| ความผิดปกติของเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบัน |
|
|
| ข่าว - รายงานพิเศษ | |||||||||
| เขียนโดย กองบรรณาธิการ | |||||||||
| วันอังคารที่ ๐๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๔๙ น. | |||||||||
|
ความผิดปกติของเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบัน ประยุกต์ มาจากการบรรยายเรื่องนี้ที่โรตารีเจริญนคร ส่วนใหญ่ของข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ ครอบคลุมเนื้อหาสาระที่นำเสนอไว้ในการบรรยายทุกประการ การบรรยายนี้มีมูลค่า 7.635 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณ 255.8 ล้านล้านบาท (33.5 Baht/USD)หรือ เท่ากับมูลค่าทุนสำรองฯโลกที่ผิดปกติในปี 2008 หากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกทาง ทุนสำรองฯโลกก็จะกลับสู่ความเป็นปกติ จะทำให้เศรษฐกิจโลกมั่นคงดังเดิม ผู้ เขียนจบการศึกษาจากคณะสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เข้าทำงานกับบริษัทเอกชนทั้งไทย แและต่างประเทศที่มาตั้งสำนักงานอยู่ที่ประเทศไทย เป็นเวลาพอสมควร ช่วงสุดท้ายเป็นงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แล้วได้ลาออกจากงานประจำ เป็นคนนิยมในกับตัวเลข บ้าตัวเลข แม้จะออกจากงานแล้ว ก็ยังนิยมตัวเลขต่อเนื่อง เห็นว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น มีมากดี น่าจะทำให้เกิดงานที่น่าสนใจ และได้ซื้อขายหุ้นไปด้วย พอดีกับเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตเจริญ จึงช่วยให้ผมทำงานได้อย่างมีความสุข ผมได้สร้างดัชนีที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทย ค่าเงินภูมิภาค ดัชนีตลาดหุ้นภูมิภาค ดัชนีตลาดหุ้นโลก รวมแล้วประมาณ 200 ดัชนี มี บทความทางด้านเศรษฐกิจ ตีพิมพ์ตามสื่อสิ่งพิมพ์ออกมาเป็นระยะๆ ใช้นามปากกาว่า indexthai รู้สึกว่า มีคนหมั่นไส้นามปากกานี้ นามปากให้ความหมายว่า เป็นตัวชี้ประเทศไทย มันจะวิเศษวิโสมากไปหรือเปล่า ผมไม่ได้คิดไปถึงขนาดนั้น ผมเพียงตั้งชื่อนามปากกาที่ให้ความหมายว่าเป็นคนสร้างดัชนีทางด้านเศรษฐกิจ ได้ หรือเป็นผู้ที่สร้างดัชนีเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก หากใครสนใจ และทุกวันนี้ก็มีคอมพิวเตอร์แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้เช่นเดียวกัน แต่มารู้สึกภายหลังว่า นามปากกานี้ไม่เพียงเป็นคนสร้างดัชนี และมีความรู้เกี่ยวข้องกับดัชนีเท่านั้น มันทำให้เข้าใจถึงเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจได้ลึก ไม่เพียงของประเทศไทยเท่านั้น แต่รู้เรื่องเศรษฐกิจของทั้งโลกด้วย แล้วนำมาชี้บอกคนในระบบ รู้สึกว่าน่าจะมีอีกนามปากกาคือ indexworld 33 ปีที่ตั้งตลาดหุ้นไทย ตลาดหุ้นไทย นำพาประเทศไทยเข้าโครงการไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว ตลาดหุ้นตกหนัก ส่งผลให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย ทำให้ภาคการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงทั้งประเทศ ทำให้ราคาสินทรัพย์ของประเทศตกลง หลักประกันตกลง ทำให้ค่าเงินบาทเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออก แทบหมดประเทศ กระทั่งต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ ประเทศ ใดก็ตาม ที่ตลาดหุ้นตกแรง เหมือนกับที่เกิดกับประเทศไทย 2 ครั้งที่ผ่านมา ก็จะเป็นแบบเดียวกันทุกประการ ไม่มียกเว้น แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาและจีน คือ "สภาพคล่องของ ระบบเสียหาย ทำให้ภาคการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงทั้งประเทศ ทำให้ค่าเงินเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น"
ปี 1999 มีการปรับโครงสร้างดัชนีตลาดแนสแดกซ์ ทำให้ Nasdaq index เบี่ยงเบนสูง ทำให้อ่อนแอสูง ถูกปั่นได้ง่าย World Fund (WF) ได้โอกาส สวมรอยปั่นจากต้นปี 1999 ที่ระดับประมาณ 1,500 จุด ให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และไปสูงสุดที่ประมาณ 5,000 จุด แล้วถล่มขายอย่างรุนแรง ดัชนีตกลงไป 78 เปอร์เซนต์ในช่วงเวลา 2 ปีกว่า การตกรุนแรงของตลาดแนสแดกซ์ดังกล่าว เป็นไปตามกลไกที่นำเสนอไว้ช่วงต้น "ทำให้สภาพคล่องของระบบของสหรัฐอเมริกาเสียหาย ทำให้ภาคการเงินและภาคการผลิตจริงล้มลงทั้งประเทศ ทำให้ค่าเงินเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น" ขนาดเศรษฐกิจของ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นขนาดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เงินเหรียญสหรัฐจึงมีมากด้วย เมื่อไม่ได้รับความเชื่อมั่น ไหลออก จึงไหลไปท่วมประเทศต่างๆ ทั่วโลก กล่าว ได้ว่า วิกฤติของเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงที่สุดในโลก จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นในต้นปี 2000 นี้เอง จากการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ของประเทศสหรัฐอเมริกา
เงินเหรียญสหรัฐตกลงถึง 47 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินยูโร(หรือเงินยูโรแข็งขึ้น 87 เปอร์เซนต์) เงินเหรียญสหรัฐตกลงถึง 36 เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินบาท(หรือเงินบาทแข็งขึ้น 56 เปอร์เซนต์) แสดง ให้เห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายลงเมื่อเทียบกับเงินยูโร และเงินบาท ที่เป็นผลตามมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นแนสแดกซ์ในปี 2000 และค่าเงินเหรียญสหรัฐเริ่มพังทลายในปี 2001 สำหรับสกุลเงินที่ไม่ได้ผูกค่าเงินไว้ตายตัว จะเห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐตกลงในเวลาที่ใกล้เคียงกับการตกลงของตลาดแนสแดกซ์
แต่สำหรับสกุลเงินที่มีการผูกค่าเงินไว้ตายตัว จะเห็นว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐไม่ตกลงทันที เป็น เรื่องที่ขาดความเข้าใจ(1) ผลจากการผูกค่าเงินไว้ เมื่อค่าเงินเหรียญพังลายเพราะการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ ทำให้ค่าเงินหยวนและค่าเงินริงกิต อ่อนผิดจริงทันที WF ได้โอกาส เข้ามาสะสมและไล่ซื้อ หยวน และ ริงกิต ซื้อหยวนและริงกิต ถึงกลางปี 2005 ทำให้หยวนและริงกิตร่อยหรอหรือหมดไปจากธนาคารกลางของจีนและธนาคารกลางมาเล ย์เซีย จึงส่งผลให้หยวนและริงกิตแข็งขึ้น หยวนแข็งขึ้นสูงสุดถึง 21 เปอร์เซนต์(เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 18 เปอร์เซนต์) ริงกิตแข็งขึ้นสูงสุดถึง 21 เปอร์เซนต์(เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 18 เปอร์เซนต์) ตัวเลขการเปลี่ยนแปลงเท่ากัน ไม่ทราบ WF จงใจหรือไม่ เป็น เรื่องที่ขาดความเข้าใจ(2) ผู้บริหารทางการเงิน รวมทั้งวุฒิสมาชิกของประเทศสหรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา ต่างออกมาต่อว่าจีน ว่าควบคุมค่าเงินของจีนให้อ่อนค่า (ไม่ให้แข็งค่า) ที่เป็นผลสินค้านำเข้าจากจีน เพิ่มสูงขึ้นมาก แท้ที่จริงเป็นเรื่องที่ขาดความเข้าใจมากกว่า เป็นเพราะการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์นั่นเอง แล้วมีการผูกค่าเงินระหว่างกันไว้ จึงทำให้หยวนและริงกิตอ่อนผิดจริง การ แข็งค่าของเงินหยวน และเงินริงกิตช่วงกลางปี 2005 แสดงให้เห็นว่า ทางการจีน ได้พ่ายแพ้ ต่อ WF อย่างมีนัยสำคัญ WF ใช้เวลาสะสมหยวนและริงกิต ราคาต่ำ จากปี 2001 เป็นเวลา 3-4 ปี จึงทำให้หยวนและริงกิตพุ่งแข็งขึ้น นั่นคือ WF มีกำไรจากเงิน 2 สกุลนี้มหาศาล สังเกตที่กรอบสี่เหลี่ยมด้านล่างขวาของกราฟ YUAN ดูเหมือนว่าจีนพยายามที่จะกลับไปผูกเงินหยวนไว้ตายตัวอีก คงไม่เข้าใจ จึงไม่เข็ด ต่าง จากมาเลย์เซีย ไม่เห็นว่าได้มีความพยายามที่จะกลับไปผูกค่าเงินไว้ตายตัวอีก มาเลย์เซียเมื่อปี 2540 เคยลอยค่าเงินริงกิตไปแล้ว เกรงว่าเงินจะไหลออก แต่ปี 2541 กลับมาผูกค่าเงินตายตัวใหม่ คือแทนที่เงินจะไหลออกจากทาเลย์เซีย แต่เงินกลับไหลเข้ามาเลย์เซียอย่างท่วมท้น ยังรู้ไม่เท่าทันกลไกเศรษฐกิจการซื้อขายในกระดาษในตลาดทุน ยังรู้ไม่เท่าทัน WF ยังรู้จัก WF น้อยไป
การ ตกรุนแรงของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 ทำให้ค่าเงินเหรียญเสียหาย ไม่ได้รับความเชื่อมั่น และไหลออกไปถือเงินสกุลอื่น ทำให้ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของประเทศต่างๆสูงขึ้น ทำให้ค่าเงินของประเทศต่างๆสูงขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นประเทศต่างๆสูงขึ้น จะเห็นว่า G88-Index เริ่มสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2001 ขึ้นไปจนถึงปลายปี 2007 ขึ้น 463 เปอร์เซนต์ แล้วจึงพังทลายลง ปี 2008 ตลาดหุ้นโลกตกตลอดปี ตกจนถึงต้นปี 2009 ตกลงถึง 62 เปอร์เซนต์ จึงเริ่มฟื้นตัว เรื่องทั้งหมด อยู่ภายใต้การควบคุม World Fund (WF) โดยสมบูรณ์ ไม่ เฉพาะราคาหุ้น และค่าเงินต่างๆเท่านั้นที่สูงขึ้น ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศของประเทศต่างๆก็สูงขึ้น ราคาทองคำ ราคาน้ำมัน ราคาสินค้าเกษตรต่างๆ ล้วนสูงขึ้นแรงกันทั่วหน้า World Fund (WF) ประกอบไปด้วยบรรดากองทุนต่างๆ เช่น Hedge Fund, Pension Fund, Central Banker ของประเทศต่างๆ, Mutual Fund, Provident Fund ฯลฯ ฟันด์เหล่านี้มีเงินมหาศาล รวมกันไม่น้อยกว่า 30-40 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ฟันด์เหล่านี้ มีทั้งฟันด์ที่ไม่มีคุณภาพ และฟันด์ที่ฉลาดล้ำ มีกองทุนขาดทุน และกองทุนที่ทำกำไรมหาศาล กองทุนที่โง่เขลาจะหายไป กองทุนที่ชาญฉลาดจะยิ่งโตขึ้น ช่วงที่หุ้นขึ้นระหว่างปี 2536 - 2538 ประเทศไทยมีหน่วยลงทุน (Mutaul Fund) เกิดขึ้นมากว่า 60 กองทุน การพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537 ทำให้กองทุนเหล่านี้ล้มลง ไม่สามารถคืนทั้งทุนและเงินปันผลแก่ผู้ลงทุน ผู้ลงทุนในหน่วยลงทุนต่างหมดตัวกันทั่วหน้า ผู้ซื้อหน่วยลงทุนที่จังหวัดกาญจนบุรีประท้วงโดยเอาอุจจาระราดตัวเอง มาทวงเงินลงทุน แต่ก็ไม่ได้เงินลงทุนคืน ความเสียหายโดยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มีใครรับผิดชอบ แต่โยนความผิดมาให้เอกชน ตั้งปรส. บสท. มายึดทรัพย์เอกชนอีก ประเทศไทย อะไรจะปานนี้ คนและเครื่องมือที่ทำให้ประเทศไทยเสียหาย กลับลอยนวล ไม่ได้รับความผิด ความเสียหายโดยความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ไม่มีใครรับผิดชอบ ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่กล้าตั้งหน่วยลงทุนขึ้นมาอีก เปลี่ยนไปตั้งกองทุนในรูปอื่นแทน เช่น LTF และ RTF เป็นต้น G88-Index เป็นหนึ่งในดัชนีที่ผู้เขียนเป็นคนพัฒนาขึ้นมาเอง ทำให้เห็นภาพความเป็นไปของเศรษฐกิจโลกได้อย่างดี เกิดขึ้นที่ไหน เกิดเมื่อใด เป็นอย่างไร และเท่าใด เมื่อก่อนนี้มีไม่ถึง 80 ประเทศ แต่ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นมาเป็น 88 ประเทศแล้วตลาดหุ้นประเทศซิมแบบเวปิดไป 1 ตลาด ไม่เช่นนั้นก็จะเป็น G89-Index
ปี 2007 เพิ่มจากปี 2006 33 เปอร์เซนต์ ปี 2008 เพิ่มจากปี 2007 11 เปอร์เซนต์ ตัวเลขของทั้งโลกเป็นตัวเลขขนาดใหญ่ การเพิ่มตัวเลขมากกว่า 2 หลัก เราเคยเห็นตัวเลขคล้ายๆกันนี้เช่น GDP ของจีนเพิ่ม 9-10 เปอร์เซนต์ ก็นับว่ามากแล้ว แต่ตัวเลขของทุนสำรองฯ เพิ่มมากกว่าอีก ตัวเลขเช่น นี้ ไม่ได้เกิดจากภาคการผลิตและการพาณิชย์ของโลก หรือภาคการผลิตจริงของโลก(Real Economy or Real Trade) แต่เกิดจากการซื้อขายกระดาษในตลาดทุน และตลาดตราสารอนุพันธ์ (Paper Trade) เป็นเรื่องที่ผิดปกติ ปี 2008 ตลาดหุ้นตกทั้งปี และตกถึง 62 เปอร์เซนต์ แต่ทุนสำรองฯเมื่อสิ้นปี 2008 เพิ่มถึง 11 เปอร์เซนต์ ..ผิดปกติ
จะ เห็นว่าทุนสำรองฯของประเทศจีน สูงขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก 2.03 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทุนสำรองฯของประเทศมาเลย์เซียสูงกว่าประเทศไทยเสียอีก สูงถึง 101.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ของไทยอยู่ที่ 100.4 แสนล้านเหรียญ ของประเทศสหรัฐอเมริกาต่ำกว่าของประเทศไทยเสียอีก มี 70.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้นเอง เงินกำลังท่วมโลก เงินท่วมโลก แต่โลกจนลง เงินทุนสำรองฯที่อยู่ตามประเทศต่างๆ ไม่ใช่เงินของประเทศใด แต่เป็นของ WF เป็นส่วนใหญ่ ที่เขานำมาฝากไว้ เขาพร้อมที่จะเอามาเพิ่ม หรือถอนออกเมื่อใดก็ได้ แล้วแต่สิ่งแวดล้อมทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศเป็นอย่างไร ประเทศจีนหรือประเทศใดจะมั่งคั่งขึ้น หรือยากจนลง ไม่ใช่ปัญหาของ WF เขาสามารถทำกำไรผ่านตลาดทุน (และตลาดเงินตรา) ได้ทั้ง 2 ทาง การที่ เศรษฐกิจของประเทศจีนเติบโตแรงในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมา ก็เพราะเงินทุนไหลเข้า ดังที่ล่าวมานั่นเอง แต่ทุกวันนี้ประเทศจีนประสบเหตุความเสียหาย อันเป็นผลมาจากการพังทลายของตลาดหุ้นจีนเช่นกัน เพียงแต่ความเสียหายยังไม่ปรากฎผลเท่านั้น
แสดง ให้เห็นว่า ทุนสำรองฯของประเทศไทยก็เริ่มสูงขึ้นเมื่อปี 2001 เช่นกัน สูงขึ้นหลังการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์และค่าเงินเหรียญสหรัฐนั่นเอง แนวระนาบสีแดง คือระดับทุนสำรองสุทธิฯของประเทศไทย ช่วงก่อนลอยค่าเงินบาทกลางปี 2540 ซึ่งมีประมาณ 3.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เดือนกรกฎาคม 2540 เดือนที่มีการลอยค่าเงินบาท ทุนสำรองฯตกลงเหลือ 1,144 ล้านเหรียญสหรัฐ ถึงวันที่ 18 กันยายน 2009 ทุนสำรองสุทธิฯ เป็นสถิติเพิ่มสูงมากเป็นประวัติการณ์ 146,105 ล้านเหรียญสหรัฐ เงิน กำลังท่วมโลก เงินกำลังท่วมประเทศไทย น้ำท่วมไม่ใช่เรื่องที่ดี น้ำท่วมประเทศ จะท่วมเป็นจังหวัดหรือ 4-5 จังหวัดเท่นั้น แต่เงินท่วมประเทศไทย ท่วมมากกว่าน้ำท่วมประเทศเสียอีก เพราะท่วมไปทั่วทุกจังหวัดของประเทศ ลักษณะเช่นนี้ ทำให้เงินไปกองไว้ที่สถาบันการเงินต่างๆมีปริมาณมาก ยากที่ภาคการผลิตจริงจะรองรับได้ และวิกฤติทางการเงินช่วงที่ผ่านมา 2 ครั้ง แสดงถึงการไม่มีความมั่นคงของระบบ เสียหายกันมาก คนไม่กล้าลงทุน ไม่มีคนกล้าขยายงาน คนที่เข้าใจกลไกเศรษฐกิจจะระวังตัว คนที่ไม่เข้าใจ ก็จะเกิดความเสียหายโดยง่าย โครงการณ์เงินกู้ Fast Track ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก สถาบันการเงินมีภาระกับดอกเบี้ยจ่ายแก่ผู้ฝากเงินสูง คนกู้เงินก็จะกู้เงินในอัตราดอกเบี้ยสูง และคนฝากเงินก็จะได้ดอกเบี้ยต่ำ ช่วงกว้างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้(Spread)จะถ่างมากขึ้น ทุกวันนี้ช่วงกว้างดังกล่าวประมาณ 5 เปอร์เซนต์ เป็นไปได้ว่า ต่อไป คนมีเงินฝากอาจจะจ่ายค่ารักษาบัญชีเงินฝากให้กับธนาคาร จะไม่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝาก เหมือนที่ผ่านมาแล้ว ใครมีเงินฝากมากก็จ่ายมาก ใครมีเงินฝากน้อยก็จ่ายน้อย ประเทศไทยและโลกกำลังลำบาก ลำบากจากสาเหตุอันเดียวกัน เงินกำลังท่วมประเทศไทย และกำลังท่วมโลก เงินท่วมไทยและท่วมโลก เงินท่วมประเทศไทย และท่วมโลก แต่ประเทศไทยและโลกยากจนลง
บัญชี แยกประเภท ตามกลุ่มผู้ซื้อขายหุ้น จะปรากฏให้ทราบว่า หากต่างชาติซื้อ คนไทยจะขาย หรือหากต่างชาติขาย คนไทยจะซื้อ กราฟที่แสดงให้เห็นนี้ แสดงเฉพาะการซื้อขายของต่างชาติเท่านั้น ปี 2536 พบว่าต่างชาติซื้อสุทธิ 10 เดือนติดต่อกัน ตั้งแต่เดือนมกราคม ถึงเดือนตุลาคม โดยเฉพาะเดือนตุลาคม เดือนที่นำระบบ Maintenance margin & Forced sell (อีกหนึ่งของสิ่งผิดปกติในตลาดหุ้น) มาใช้ในตลาดหุ้น ซื้อมากถึง 32,051 ล้านบาท จากนั้นก็ขายออกมาทุกเดือน ถึง 6 เดือนติดต่อกัน โดยเฉพาะเดือนมกราคม 2537 ที่ดัชนีสูงขึ้นถึง 1,750 จุด ขายมากเป็นพิเศษถึง 40,735 ล้านบาท กราฟถัดไป แสดงถึงความสัมพันธ์การซื้อขายของต่างชาติ กับการเปลี่ยนแปลงของ SET Index
นำข้อมูลการซื้อขายของต่างชาติของกราฟก่อนหน้านี้ มาสัมพันธ์กับ SET Index กรอบสีน้ำเงินหมายถึงต่างชาติซื้อ กรอบสีแดงหมายถึงต่างชาติขาย แสดงให้เห็นว่า ที่ SET Index อยู่ที่ระดับต่ำ ต่างชาติเป็นผู้ซื้อสุทธิ (กรอบสีน้ำเงิน) ที่ SET Index อยู่ที่ระดับสูงต่างชาติเป็นผู้ขายสุทธิ (กรอบสีน้ำแดง) แสดงให้เห็นว่าต่างชาติมีกำไรมโหฬารจากตลาดหุ้นไทย (และทุกประเทศทั่วโลก) คนท้องถิ่นเสียหายแต่อย่างเดียว
เหตุการณ์ ซ้ำรอย ต่างชาติขายหุ้นที่ SET Index ที่ระดับสูง และกลับมาซื้อหุ้นที่ระดับต่ำ ปี 2552 ปี 2552(2009) ต่างชาติเริ่มซื้อสุทธิตั้งแต่เดือนมีนาคม และซื้อสุทธิทุกเดือน จนถึงกันยายน 2552(2009) โดยเฉพาะเดือนกันยายนซื้อสุทธิ 22,989 ล้านบาท
นำเสนอเป็นรายปี ปี 2551 ขายสุทธิมากถึง 157,118 ล้านบาท ปี 2552(2009) สิ้นสุดกันยายน ซื้อสุทธิ 55,190 ล้านบาท ต่างชาติมีกำไร (จากทุกประเทศทั่วโลก) คนท้องถิ่นเสียหายทุกประเทศ .........................................................................
ตลาด หุ้นประเทศจีนและประเทศรัสเซีย เป็นตลาดหุ้นเกิดใหม่ เมื่อประมาณ 10 ปีมานี้เอง มาพอดีเจอเหตุการณ์เงินไหลออกจากดอลลาร์ ไหลเข้ามายังประเทศต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดที่เกิดใหม่ สิ้นสุดปี 2008 ประเทศจีนมีทุนสำรองฯสูงที่สุดในโลก ประเทศรัสเซียสูงเป็นลำดับที่ 3 ของโลก 4.35 แสนล้านเหรียญสหรัฐ รูปแบบการขึ้นและตกของตลาดหุ้นจีนแตก ต่างจากของโลก เนื่องจากทีการผูกค่าเงินหยวนไว้ตายตัว ทำให้มีการทยอยเก็บหุ้นราคาต่ำ ระหว่างปี 2001 ถึงกลางปี 2005 กระทั่งกลางปี 2005 เงินหยวนไม่สามารถยืนค่าเดิมได้ (ข้อมูลก่อนหน้านี้) แข็งขึ้น จึงมีการไล่ตลาดหุ้นจีนให้สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาประมาณ 2 ปี จากกลางปี 2005 ถึงปลายปี 2007 ดัชนีตลาดจีนสูงขึ้น 502 เปอร์เซนต์ จากนั้นก็พังทลายลงเวลาเดียวกันกับ G88-Index ตกลง 72 เปอร์เซนต์ ตลาด หุ้นรัสเซีย มีรูปแบบการขึ้นและตกเช่นเดียวกับ G88-Index แต่ขึ้นแรงและตกแรงอย่างเหลือเชื่อ หลังจากขึ้นมา 2,429 เปอร์เซนต์ แล้วก็ตกลงมาอย่างรวดเร็วถึง 80 เปอร์เซนต์ รูปแบบการเปลี่ยนแปลง ของดัชนีตลาดหุ้น แสดงให้เห็นถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศจีนและรัสเซียแล้ว เพียงแต่ยังไม่ปรากฎให้เห็นในช่วงเวลานี้เท่านั้น มีข่าวว่าประเทศจีนได้ขายพันธบัตรที่ซื้อไว้กับรัฐบาลสหรัฐออกมา 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดูจากข้อมูลแล้วน่าจะเป็นจริง ทั้งนี้เพราะธนาคารกลางจีนพยายามที่จะกลับไปผูกค่าเงินไว้ตายตัวอีกครั้ง เมื่อ WF พยายามแลกหยวน เอาเงินเหรียญสหรัฐกลับคืน (คิดว่าเงินหยวนได้เสียหาย) ทำให้ทำสำรองของจีนลดลง จีนจึงต้องขายพันธบัตรที่สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ได้ดอลลาร์ เพื่อนำมาขายให้กับนักปั่นเศรษฐกิจโลก หรือนักเก็งกำไร หรือ WF ที่ต้องการดอลลาร์ที่ประเทศจีน มีข่าวว่ารัสเสียปิดสถานกาสิโนใน ประเทศ 4 แสนแห่ง โดยเชื่อว่าทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียมีปัญหา ที่จริงการปิดบ่อนกาสิโนก็ถูกต้องแล้ว เนื่องจากเป็นแหล่งอบายมุข อบายมุขไม่เคยส่งผลดีต่อระบบ ไม่ว่าประเทศใดๆ แต่แหล่งอบายมุขที่ใหญ่กว่ากาสิโน คือตลาดหุ้น หากรัสเซียปิดตลาดหุ้น จะทำให้เศรษฐกิจของรัสเซียไม่เสียหายต่อเนื่องได้
ปลาย ปี 2008 - ต้นปี 2009 มีประเทศต่างๆต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมากเป็นประวัติการณ์ ประมาณ 10 ประเทศไอซ์แลนด์และประเทศประเทศปากีสถาน คือตัวอย่าง 2 ประเทศที่เข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเมื่อปลายปี 2008 ตลาดหุ้นตกหนัก อาจจะทำให้นักลงทุนหมดตัวได้ ปี 2538 มีนักลงทุนไทยคนหนึ่ง พยายามฆ่าตัวตายที่ตลาดหุ้น ต้นปี 2009 มีต่างชาติกระโดดตึกสนามบินสุวรรณภูมิตาย ทราบว่าเป็นคนจากประเทศไอซ์แลนด์ ผู้เขียนเชื่อว่า เขาอาจจะหมดตัวจากตลาดหุ้น และต่างชาติอีกคนหนึ่งผูกคอตายที่สะพานพระราม 8 หัวห้อยต่องแต่ง สัญชาติอิตาลี เชื่อว่าน่าจะหมดตัวจากตลาดหุ้นเช่นกัน หุ้นตกหนักทำ ให้นักลงทุนหมดตัว ตลาดหุ้นของประเทศใดตกหนัก ก็แสดงถึงการหมดตัวของประเทศนั้นเช่นกัน ไอซ์แลนด์ต้องเปลี่ยนผู้นำประเทศ จากบุรุษมาเป็นสตรีแทน ดูการขึ้นและการตกของตลาดหุ้นประเทศปากีสถาน ทำให้มีความเข้าใจว่า แท้จริงตลาดหุ้นหาใช่ดัชนีสะท้อนภาพเศรษฐกิจแต่อย่างใด ประเทศปากีสถานไม่ใช่เป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เคยยากจนอย่างไร ก็ยากจนอย่างนั้น แต่ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นถึง 1,361 เปอร์เซนต์ หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 15 เท่า จากนั้นก็พังทลายลงมา 69 เปอร์เซนต์ ลองดูที่กลไกความเสียหาย WF เอาเงินต่างประเทศ สมมุติว่าเป็นดอลลาร์ มาแลกเงิน Pakistan Rupee ได้ 1 Rupee แล้วนำไปซื้อหุ้นในตลาดหุ้นปากีสถาน ผ่านไป 6 ปี ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 15 เท่า เมื่อขายหุ้น ก็จะทำให้ได้เงิน Rupee มากกว่าเดิม 15 เท่า เอาเงิน rupee ดังกล่าว มาแลกดอลลาร์กลับคืน จะส่งผลให้ทุนสำรองฯของปากีสถานไม่พอให้แลกแน่นอน ทารุณมาก ส่งผลให้ปากีสถานต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ประเทศไทยเคนเข้าไอเอ็ม เอฟ มาแล้วถึง 2 ครั้ง และการแก้ปัญหา ก็ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของปัญหา ต้นเหตุของปัญหายังอยู่ โอกาสที่จะเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟอีก ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิม การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ หรือแม้บางประเทศเกิดวิกฤติเศรษฐกิจขนาดหนัก ที่ไม่ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟก็ตาม จะทำให้เกิดความเสียหายที่ต่อเนื่อง ไม่มีอะไรดีขึ้น ยกตัวอย่าง ประเทศสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นอเมริกาพังทลายถึง 2 ครั้งแล้ว ครั้งแรกในปี 1929 เกิดกับตลาด NYSE ดัชนี DJIA ตกลงถึง 89 เปอร์เซนต์ ที่ทำให้เกิด Great Depression ที่ลือลั่น เสทือนโลกมาแล้ว และครั้งที่ 2 เกิดที่ตลาดหุ้น Nasdad ในปี 2000 สหรัฐแก้ปัญหาการขาดสภาพคล่อง ด้วยการ กู้เงินมาปล่อยกู้ต่อ (CDO) และก็ออกเครื่องมือ CDI มาค้ำประกัน CDO แบบว่าให้เกิดความเชื่อมั่นเต็มที่ แต่เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ผิดทิศทาง ยิ่งสู้มากยิ่งเสียหายมาก สุดท้ายเศรษฐกิจของอเมริกสก็ล้มครืนทั้งระบบ ภาคการเงินก็ล้ม ภาคการผลิตจริงก็ล้ม ต่างให้ข่าวว่าเป็นปัญหาของ Sub Prime (ความเสียหายของผู้กู้รายย่อย) ดูแล้วหาใช่เกิดความเสียหายเฉพาะรายย่อยแต่อย่างใด Major Prime ก็พังทลายกันทั่วหน้า ไม่ว่าภาคการเงินอย่างเลห์แมน บราเธอร์ส และ เมอร์ริล ลินช์ หรือภาคการผลิตจริง อย่างจีเอ็มเป็นต้น ประเทศที่พบ กับภาวะวิกฟติเศรษฐกิจ จะเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ หรือไม่เข้าไอเอ็มเอฟก็ตาม ได้เกิดความเสียหายและเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ ธุรกิจที่สร้างมาเป็นเวลา 30 - 50 ปี จะต้องมาพังทลายตามการพังทลายของตลาดหุ้น ที่ทำให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย กำลังซื้อหดหาย ต้องปลดคนงาน ธุรกิจต้องถูกสถาบันการเงินยึด ล้มละลายหมดตัว การถูกยึดทรัพย์และล้มละลาย เปรียบไปแล้วก็เหมือนหญิงที่ถูกข่มขืน กระทำชำเรา หมดเนื้อหมดตัว ยากที่จะฟื้นคืนกลับมาดังเดิมได้ .........................................................................
WF ใช้วิธีแบ่ง พื้นที่การโจตีเศรษฐกิจเป็นภูมิภาค เช่นลากแนสแดกซ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเชือดในต้นปี 2000 แล้วก็ขนเงินมาลากโลกขึ้นมาเชือดในช่วงปลายปี 2007 แล้วก็เปลี่ยนภูมิภาคโจมตีไปเรื่อยๆ เขาจะมีกำไรจากเงินเก็งกำไร(Capital gain) ทั้ง 2 ตลาด คือมีกำไรจากทั้งตลาดทุน และมีกำไรจากตลาดเงินตรา แต่ความมั่งคั่งของระบบจะลดลงตลอดเวลา หรือเกิดความยากจนแผ่ขยายกว้างออกไปทั่วโลก ค่าของเงิน แสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่ง และความยากจนของระบบได้ ค่าของเงินที่เล็กลง ทำให้ต้องใช้เงินมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการ หากระดับน้ำ คือค่าของเงินโลก ตอไม้คือของทองคำ และ ที่ดิน เมื่อระดับน้ำลดลง ตอไม้จึงสูงขึ้น จึงเห็นว่าราคาทองคำและราคาที่ดินสูงขึ้น หรือ WF มีความสนใจต่อทองคำ และที่ดินมากขึ้น ข่าวในแต่ละวันเป็น ถูกควบคุมโดยกลุ่มผลประโยชน์ และเป็นข่าวที่มักง่าย จึงยากที่จะทราบข้อเท็จจริง แท้จริงแล้ว ทั้งประเทศไทย และทั่วโลกเสื่อมลงตลอดเวลา ลองตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้นในธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทุกแห่งของไทย แทบจะไม่เห็นมีชื่อของคนไทยแล้ว เกาะภูเก็ตแทบทั้งเกาะก็ไม่ใช่ของคนไทย ทุก วันนี้เงินเยอะมาก เงินท่วมโลก แต่เป็นเงินของ WF คนเหล่านี้ฉลาดหลักแหลม เขารู้ว่าเงินสกุลใดเสียหาย เขาก็จะทิ้งเงินสกุลนั้น ไปเก็บสกุลเงินหรือสินทรัพย์อื่นที่ไม่เสียหาย หรือไล่ราคาให้สูงขึ้น แล้วเทขายทำกำไรตามมา ทุกวันนี้เราได้ยินข่าวต่างชาติ หรือแขกจากตะวันออกกลาง มาตระเวณซื้อที่ดิน หรือที่นาในประเทศไทย ที่สุพรรณบุรีมีนายหน้า รวมรวมที่ดินเป็นผืนใหญ่ ขายไร่ละ 100,000 บาท ผู้เขียนเชื่อว่ามันไม่ใช่จะเกิดที่ประเทศไทยที่เดียว ก็อาจจะเกิดขึ้นกับทุกประเทศทั่วโลกเช่นกัน เงินมันเยอะ .........................................................................
ระหว่าง ปี 2000 - 2009 พบว่าการเปลี่ยนแปลงทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของโลก เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก เปลี่ยนแปลงแบบเบี่ยงเบน ตลาดหุ้นมีมากว่า 100 ปีแล้ว การพัฒนาตลาดทุน ยิ่งพัฒนายิ่งเสื่อม มีความเป็นอบายมุขมากขึ้น ได้มีการพัฒนารซื้อขายกระดาษออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่นการพัฒนาด้านตลาดตราสารอนุพันธ์ ทำให้ตลาดทุนเบี่ยงเบนหนัก ยิ่งเพิ่มความเสียหายของเศรษฐกิจโลกมากขึ้นไปอีก ส่วนแบ่งของการ ซื้อขายกระดาษ (Paper trade) จากที่เมื่อกว่า 100 ปีทีผ่านมา ไม่เคยมีส่วนแบ่งตรงนี้เลย ปัจจุบัน ธุรกรรมส่วนนี้มีส่วนแบ่งสูงกว่า 75 เปอร์เซนต์ หรือขนาดเท่าวัวในภาพ และนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วน แบ่งของภาคการผลิตจริง (Real trade) จากที่เมื่อก่อนมี 100 เปอร์เซนต์ ก็ลดลงตลอดเวลา ทุกวันนี้ ส่วนแบ่งส่วนนี้มีประมาณ 25 เปอร์เซนต์ หรือมีขนาดเท่าสุนัขในภาพ ธุรกรรมการซื้อขายกระดาษ มีการปั่นได้เป็นประเทศ เป็นภูมิภาค และเป็นทั้งโลก ดังเช่นทำให้เกิดการพังทลายของตลาดแนสแดกซ์ในปี 2000 แล้วเปลี่ยนมาทำลายตลาดหุ้นโลกในปลายปี 2007 ธุรกรรมการซื้อ ขายกระดาษคือต้นเหตุของปัญหา ที่ทำให้ธรุกรรมภาคการผลิตจริงมีปัญหา อุปมาอุปไมเหมือนกับคล้ายวัวไล่ขวิดสุนัข ฉันท์ใดก็ฉันท์นั้น แต่โลกกลับคิดแก้ปัญหาที่ภาคการผลิตจริงที่มีส่วนแบ่งธุรกรรมโลกเพียง 25 เปอร์เซนต์ แต่อย่างเดียว เช่นเรื่องการผลิต การพาณิชย์ การนำเข้า-ส่งออก การท่องเที่ยว การกีดกันทางการค้า ไม่ว่าการประชุม World Economics Forum, Asian Summit, G-20 Summit เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งนั้น มีประโยชน์น้อย เสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย เสียความรู้สึก เสียศีกดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โลก ไม่มีการประชุมใด คิดถึงปัญหาของการซื้อขายกระดาษ ที่มีส่วนแบ่งของธุรกรรม 75 เปอร์เซนต์ จึงเชื่อว่า ยากที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของโลกได้
บิล เกสต์ อยู่ในธุรกรรมภาคการผลิตจริง ถือเป็นสัมมาอาชีวะ วอร์เรน บัปเฟต อยู่ในธุรกรรมการซื้อขายกระดาษ เป็นอบายมุข ถือว่าเป็นมิจฉาอาชีวะ เชื่อว่าวอร์เรน บัปเฟต มั่งคั่งกว่า บิล เกสต์ เป็นตัวอย่างที่เบี่ยงเบนของเศรษฐกิจโลกยุคปัจจุบัน
การควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุนทำได้ โดยกลับไปสู่อดีต(Back to Basic) คือการไม่มีตลาดทุน ให้เหลือเฉพาะตลาดเงินอย่างเดียว
......................................................................... เศรษฐกิจพอเพียง ? การทำโฆษณาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นนำพระราชดำรัสมาทำหากินส่วนตน ผิดทิศทาง ไม่คำนึงผลตอบแทนที่จะกลับคืนมา พอจะทราบล่วงหน้า ว่าไทยจะเกิดวิกฤติรุนแรง กระทั่งเข้าไอเอ็มเอฟอีก หรือไม่ ? ข่าวช่วงนี้ ประธานไอเอ็มเอฟ ถูกนักศึกษาที่ประเทศตุรกีใช้รองเท้าปาใส่ ช่วงที่ไปประชุมพิจารณาให้เงินกู้แก่ตุรกี ประเทศตุรกีเคยเข้าไอเอ็มเอฟมาแล้วเช่นกัน เงินไอเอ็มคือการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ดัชนีตลาดหุ้นประเทศตุรกีเป็นดัชนีที่เบี่ยงเบนสูงที่สุดในโลก ส่งผลให้ค่าเงิน Lira ของตุรกีตกถึง 1,700,000 Lira/USD ทุกวันนี้มีการปรับค่าเงินมาที่ 1.70 Lira/USD ไม่ทราบว่าปรับแบบไหนเช่นกัน เศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นอย่างไร ไม่มีใคร เก่งกว่า World Fund (WF) ผู้เขียนไม่อยากตำหนิ WF แต่โลกสร้าง "ตลาดหุ้น" มาเป็นเครื่องมือให้ WF ทำลายโลกเอง เปรียบไปแล้วเหมือนพ่อแม่สร้างเครื่องมือมาทำร้ายลูกของตัวเอง เป็นแต่เพียงเราไม่ทราบว่าเครื่องมือนั้นทำร้ายลูกของเราแบบไหน อย่างไรเท่า เท่านั้น สหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย กำลังแพ้สงครามเศรษฐกิจ นี่คือส่งครามโลกครั้งที่ 3 แพ้ให้กับ WF แพ้อย่างย่อยยับ เพียงแต่ความพ่ายแพ้เกิดขึ้นไม่พร้อมกันเท่านั้น ช่วง 6-7 ปีมานี้ ผู้คนเห็นว่าประเทสจีนมั่งคั่งอย่างผิดหูผิดตา ..แต่ว่า ความเสียหายยังไม่ได้แสดงตัวเท่านั้น จีน และอเมริกาหลงผิด คิดว่ากำลังทำสงครามเศรษฐกิจระหว่างกัน แต่ทั้ง 2 ประเทศไม่ทราบว่ามีศัตรูร่วมกัน คือสิ่งผิดปกติในระบบ "ตลาดทุนที่พัฒนามาถึงจุดเสือมสูงสุด" ที่จะเป็นตัวทำร้ายทั้งอเมริกา ทั้งจีน และทั้งโลก.. @@@ ......................................................................... ...
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/indexthai/2009/10/05/entry-1
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๐๖ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๐:๕๙ น. |




























