่ามันมีมูลค่าสูง การลงทุนสร้างเกาะเทียมที่มีชายหาด จึงเป็นการลงทุนสูง กล่าวกันว่ามันเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก


โครงการ ที่มโหระทึก ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว คนที่เคยไปดูไบเล่าขานกันในอินเตอร์เน็ตว่า ช่วงหลังขายโครงการไม่ออก บรรดามหาเศรษฐี คนที่มีชื่อเสียง  ไม่ว่า เดวิดและวิคตอเรีย เบ็คแฮม แบรด พิตต์ และแองเจลิน่า โจลี่ รวมทั้ง ไมเคิล แจ็คสัน เข้าไปเก็งกำไร ซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาสูงลิบต่างเสียหายไปตามๆกัน ราคาตกลงครึ่งหนึ่ง เสียหายตั้งแต่โครงการยังสร้างไม่เสร็จ

หนังสือพิมพ์ Daily Mirror รายงานว่าอสังหาริมทรัพย์สุดหรู ราคา 160 ล้านบาท ที่ครอบครัวเบ็คแฮมซื้อไว้เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ปัจจุบัน มูลค่าร่วงลงมาอยู่ที่เพียง 80 ล้านบาท ราคาตกลงมาถึง 50% ช่วงระยะเวลาไม่ถึง 5 เดือน เบคแฮมดูเหมือนว่าจะเจ็บตัวหนักสุด มีรายงานว่าเบคแฮม ซื้อบ้านสุดหรูในโครงการ  "Palm Jumeirah" เอาไว้เมื่อปีที่แล้ว ได้ตัดสินใจซื้อห้องชุดหรูหราราคาแพงที่ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์จากอามานี่ (ที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์) อีกแห่งบนตึก Burj Dubai ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นตึก "สูงที่สุดในโลก" เมื่อต้นปีที่ผ่านมาด้วย

หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทม์ รายงานว่า บรรดาผู้เชี่ยวชาญและแรงงานชาวต่างชาติในดูไบที่ถูกเลิกจ้าง หรือถูกยกเลิกวีซ่า รวมทั้งผู้ที่มีหนี้สิ้นจากการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ และเป็นหนี้บัตรเครดิต ต่างพากันแยกย้ายหนีกลับบ้านเกิด โดยจอดรถยนต์หรูทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้าที่สนามบินดูไบ ซึ่งนับรวมแล้วพบว่ามีมากกว่า 3 พันคัน จนทางการดูไบต้องขนออกไปขายทอดตลาด

 


 

4) ตลาดหุ้น ตลาดหุ้นคือสิ่งผิดปกติของโลกยุคปัจจุบัน ทุกวันนี้คนทั่วไปยังคิดว่าเศรษฐกิจโลกเป็นโลกทุนนิยม (Capitalism) แต่ผู้เขียนว่าไม่ใช่ มันเป็นโลกของกองทุนนิยมไปแล้ว (Fundism) ตลาดหุ้นแท้จริงเป็นไปตามปัจจัยพื้นฐานบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นไปตามการปั่นหุ้น มีการปั่นหุ้นหรือสวมรอยปั่นหุ้นอยู่ตลอดเวลา Fundism เป็นผู้กำหนด หรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง  ตลาดหุ้นขึ้นเป็นที่มาของข่าวดี ไม่ใช่ข่าวดีทำให้หุ้นขึ้น ตลาดหุ้นตกเป็นที่มาของข่าวร้าย ไม่ใช่ข่าวร้ายทำให้หุ้นตก

กลไกที่เกิดขึ้นจากการพังทลายของตลาดหุ้น ผู้เขียนนำเสนอบ่อยครั้ง

ทำให้ ความเชื่อมั่นลดลง
ทำให้ สภาพคล่องของระบบเสียหาย
ทำให้ ทำให้สถาบันการเงินล้มลง
ทำให้ ทำให้ภาคการผลิตจริงล้มละลาย
ทำให้ คนตกงาน
ทำให้ ทำให้ค่าเงินเสียหาย
ทำให้ตลาดเงิน(ดอกเบี้ย)ไม่มีเสถียรภาพ
ทำให้ เกิดภาวะหนี้เสีย
ทำให้ มูลค่าหลักประกันล้มลง
ทำให้ มูลค่าสินทรัพย์ของชาติตกต่ำ
ทำให้ เศรษฐกิจของระบบไม่มีเสถียรภาพ
ทำให้ ระบบยากจนลง

ตลาด หุ้นเป็นเครื่องมือ ที่ก่อให้เกิดกลไก ที่ทำให้เกิดความยากจน เกิดที่ประเทศใด ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประเทศ เมื่อเกิดกับโลก โลกก็จะจนลง จะทำให้เกิดภาวะเงินท่วมโลก (เงินของ Fundism) แต่โลกทั้งโลกจะยากจนลง
 


 

 


 

จุด เริ่มต้นวิกฤติเศรษฐกิจโลก เริ่มต้นในปี 2000 หลังการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ ที่มีผลค่าเงินเหรียญสหรัฐเสียหายและไม่ได้รับความเชื่อมั่น ทำให้เงินไหลออกจากสหรัฐ ประเทศสหรัฐมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 1 ของโลก ปริมาณเงินจึงมาก ทำให้เงินไหลออกมาท่วมประเทศต่างๆ หรือท่วมโลก


ส่งผลให้ ค่าเงินโลก ตลาดหุ้นโลก(G88-Index) ราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นทั่วหน้า

จะเห็นว่า G88-Index(ดัชนีตลาดหุ้นรวมโลก) เริ่มสูงขึ้นในปี 2001-2002

จากนั้น G88-Index ก็พังทลายลงในปี 2008 และตกลงถึง 62 เปอร์เซ็นต์

ทุน สำรองเงินตราระหว่างประเทศของประเทศต่างๆ ไม่ใช่เป็นของประเทศนั้นๆ แต่มันเป็นเงินของ Fundist ฝากไว้ เขาจะเอามาเพิ่มหรือถอนออกเมื่อใดได้

ตลาดหุ้นยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่าใดก็ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น เช่น การพัฒนาตลาดหุ้นออกมาในรูปของตลาดตราสารอนุพันธ์ คือหุ้นขึ้นก็ทำเงินได้ (capital gain) หุ้นตกก็ทำเงินได้ (capital gain)

จะเห็นว่า แม้ในปี 2008 ตลาดหุ้นโลกตกถึง 62 เปอร์เซ็นต์ แต่ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของโลกเพิ่มถึง 11 เปอร์เซ็นต์

กลับมาเรื่องของดูไบ

จะเห็นว่างานอภิมหาก่อสร้างของดูไบเริ่มในปี 2002 และ 2003 เป็นส่วนใหญ่ บางโครงการก็สำเร็จลงได้ในช่วงระยะเวลาก่อสร้าง 4-5 ปี มีปฏิสัมพันธ์กับช่วงเวลาเงินไหลเขาดูไบ (อันเป็นผลมาจากการพังทลายของเงินเหรียญสหรัฐ) ทำให้สภาพคล่องในระบบของดูไบสูง เสริมให้สถาบันการเงินพร้อมที่จะปล่อยกู้ คนคิดที่จะกู้ กับคนคิดที่จะให้กู้ มาพบกันในเวลาที่เหมาะสม ความยิ่งใหญ่อภิมหาอวิชชาชาติจึงเกิดขึ้น

อวสานดูไบ ของอาบูดาบี ของสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เริ่มในปี 2008

ปี 2008 ตลาดหุ้นโลก (G88-Index) พังทลายลง 62 เปอร์เซ็นต์

ระหว่าง ปี 2005 – 2008 ตลาดหุ้นอาบูดาบีตกลง 66 เปอร์เซนต์ ตลาดหุ้นดูไบตกลง 83% แสดงถึงเกิดความเสียหายกับ อาบูดาบี ดูไบ หรือ UAE แล้ว (อ่านกลไกที่เกิดขึ้นจากการพังทลายของตลาดหุ้น)

สภาพคล่องของระบบเสียหาย(จากการที่ตลาดหุ้นพัง) เศรษฐกิจของ UAE ก็ล้มพับ

ผู้เขียนเฝ้าติดตาม “กลไก” ความเสียหายของเศรษฐกิจโลกมากว่า 15 ปี

วัน ที่ 26 พฤศจิกายน 2552 มีข่าวตามสื่อออนไลน์ทั่วโลก นำเสนอว่าประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)   ประกาศขอเลื่อนการชำระหนี้ จำนวน 3,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 119,000 ล้านบาท ที่จะถึงกำหนดชำระในเดือนธันวาคม 2552 นี้ ออกไปอีก 6 เดือน หรือจนกว่าจะถึงเดือนพฤษภาคม 2553

การหกคะเมนคว่ำคอหักของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เป็นเรื่องที่คาดหมายได้ ที่ผ่านมาก็คิดอยู่ในใจว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์จะต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟหรือไม่ ก่อนหน้านี้ ปลายปี 2008 มีประเทศต่างๆได้เข้าโครงการไอเอ็มเอฟแล้ว 4 ประเทศ ได้แก่ ฮังการี ยูเครน ปากีสถาน ไอซ์แลนด์ และก็มีอีกหลายประเทศที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ในปี 2009

หลาย ประเทศที่ไม่ได้มีการก่อสร้างที่ใหญ่โตเหมือนดูไบ ก็เกิดความเสียหาย จนต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟไปก่อนหน้าแล้วร่วม 10 ประเทศ โครงการขนาดใหญ่จึงไม่ใช่ปัจจัยหลักของการเสียหายของระบบ แต่อาจจะเกิดกรณีพิเศษเฉพาะดูไบ

หลายประเทศที่ไม่ได้เข้าโครงการไอเอ็มเอฟ ไม่ใช่ว่าจะไม่เสียหาย แต่ก็เสียหายหนักเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นจีนและรัสเซียเป็นต้น

ความเสียหายจะทยอยแสดงผลออกมาทีละประเทศ

การ แก้แต่ปลายเหตุของปัญหา จะไม่ช่วยให้ปัญหายุติลงได้ ความมั่งคั่งของแต่ละประเทศที่สะสมมา 50-100 ปี ต้องมาพังทลายลงภายในปีสองปี เสียแล้วเสียเลย หรือเสียหายแล้ว ก็มีการซ้ำเติมให้เสียหายหนักลงไปอีก

ตัวอย่างการพังทลายของตลาดหุ้น ไทยหนัก 2 ครั้งในปี 2521 และปี 2535 นำพาประเทศไทยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว สินทรัพย์ต่างๆที่เคยเป็นของคนไทย ก็ไม่ได้เป็นของคนไทยแล้ว แต่ตกเป็นของคนที่มีมีชาติ เห็นได้จากส่วนแบ่งผู้ถือหุ้นในธนาคารขนาดใหญ่ของไทย

ส่วนแบ่งผู้ถือหุ้นธนาคารกสิกรไทย ที่เป็นของคนไทยมี 3.17 เปอร์เซ็นต์

ของธนาคารกรุงเทพเหลือเป็นของคนไทย 11.05 เปอร์เซ็นต์

ของธนาคารไทยพาณิชย์มี 34.94 เปอร์เซ็นต์ เหตุที่สัดส่วนที่เป็นของคนไทยสูง เนื่องจากมีการขายดินทุ่งพญาไท แล้วไปไถ่ถอนหุ้นออกมา


อเมริกา ก็เกิดการพังทลายรุนแรง 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดการพังทลายของตลาดหุ้น NYSE ในปี 1929 (Great depression) ครั้งที่ 2 เกิดจากการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 แม้อเมริกาไม่ได้เข้าโครงการไอเอ็มเอฟ แต่ทุกวันนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเทศยากจนไปแล้ว

ปัญหาเกิด ขึ้น ไม่ทราบว่าปัญหาเกิดจากอะไร ก็ออกมาลวงหลอกว่าเป็นวิวัฒนาการไปสู่โลกไร้พรมแดน แท้จริงแล้วมีสิ่งผิดปกติอยู่ในระบบมากกว่า วิวัฒนาการที่ดีต้องนำความศานติสุข สงบ ร่มเย็น และมั่นคง มาสู่ระบบ แต่นี่ไม่ใช่ เนื่องจากพบเห็นแต่การล่มสลาย และการพังทลายทางเศรษฐกิจวันแล้ววันเล่า

ราคาทองคำคือสิ่งหนึ่งที่ สะท้อนฐานะเศรษฐกิจของโลก การที่ราคาทองคำสูงขึ้น แสดงว่าค่าเงินเล็กลง หรือยากจนลงนั่นเอง อันเป็นผลมาจากความเสียหายของเศรษฐกิจโลกโดยรวมนั่นเอง

เหตุแห่งการ หกคะเมนคว่ำคอหัก  Dubai Evolutionary Reform ผู้เขียนนำเสนอไว้มี 4 ข้อ ข้อที่ 2 และ 3 เป็นเรื่องของภาคการผลิตจริง หรือ Real trade ส่วนข้อ 4 เป็นเรื่องของการซื้อขายกระดาษ หรือ Paper trade เครื่อง มือที่ผิดปกติ ทำให้เกิดโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่ผิดปกติ ทุกวันนี้ Paper trade เติบใหญ่แบบเหลือเชื่อตลอดเวลา และ Real trade จะเสียหายและเล็กลงตลอดเวลา Paper trade คือตัวที่ทำให้เกิดปัญหาหลัก แต่ผู้คนไม่มาสนใจปัญหาในส่วนของ Paper trade ไปสนใจแต่ Real trade อย่างเดียว ปัญหาเศรษฐกิจของโลกจึงหนักขึ้นทุกวัน

การ คอหักทางเศรษฐกิจ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์เท่านั้น แต่เกิดขึ้นกับหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ยังคอหักคอพับอยู่ทุกวันนี้

พระพุธเจ้าสอนว่า สิ่งที่ทำให้เพลิดเพลิน ร้องรำทำเพลง เต้นกินรำกิน เป็นอบายมุข อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและสันทนาการมากไป ก็ไม่เหมาะสม ดีว่าไม่มีแหล่งกาสิโนเหมือนมาเลเซีย ยิ่งต้องขายแผ่นดินของประเทศตัวเองให้คนชาติอื่นยิ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวควรทำแบบจำกัดดีที่สุด อย่าไปหวังมาก เกิดโรคระบาดหรือปัญหาอะไรที คนไม่มาเที่ยว ก็เสียหาย ประเทศภูฐาน กำหนดให้นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้าประเทศได้ไม่เกินปีละ 20,000 คน

ตัวอย่างความเสียหายจากการท่องเที่ยวก็มีให้เห็นอยู่ โรงแรมต่างๆ ของไทย ตกเป็นของต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

หาก ดูไบ และอาบูดาบี หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีเงินเหลือล้น จะศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี แยกน้ำจืดจากน้ำทะเล แล้วนำมาปลูกต้นไม้ ปลูกข้าว ปลูกผักผลไม้ ให้เขียวเต็มประเทศ ก็จะเป็นการพัฒนาที่ถูกทิศทางที่สุด เป็นสิ่งที่น่าทึ่งกว่าการไปสร้างวัตถุกลางทะเล หรือสร้างขึ้นทะลุชั้นเมฆ  


ภาพอาณาจักรสิ่งก่อสร้างแห่ง Dubai World และ Nakheel

 



 

 

 

 



 



 


 

 

 

 

 



 

 

 

 

 



 

 

 

 

 


 

 



 

 

 

 

 


 

 

 ที่มา : http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/12/01/entry-1

 




|

Comments
Add New Search
คน...ไทยนี่ละ   |58.8.195.84 |2009-12-09 03:46:57
ผมอยากให้เขาเอาเงินไปช่วยต่างประเทศมากกว่า รวยแล้วพาคนอ่นเขาตามบ้าง็ดี
Write comment
Name:
Email:
 
Title:
UBBCode:
[b] [i] [u] [url] [quote] [code] [img] 
 
 
:angry::0:confused::cheer:B):evil::silly::dry::lol::kiss::D:pinch:
:(:shock::X:side::):P:unsure::woohoo::huh::whistle:;):s
:!::?::idea::arrow:
 
Please input the anti-spam code that you can read in the image.

3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."

แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ ๐๓ ธันวาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๓๖ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License