| คุณไพศาล พืชมงคล อดีต สนช. Phone in USA เรื่องไทยอาจเสียพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อย่างถาวรถ้าไม่ปรับมาตรการและท่าทีการเจรจา |
|
|
| ข่าว - รายงานพิเศษ | |||||||||
| เขียนโดย กองบรรณาธิการ | |||||||||
| วันพุธที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๔๗ น. | |||||||||
|
![]() คุณไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัณฑิตแห่งชาติ Phone in USA เรื่อง ไทยอาจเสียพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อย่างถาวรถ้าไม่ปรับมาตรการและท่าทีการเจรจา ก่อนการให้สัมภาษณ์ คุณรังสิต คงจันทร์ ในรายการเหตุบ้านเหตุเมือง เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ ๒๕ กันยายน 2552 ทาง NAT TV LOS ANGELES คุณไพศาล พืชมงคล ได้กล่าวว่าเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ประชาชนชาวไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความกังวล ห่วงใยต่อการประชวร ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ตอนนี้มีข่าวดีที่สำนักพระราชเลขาฯ ได้มีประกาศว่าพระอาการประชวรใกล้หาย เสวยพระกระยาหารได้แล้วและอยู่ในระหว่างกายภาพบำบัด คนไทยก็ดีใจกันทั่ว ซึ่งคนไทยทุกหมู่เหล่าได้เดินทางไปถวายความจงรักภักดีอย่างท่วม ท้น เป็นข่าวดีที่ขอบอกกล่าวพี่น้องชาวไทยเป็นข่าวแรก ในประเด็นคำถามถึงข้อพิพาท ไทย-กัมพูชา ต่อปัญหาเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเล ได้รับการชี้ แจงจากคุณไพศาลว่า เรื่องนี้ประชาชนคนไทยห่วงใยกันมาก เพราะว่ารัฐบาลท่านก็พูดของท่านอยู่คำเดียวว่ากำลังเจรจาอยู่ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเจรจากันไปอีกนานเท่าใด และในขณะที่เจรจากันนั้นเขมรก็รุกคืบเข้ามา ในทางบก ขณะนี้บนพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร รอบประสาทเขาพระวิหาร เขมรได้เข้ามาตั้งบ้านเรือน ร้านค้า และเอาทหารเข้ามาโดยการบวชเป็นพระ อยู่ในวัดจนเต็มพื้นที่แล้ว เมื่อวันก่อน รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้ไปสำรวจพื้นที่ที่ถูกยึดครอง ถัดมาเพียงวันเดียวกระทรวงกลาโหมของเขมรได้ออกแถลงการณ์ว่ารัฐมนตรี ว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยได้ขออนุญาตเข้าไปในพื้นที่ของเขา และผู้บัญชาการทหารบกของเขาได้ให้ การต้อนรับอย่างสมเกียรติ ไทยก็ไม่ได้ประท้วงคำแถลงการณ์อันนี้ ซึ่งก็เท่ากับเป็นการยอมรับอีก นี่ก็เป็นปัญหาที่น่าห่วงใยมาก โดยเฉพาะเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ที่จะถึงนี้ ผู้แทน ๗ ชาติของยูเนสโกจะเข้ามาบริหาร จัดการในเนื้อที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกที่กัมพูชาได้ทำไว้ ทั้งที่ศาลรัฐธรรม นูญพิพากษาว่าการแถลงการณ์ร่วมใช้ไม่ได้แล้ว รัฐบาลไทยก็ไม่ยอมบอกเลิกเพิกถอนอันนี้โดยอ้างว่าสิ้นผลแล้ว แต่เขมรมิได้คิดเช่นนั้น เมื่อถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เมื่อใด ผู้แทน ๗ ชาติเข้ามาจะทำให้เขมรถือยึดครองพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งยึดครองทางพฤตินัยไปเรียบร้อยแล้วก็จะสมบูรณ์ในทางนิตินัยด้วย ซึ่งผู้แทน ๕ ชาติที่เข้ามา เป็นมหาอำนาจทั้งสิ้นโดยมีไทยกับเขมรรวมเป็น ๗ ชาติ ถ้ามหาอำนาจเข้ามาแล้วไทย จะไปผลักดันอะไรได้อีกหรือ ก็จะเป็นการแสดงว่าไทยเสียดินแดนอย่างสมบูรณ์แล้วและทางการทูต ได้ทราบว่า เขมรกำลังเตรียมทีมทนายที่จะยื่นฟ้องต่อศาลโลก เขมรบอกว่ามีหลักฐานอย่างพร้อมมูลไม่ว่าจะเป็นการแถลงการณ์ร่วม หรือ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไทยว่าเป็นพื้นที่เป็นของเขมรไปแล้ว การฟ้องร้องคดีต่อศาลโลกจะไม่มีความหมายถ้าไทยไม่ยินยอม แต่เกรงว่ารัฐบาลไทยจะมีการสมรู้ร่วมคิดกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นไทยก็ จะเสียดินแดน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อย่างสมบูรณ์และถาวร อันนี้เป็นความน่าห่วงใย ตอนนี้ในภาคประชาชน คุณวีระ สมความคิด ได้พาคนขึ้นไปก็เพื่อประกาศให้โลกรู้ว่า คนไทยไม่ยอมรับว่าเป็นที่ทับซ้อนหรือเป็นที่ของ เขมรเพื่อให้ยูเนสโก ทำอะไรไม่ได้ ซึ่งดินแดนส่วนนี้ ผบ.ทบ. ท่านก็รับรู้และยืนยันว่าเป็นพื้นที่ของประเทศไทย เพราะฉะนั้น เป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่พื้นที่อ้างสิทธิหรือพื้นที่ทับซ้อน แต่เป็นดินแดนของประเทศไทยตามความเห็นของ ผบ.ทบ. และการรับรู้ของประชาชนคนไทยทุกคน ส่วนที่ว่ารัฐบาลบอกว่ากำลังเจรจากันอยู่ แต่ไทยไม่มีกำลังแห่งชาติไปค้ำยัน การเจรจาทางการฑูตในขณะที่เหมือนข้าศึกยึดครองแผ่นดิน มันเป็นการเจรจาในฐานะที่เราเป็นเชลยศึกเท่านั้นจะไม่มีวันสำเร็จใด ๆ แต่ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีนั้น เป็นสถานการณ์ทางบก ส่วนในทางทะเลก็ปรากฎว่าพื้นที่ที่บอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน เขมรก็ให้สัมปทานในแปลงที่ ๓ กับฝรั่งเศส และเมื่อสองวันก่อนก็ให้สัมปทานที่ ๔ กับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจที่จะเข้ามา จัดการกับพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร จะเห็นว่าประโยชน์มันทับซ้อนกันอย่างไร รัฐบาลไทยควรประท้วงก็ไม่ประท้วง มิหนำซ้ำนักวิชาการบางคนยังตอกย้ำว่าพื้นที่เป็นของเขมร นี้เป็นสถานการณ์ทั่วไปของปัญหาชายแดนไทย-เขมร ต่อคำถามเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุณไพศาลให้ความเห็นว่า ยังมั่นใจคุณอภิสิทธิ์ ว่าจะไม่ร่วมกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ ท่านได้พูดมาตั้งแต่ต้นแล้วว่ายังไม่มีความจำเป็นจะต้องแก้ไข และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อการแตกสามัคคีในปัจุบัน จะยิ่งทำให้การแตกความสามัคคีมีมากขึ้น แต่แรงกดดันจากพรรคร่วม รัฐบาลก็ดี พรรคฝ่ายค้านก็ดี คิดว่าพรรคประชาธิปัตย์ คงรับไม่ไหว เพราะกระแสตอนนี้เป็นกระแสที่จะแก้ไข รัฐธรรมนูญให้ได้ แต่ภาคประชาชน นักวิชาการ และคนที่รักชาติทั้งหลายกำลังออกแถลงการณ์โต้แย้งคัดค้าน กันจ้าละหวั่น ทีนี้มาดูกันว่าเขาแก้อะไรกันบ้าง รัฐธรรมนูญชุดนี้เดิมเขาจะตั้งกรรมการวิสามัญของรัฐสภา แต่ปรากฎว่ามันขัดต่อกฏหมายและข้อบังคับของรัฐสภาจึงใช้วิธีเลี่ยงเอา โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสองชุดเป็น คณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งในคณะกรรมการก็รู้กันแล้วว่าจะทำอะไรกัน ในที่สุดก็มีมติให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๖ ประเด็น ซึ่ง ๕ ประเด็นแรกเป็นประโยชน์ต่อ สส. สว. และพรรคการเมืองทั้งสิ้น ประเด็นสุดท้ายก็เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลในการที่จะใช้อำนาจทำสนธิสัญญาที่อาจจะกระทบต่อเอกราชและอธิปไตยของชาติได้ตามอำเภอใจ และก็มี สส. สว. กลุ่มหนึ่งใจร้อนเข้าชื่อกันขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย พอยื่นเรื่องกระแสคัดค้าน กันทั่วประเทศ และมีผู้ไปฟ้องร้องต่อคณะกรรมการ ปปช. และ กกต. เพื่อที่จะถอดถอน สส. สว. เหล่านั้น ก็เริ่มทยอยถอนชื่อกันไป แต่มีพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคฝ่ายค้านยังเดินหน้าต่อไป การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ทั้ง ๖ ประเด็น ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะเป็นที่รู้กันอยู่ว่ามันไม่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนเลย และคงจะ ไม่เกิดความสมานฉันท์ด้วย การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มันเป็นผลประโยชน์ของนักการเมืองล้วนๆ และเอาประเทศชาติไปตกอยู่ในความเสี่ยง รัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้มีบทบัญญัติว่าการทำสนธิสัญญาต้องขออนุมัติรัฐสภา ยังไม่ขออนุมัติกันเลย ออกไปทำกันดื้อๆ และเกิดความเสียหายต่อบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง ถ้าแก้ตรงนี้ไป คือรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ เป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองรัฐเพื่อไม่ให้รัฐบาลชั่วๆ เอาไปทำให้เสียหายจึงต้อง ขออนุมัติจากรัฐสภาเสียก่อน เพื่อเอาอำนาจของปวงชนชาวไทยในรัฐสภานั้นไปค้าน ไปถ่วงดุลย์ในการเจรจาทางความเมือง เพราะฉะนั้น มาตรานี้เป็นมาตราที่มีมานาน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญไทยมีมาตั้งแต่ฉบับแรก ถ้าไปรื้อถอนอันนี้เสียมันจึงเท่ากับรื้อเกราะคุ้มกันประเทศชาติ ประชาชน และคุ้มครองรัฐบาลด้วย ถามว่ามาตรา ๑๙๐ มันมีปัญหาอะไรบ้าง มาตรา ๑๙๐ ในการทำสนธิสัญญาเขียนไว้ชัด แต่รายละเอียดรัฐธรรมนูญบอกว่า ต้องไปออกกฎหมายลูก รัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้มาแล้ว ๒ ปี เศษ ยังไม่สามารถออกกฎหมายลูกได้เลย มีแต่จะแก้มาตรา ๑๙๐ และนี้คือการเสี่ยงภัยของเอกราชอธิปไตย และผลประโยชน์แห่งชาติอย่างใหญ่หลวงอีกครั้ง หนึ่งที่จะตกไปอยู่ในมือของนักการเมืองโดยไม่มีการตรวจสอบและได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อน ประชาชนคนไทยไม่ยอมแน่ สำหรับเรื่องกล้ายางได้สั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมของประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กระบวนการยุติธรรมเป็นสัญลักษณ์ เป็นขื่อแปของบ้านเมือง ไม่เห็นหรือว่าในยามเกิดศึกสงคราม กระบวนการยุติธรรมก็ยังเข้มแข็งไม่มีสั่นคลอน แต่วันนี้กระบวนการยุติธรรมของประเทศไม่ว่าขั้นไหน ได้รับผลกระทบกระเทือน กระทั่งแทบว่าจะหมดความเชื่อถือไปจากความรู้สึกของประชาชน ก็เหมือนขื่อแปบ้านเมืองกำลังทลายลงมาแล้วหลังคาบ้านและบ้านจะอยู่ได้อย่างไร อันนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ส่งสัญญาณอันตรายร้ายแรงที่สุดมาถึงประเทศไทยแล้ว สุดท้ายคุณไพศาลได้ขอบคุณคนไทยในอเมริกาและคนไทยในต่างแดนทุกคนที่ห่วงใยบ้านเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่า ชื่นชมอย่างที่สุด สมัชชาประชาชนไทยแห่งอเมริกาเหนือและรายการเหตุบ้านเหตุเมือง ขอขอบพระคุณ คุณไพศาล พืชมงคล เป็นอย่างยิ่งที่ได้กรุณามาให้ความรู้และข้อคิดเห็นในประเด็นสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านในเมืองของเราขณะนี้ และเป็นเรื่องราวที่ประชาชนคนไทยจะต้องช่วยกันติดตามต่อไป.
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันพุธที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๕๖ น. |





