| 13 ปีการพันตู กับ อภิสิทธิ์ |
|
|
| ข่าว - รายงานพิเศษ | |||||||||
| เขียนโดย กองบรรณาธิการ | |||||||||
| วันอังคารที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๕๔ น. | |||||||||
|
(1) Entry นี้มี 2 ตอน คือตอนแรก(1) กับตอนท้าย(2) อ่านตอนไหนก่อนก็ได้ เป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน นักการเงิน การธนาคาร นักลงทุน นักเศรษฐศาสตร์ นักบริหาร นักการศึกษา ฯลฯ น่าจะได้ศึกษา
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ไทย ความคิดเห็นของผู้อ่านในเอ็นทรี่เรื่อง "อันตรายจากดัชนีตลาดหุ้นและตลาดหุ้น.."
คุณบรรยง คือคุณบรรยง วิทยวีรศักดิ์ เจ้าของบล๊อก http://www.oknation.net/blog/banyong "ข้อคิดเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง ที่เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่น่าสนใจ" ซึ่งคุณบรรยงเขียนด้วยภาษาง่ายๆ เข้าใจได้ง่าย ข้อมูลส่วนใหญ่ทันสมัยกับแต่ละช่วงเวลา ผู้เขียนเป็นแฟนประจำของบ ล๊อกเกอร์บรรยง และใช้ข้อมูลในบล๊อกบรรยงไปอ้างอิงงานที่ผู้เขียนนำเสนอเป็นประจำ คุณบรรยง ยังมีงานเขียนอยู่กับหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจด้วย
ผู้ เขียนมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์น้อย จึงได้นำข้อมูลดังกล่าวนี้ไปป้อนเข้าคอมพิวเตอร์ด้วยมือ ผู้ที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์คงสามารถดึงข้อมูลจากเครื่องสู่เครื่องได้ แต่ข้อมูลบางอย่าง ผู้เขียนก็สามารถดึงข้อมูลจากเครื่องสู่เครื่องได้ จาก นั้นก็นำข้อมูลมายำ พัฒนาเป็นดัชนีต่างๆ ตามที่ต้องการ เช่นดัชนีตลาดหุ้นของประเทศไทย ดัชนีของตลาดหุ้นภูมิภาค ดัชนีตลาดหุ้นโลก และดัชนีค่าเงินของภูมิภาค ทำให้ผู้เขียนมีดัชนี และพัฒนาดัชนี ต่างๆขึ้นมาไว้ดูเอง ประมาณ 200 ดัชนี ดัชนีต่างๆเหล่านี้จึงผ่านตาผู้เขียนทุกวัน ไม่น้อยกว่า 15 ปี ทำให้ผู้เขียนเห็นภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของทุกประเทศทั่วโลกด้วยตน เอง ไม่ว่าตลาดหุ้น ค่าเงิน และราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลก และทำให้ทราบว่าปัญหาทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาค และของโลก เกิดจากอะไร เป็นแบบไหน และอย่างไร 20 ปีที่ผ่านมา ใช้คอมพิวเตอร์ไป 4 เครื่อง ตั้งแต่ใช้ดิสค์เก็ตต์ 5" มาจนถึงเครื่องไม่ต้องใช้ดิสค์เก็ตต์ เครื่องสีเทาขวามือ ยังเป็น Widows 98 และใช้ Dos เหตุเพราะไม่พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันกับโปรแกรมที่เปลี่ยนไป และโปรแกรมที่สร้างเองโดยโปรแกรม Dos OS ก็ใช้ได้ดีพอสมควร จึงไม่ได้เปลี่ยน เรื่องนี้ก็เป็นบทเรียน ทีหลังต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ส่วนเครื่องสีดำได้มาเมื่อปี 2550 ทุกวันนี้ใช้คอมพิวเตอร์ 2 ตัว ซีพียู 2 ตัวตั้งไว้ที่โต๊ะตัวหนึ่ง จอ คีย์บอร์ดและเมาส์ เอามาไว้ด้วยกันที่โต๊ะอีกตัวหนึ่ง ....................................................
ดัชนีตลาดหุ้นคือหนึ่งในปัญญาของตลาดหุ้นทั่วโลก ดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง (มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง) จะอ่อนแอสูง และถูกปั่นได้ง่าย นักลงทุนข้ามชาติ (World Fund / WF) มีทุน มีความรู้ มีประสบการณ์สูง และมีเครือข่าย ดัชนีที่อ่อนจะถูก WF ปั่น สร้างภาพลวงตาแก่นักลงทุนท้องถิ่นได้ง่าย สามารถใช้ดัชนีตลาดหุ้นกดดันให้นักลงทุนท้องถิ่นซื้อหรือขายหุ้นได้ พบว่าประเทศที่ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ ส่วนใหญ่มาจากดัชนีตลาดหุ้นที่มีค่าเบี่ยงเบนมาตราฐานสูง หรือแกว่งตัวสูง
เป็น เอกสารที่ทำการบันทึก ถึงการศึกษาถึงคุณสมบัติของกลุ่มข้อมูลที่ใช้สร้างดัชนี ผู้เขียนเคยผ่านงานด้าน R & D มาก่อน ทราบว่า เป็นเรื่องที่สำคัญ บทความนี้ได้ส่งให้ตลาดหลักทรัพย์(ตลท.) และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง
TISCO Index เคยเป็นหนึ่งดัชนีของตลาดหุ้นไทย สร้างโดยบงล.ทิสโก เป็นดัชนีราคา (Price weighted index) หลังปี 2540 บงล.ประสบปัญหาเช่นเดียวกับสถาบันการเงินทั้งหลาย ต้องเข้าโครงการปรส.และบบส. TISCO Index จึงยุติการนำเสนอต่อสาธารณะลง นอกจากจะมี TISCO Index แล้ว ยังมีดัชนี CMRI Index ด้วย ก็หายไปเช่นกัน
SET Index เป็นดัชนีตัวแรกของประเทศไทย เกิดขึ้นพร้อมกับการเปิดตลาดหุ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2518 (1975) SET Index เป็นดัชนีที่นำมูลค่าตลาดมาคำนวณสร้างทำเป็นดัชนีตลาดหุ้น จึงเรียกว่าดัชนีมูลค่าตลาด (Market capitalization weighted index) SET Index เบี่ยงเบนสูงเป็นลำดับที่ 7 ของโลก นำพาให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย ภาคการเงิน และภาคการผลิตจริงล้มทั้งประเทศ กระทั่งต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้งแล้ว ประเทศไทย ตั้งกรุงเทพฯ มา 193 ปี อาจจะมีปัญหาข้าวยาก หมากแพง เนื่องจากภาวะสงครามโลก แต่ไม่เคยมีวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติเศรษฐกิจของประเทศไทย 2 ครั้งที่ผ่านมา เกิดขึ้นในปีที่ 3 และปีที่ 19 ของการตั้งตลาดหุ้น การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ คือภาวะการหมดตัวของประเทศ ทุนสำรองฯไหลออกจากประเทศแทบหมด จนต้องเข้าขอความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟ ประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมา 2 ครั้ง เราไม่ได้เรียนรู้อะไรจากการเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งแรก หรือการเตรียม การหลังการเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟไม่ถูกต้อง หลังการเข้าโครงการไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 ก็ไม่ได้มีการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ มาทำแต่เรื่องธรรมมภิบาล หากเป็นเช่นนี้ การเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 3 หรือ 4 หรือครั้งต่อๆมา ก็ต้องเกิดขึ้นอีก ทุก วันนี้ไม่มีใครทราบ ค่าเงิน Lira ของประเทศตุรกี ตกถึง 1,7xx,xxx Lira/USD (หลักล้าน) ค่าเงินของประเทศซิมแบบเว ตกถึง 1,2xx,xxx ZWD/USD (หลักล้าน) มีต้นเหตุมาจากความผิดปกติของตลาดหุ้น และมันก็มีโอกาสจะเกิดกับประเทศไทย และประเทศอื่นๆได้อีกเช่นกัน ข้อมูลในวงสีแดงที่ทำไว้ คือกลุ่มข้อมูลที่นำมาคำนวณหาคุณสมบัติของดัชนี เช่นค่าเบี่ยงมาตราฐานเป็นตัน (ซึ่งผู้เขียนนำไปเสนอไว้ในช่วงท้ายบทความ)
คือ การใช้วิธีคำนวณ โดยไม่ให้ข้อมูลตัวหนึ่งตัวใดมีอิทธิพลหรือมีน้ำหนักต่อดัชนี เรียกวิธีนี้ว่า Equal weighted index หรือ Non weighted index
ได้ทำการเปรียบเทียบการเปลี่นแปลงของดัชนีในช่วงเวลาเดียวกัน ปรับฐานให้เท่ากัน พบว่า SET50 และ SET ตกแรงกว่าเพื่อน .................................................... นอกจากติดตามศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ตลาดทุน ตลาดเงิน ตลาดเงินตราแล้ว ก็ยังได้เขียนบทความทางเศรษฐกิจด้วย
หลังจากบทความดังกล่าว ถึงปัจจุบัน เกิดเหตุการณ์วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศต่างๆหลายประเทศ และของโลก ยิ่งย้ำยืนยันว่า ข้อมูล ความรู้ ความเข้าใจ(ไม่ใช่ความเชื่อ)ของผู้เขียนถูกต้อง
เพราะ ตลาดหุ้นพังทลายแรงในปี 2537 ต่างหาก ที่ทำให้สภาพคล่องเสียหาย ค่าเงินบาทเสียหาย World Fund (WF) รู้ว่าค่าเงินบาทเสียหาย จึงทิ้งบาท ไปเก็บเงินสกุลอื่นแทน ขายหุ้นทิ้ง เพื่อได้บาท เอาบาทมาซื้อดอลลาร์ หุ้นยิ่งตกหนักลงไปอีก มีการบังคับขายหุ้นอีก หุ้นก็ยิ่งตกหนักลงไปอีก มีการผูกค่าเงินไว้ตายตัว ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนกว่าความเป็นจริง ทำให้ WF ขายบาทได้ราคาสูง หรือซื้อดอลลาร์ได้ราคาต่ำ ข่าวบอกว่า "มีการโจมตีค่าเงินบาท" นักวิชาการบางท่านบอกว่า เลือดไหลออกซิบๆ แต่ไม่สามารถบอกถึงต้นเหตุ ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ ได้แต่กล่าวโทษจอร์จ โซรอส หากโซรอสไม่ทราบว่าบาทเสียหาย เขาจะมาโจมตีบาทได้อย่างไร หรือจะมาโจมตีบาทได้อย่างไร
สินทรัพย์ ของนักลงทุน ก็คือสินทรัพย์ของชาติ การบังคับขายหุ้นของนักลงทุน ก็คือการบังคับขายชาติ กลายเป็นการบังคับขายเงินบาทด้วย ทุกวันนี้สินทรัพย์ของประเทศไทยตกเป็นของต่างชาติอย่างมาก บางทีชื่อเป็นของคนไทย แต่ก็เป็นนอมินีของต่างชาติ ธนาคารทหารไทย ก็มีเพียงชื่อว่าเป็นไทย แต่เจ้าของใหญ่คือต่างชาติ
....................................................
พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ พรรคความหวังใหม่ ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นรมว.กระทรวงต่างประเทศ ภายหลังการลอยค่าเงินบาท ต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟครั้งที่ 2 พล.อ.ชวลิตต้องลาออกจากตำแหน่ง รัฐบาลพล.อ.ชวลิตสิ้นสุดลง เป็นที่มาของรัฐบาลชวน-2
ตอนหลังนายปกรณ์ มาลากุล ไปเป็นกรรมการปรัฐโครงสร้างหนี้ทีพีไอ แล้วทีพีไอเปลี่ยนชื่อมาเป็นไออาร์พีซี และก็ได้มาเป็นกรรมการไออาร์พีซีต่ออีก ทีพีไอล้มลงจากการพังทลายของตลาดหุ้น ที่นายปกรณ์ มาลากุลเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และล่าสุดนายปกรณ์ มาลากุลก็ได้กลับมาเป็นประธานตลาดหลักทรัพย์อีก ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ธ.กสิกรไทย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ได้มาเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกสิการไทย(KBANK) ที่เสียหายจากการพังทลายของตลาดหุ้นในช่วงที่ตนเองเป็นรองเลขาธิการกลต.เช่น กัน ดูเหมือนว่าธนาคารกสิการไทยไม่ใช่ธนาคารของคนไทยแล้ว ตกเป็นของต่างชาติไปแล้ว ดูจากรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 10 อันดับ ล้วนเป็นต่างชาติ บริษัทไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ก็ถือโดยต่างชาติ เพียงไม่มีสิทธิ์โหวตเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นเท่านั้น มีชื่อสำนักงานประกันสังคม(2 กรณี) รายเดียวที่เห็นว่าเป็นคนไทย ตัวเลขการถือหุ้นของคนไทยใน KBANK นี้ แย่ลงกว่าที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ หาใช่ว่าเฉพาะเขาพระวิหารเท่านั้นจะตกเป็นของกัมพูชา ดูเหมือนว่าทุกวันนี้ มันไม่มีอะไรเหลือเป็นของคนไทยแล้ว ที่ว่าให้ต่างชาติถือหุ้นสถาบันการเงินไทยได้ไม่เกิน 25 เปอร์เซนต์ เป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง หรือเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว ที่เป็นเช่นนี้ เพราะมีสิ่งผิดปกติอยู่ในระบบเศรษฐกิจ และจะเดินหน้าเลวร้ายต่อไปเรื่อยๆ ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตเคยเป็นผู้ดูแลหุ้น และกำกับตลาดหุ้น ที่ทำให้ตลาดหุ้นพังทลาย ส่งผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จนต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 ดูแล้วก็เท่ไม่หยอก เป็นคนไทย แล้วได้มาเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทต่างชาติ (KBANK) วิงวอนคนไทย เลิกส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศ ไปเรียนมาแล้ว ก็คิดเองไม่เป็น ทำให้ประเทศชาติล่มจม ไม่ใช่เรื่องดีเลย ความผิดปกติของระบบทุกวันนี้ ทำให้สภาพคล่องล้นประเทศ หาคนกู้เงินได้น้อย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง คนฝากเงินได้ดอกเบี้ยเรี่ยดิน
ดัชนี ในแต่ละนาที หรือในแต่ละวันหลังตลาดปิด คือค่าตัวกลางอยู่แล้ว การวัดค่าเบี่ยงเบนของดัชนี ก็คือต้องนำกลุ่มข้อมูลที่ทำให้เกิดดัชนี มาคำนวณหาคุณสมบัติของดัชนี (วงกลมสีแดง ที่เคยนำเสนอไว้ในช่วงต้น) ไม่ ใช่เอากลุ่มตัวเลขของดัชนีช่วงใดช่วงหนึ่ง เช่น ตัวเลขดัชนีต้นปี-ปลายปี มาทำการวัดค่าคุณสมบัติของดัชนี เหมือนที่ผู้บริหารระดับสูงของตลาดแสดงให้ดู
พอ ดีรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ได้มาเป็นรัฐบาลแทนรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้เขียนได้โอกาสส่งจดหมาย ต่อเนื่อง เรื่องของปัญหาตลาดหลักทรัพย์ มายังนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี
ตลาดหลักทรัพย์ยืนยันการวัดคุณสมบัติของดัชนีแบบไม่ถูกต้องของเขามายังผู้เขียนอีก
ตลาดหลักทรัพย์ยังคง ยืนกราน การวัดคุณสมบัติของดัชนีแบบไม่ถูกต้องเหมือนเดิม เรื่อง ทั้งหลายจบลงตรงนี้ โดยไม่สามารถทำความจริงให้ปรากฎได้ โดยที่สำนักนายกรัฐมนตรี ก็ไม่ได้เข้ามาดูแล ปล่อยให้ผู้เขียนโต้ตอบกับเจ้าหน้าของตลาดหลักทรัพย์ตามลำพัง จาก ปี 2539 - 2540 ถึงทุกวันนี้ เป็นเวลา 12-13 ปีแล้ว มีอินเตอร์เนทให้ติดตามข้อมูลดัชนีตลาดหุ้นได้ทั่วโลกได้มากขึ้น ลึกลง ได้ศึกษาข้อมูลได้ละเอียดขึ้น ยืนยัน(Confirm)ว่า ความเข้าใจของผู้เขียนช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา ถูกต้อง สามารถทำเป็นข้อมูลสรุปล่าสุดได้ ตามบทความนี้ "อันตรายจากดัชนีตลาดหุ้นและตลาดหุ้น.."
เป็น ประสบการณ์ว่า คนไทย อย่าหวังว่าไปร้องเรียนนักการเมือง หรือข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้อง จะได้รับการตอบสนองที่ถูกทาง ประเทศไทยคิดเองไม่เป็น เชื่ออย่างเดียว เศรษฐกิจอเมริกาก็ล่มแล้ว แต่เราชอบทำอะไรตามอเมริกา ไม่ว่าเรื่อง Maintenance margin & Forced sale และอื่นๆ นักการเมืองเชื่อหรือถูกข้าราชการจูงจมูกตลอดเวลา เขาเชื่อในตัวบุคคล มากกว่าสาระของคน หากตลาดหลักทรัพย์ยอมรับ SET Index เบี่ยงเบนสูง ไม่ถูกต้อง ก็จะกลายเป็นความผิดของพวกเขา หน่วยงานระดับสูงสุดของประเทศจะทำไม่ถูกต้องได้อย่างไร มีการออกข่าวสร้างภาพให้เห็นว่าน่าเชื่อถือเป็นระยะๆ นี่คืออันตรายจากข้าราชการและนักวิชาการระดับสูงของประเทศไทย ตลาดหุ้นนำพาประเทศไทยเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟมาแล้วถึง 2 ครั้งแล้ว จะบอกว่าถูกต้องได้อย่างไร ? ความเสียหายจากการพังทลายของตลาดหุ้นในปี 2537 ผู้เขียนลองคำนวณเคร่าๆ เช่นความเสียหายมูลค่าตลาด การบังคับขายหุ้นนักลงทุนไทย ความเสียหายของค่าเงินบาท ความเสียหายของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบการเงิน ความเสียหายของสถาบันการเงินเอกชนและรัฐ ความเสียหายของภาคการผลิตจริง การเสื่อมค่าของราคาสินทรัพย์ ความเสียหายของเกษตรกรและชาวบ้านที่ธกส.ยึดที่ดิน ที่เกษตรกรนำมาจำนอง และไม่สามารถหาเงินมาไถ่ถอนคืนได้ ประมาณ 40 ล้านไร่ รวมทั้งความเสียหายด้านดอกเบี้ยของผู้ฝากเงิน รวมแล้วประมาณ 9.5 ล้านล้านบาท ความเสียหายดังกล่าว ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกวันนี้ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยก็ยังผุพัง เสื่อมลงตลอดเวลา แต่ทางการ สรุปต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจว่า 1) เพราะจอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาท 2) เอกชนไทย ไม่มีธรรมาภิบาล ไปเอาผิดอะไรจอร์จ โซรอสก็ไม่ได้ แต่หันมาเล่นงานเอกชนไทย ตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาลแห่งชาติ รณรงค์ให้เอกชนไทยมีธรรมาภิบาล รัฐบาลชวน-2 ออกกฎหมาย ตั้งปรส.มายึดสินทรัพย์สถาบันการเงินที่มีปัญหา นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนยกรัฐมนตรีในรัฐบาลทักษิณอธิบายว่า หนี้เสียในระบบ เปรียบเสมือนก้อนหินขวางธารน้ำไหล หากเอาก้อนหินออก ก็จะทำให้น้ำไหลดีขึ้น (จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น) รัฐบาลทักษิณ เลียนแบบรัฐบาลชวน 2 ออกกฎหมายตั้งบสท.มายึดทรัพย์ภาคการผลิตจริงอีก ซื้อหนี้เสียไปในราคาส่วนลด 80 - 85% จากราคาปกติ วิกฤติ เศรษฐกิจ คนทั่วประเทศตกงาน แต่ราชการมีตำแหน่งงานเพิ่ม คือตำแหน่งงานในปรส. บสท.และอื่นๆ ทำให้ต้นทุนการบริหารประเทศไทยสูงขึ้นอีก เปลืองงบประมาณอีก ข้า ราชการระดับสูงของไทย และนักการเมืองไทย ใจดำอำมหิต กับประเทศไทย มันไม่ใช่ความผิดของเอกชนไทย แต่พวกเขาออกข่าว สร้างกระแส จอร์จ โซรอส โจมตีค่าเงินบาท และเอกชนไทย ไม่มีธรรมาภิบาล มาจัดการกับเอกชนไทย หากข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นต้นเหตุที่แท้จริง จะเป็นบุญของประเทศไทย ปัญหาจะยุติตลอดไป แต่ เมื่อมันไม่ใช่ต้นเหตุที่แท้จริง ก็เป็นเพียงอุปโลกน์ว่าเป็นต้นเหตุของปัญหา ปัญหาก็จะไม่ยุติ และจะเกิดปัญหาซ้ำซาก เป็นครั้งที่ 3 และ 4 อีก การเกิดวิกฤติครั้งที่ผ่านมาก็ไม่ใช่ครั้งแรก แต่เป็นครั้งที่ 2 แล้ว ที่นำพาให้ประเทศไทยต้องเข้าโครงการณ์ไอเอ็มเอฟ และความเสียหายสูงถึง 9.5 ล้านล้านบาท เรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอนี้จึงไม่ใช่ เรื่องเล็ก เป็นเรื่องที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เป็นแต่เพียง เป็นเรื่องที่คนทั่วไป ไม่คุ้นเคย เท่านั้น ผู้เขียนได้สัมผัสกับอภิสิทธิ์มา 13 ปี แล้ว จากนายอภิสิทธิ์ธรรมดา มาจนถึง ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวช่ชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และทุกวันนี้ก็สัมผัสกับนายกอภิสิทธิ์(พันตู) มากขึ้น โดยต่อเนื่อง ดูจาก Links ต่างๆด้านล่าง ผู้เขียนนำเสนอมาตลอด ใครมาเป็นนายกฯ ก็ไม่แตกต่างกัน ไม่ได้นำเสนอเรื่องคุณธรรมและจริยธรรม(คอร์รัปชัน)เหมือนคนทั่วไป แต่ส่วนใหญ่นำเสนอด้านวิสัยทัศน์และปรัชญาของการบริหารประเทศ การ ไม่มีวิสัยทัศน์และปรัชญา จนต้องเข้าโครงการไอเอ็มเอฟเป็นครั้งที่ 2 มูลค่าสูงถึง 9.5 ล้านล้านบาท หรือระบบเสียหาย 9.5 ล้านล้านบาท การไม่มีคุณธรรมและจริยธรรมของพ.ต.ท.ทักษิณ คอร์รัปชันชาติ ขายชาติ ได้เงินไปกว่า 4 แสนล้านบาท ก็คือระบบเสียหาย 4 แสนล้านบาท เปรียบเทียบแล้ว ความเสียหายจากไม่มีวิสัยทัศน์และปรัชญา สูงกว่าความเสียหายจากการไม่มีคุณธรรมและจริยธรรม ตลาดหุ้นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทย(และโลก)เสียหาย และไม่มั่นคง 34 ปีที่ผ่านมา (หลังการมีตลาดหุ้น) เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อเนื่องโดยตลอด ไม่มีรัฐบาลใด ทำให้เศรษฐกิจไทยดีและมั่นคงขึ้น ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยลำเค็ญมาโดยตลอด ที่เห็นว่าดี เป็นเพียงการโฆษณาชวนเชื่อ ของแต่ละรัฐบาล ใน รัฐบาลชวน 2 ผู้คนก็ชิงชังนายกชวนกันมาก ถึงขนาดวาดรูปหน้านายกชวนไว้ที่ทางมาลาย ที่คนเดินข้ามไปมา รัฐบาลชวน 2 ล้มเหลว ความล้มเหลวของรัฐบาลชวน 2 เป็นที่มาของรัฐบาลทักษิณ ทักษิณมา ก็ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยดีขึ้น แต่ทำให้คนไทยก็แตกแยกมากกว่าเดิม (นอกจากการแตกแยกใน 3 จังหวัดชายแดนใต้) เวรกรรมประเทศไทย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากรัฐบาลชวน 2 ซึ่งตนเองเป็นรมว.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ ไม่ได้เรียนรู้อะไรจากรัฐบาลทักษิณ เช่นเรื่องประชานิยม เช่นกัน หากว่านโยบายประชานิยมดี ตำแหน่งนายกฯ ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ควรจะอยู่ยงคงกระพัน แต่ก็ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้ นายกทักษิณ เป็นต้นเหตุการปฏิวัติเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 อะไรคือปัญหา ? ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ ได้เขียนถึงนายกอภิสิทธิ์ ในผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 13 สิงหาคม 2552 ดังนี้ "ท่าน ผู้อ่านที่เคารพ ข้อเขียนทั้งหมดยังเหลืออยู่อีกกึ่งหนึ่ง ผมได้นำเสนอผู้ที่รับผิดชอบในรัฐบาลไปนานพอสมควรแล้ว ยังเงียบฉี่อยู่ จนกระทั่งผมได้ยินบ่อยเข้าและดังขึ้นเรื่อยๆ ว่า อะไรจะกระทบกระเทือนใจทักษิณแม้แต่น้อย รัฐบาลนี้จะไม่ทำ และรัฐบาลนี้จะไม่มีวันถอดยศทักษิณเป็นอันขาด หลังจาก ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ นำเสนอเรื่องดังกล่าว ผู้เขียนได้รับ e-mails จำนวนมาก และตั้งใจอยากมีส่วนร่วมในการพิมพ์หนังสือ รวมทั้ง e-mail จาก ท่าน พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร " คุณสุทธิพงศ์ครับ วิสัยทัศน์-ปรัชญา หรือปัญญาของระบบ มีอยู่แล้ว อยู่ที่รัฐบาลจะรู้จักหยิบยกขึ้นมาบริหารจัดการเป็นหรือไม่ เรื่องนี้เป็นงานที่รัฐบาลจะต้องทำ จะต้องจัดการ เมื่อรัฐบาลไม่มีวิสัยทัศน์-ปรัชญาที่จะทำ ชาวบ้านก็เหนื่อย คนเยี่ยมบล๊อกโอเคเนชันคนหนึ่ง ให้ความคิดเห็นว่า "มือใหม่ หัดบริหารครับ ขนาดผมเชียร์นายก ยัง อึดอัด ครับ" การใช้สื่อประชาสัมพันธ์รัฐบาล เป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ต้องบริหารงาน และบริหารสื่อให้ได้สาระด้วย "ประชาชนต้องมาก่อน" เป็นวลีโฆษณาชวนเชื่อ ไม่มีอะไรที่เป็นจริง และเปลี่ยนไป เป็น "เศรษฐกิจต้องมาก่อน" (นายทุนต้องมาก่อน) เมกะโปรเจ็คท์ 1.4 ล้านล้าน ก็มีมาต่อเนื่องจากรัฐบาลทักษิณ การบริหารงานของบ้านเมือง เคยเป็นมาอย่างไรก็อย่างนั้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การสื่อสารทำความเข้าใจกับคนในชาติเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่นายกฯเอาดารา และเด็กมาเล่นแทน ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร การ พยายามของผู้ใหญ่ ในบ้านเมือง ที่จะช่วยให้ข้อมูลรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ นายอภิสิทธิ์ไม่สนใจ แล้วผู้เขียนเป็นใครที่นายกอภิสิทธิ์จะต้องสนใจ รัฐบาลไม่สนใจในสาระ ..แต่คนที่ไปทำมาหากินกับรัฐบาล ..ได้เงินได้ประโยชน์กันทั่วหน้า นักดนตรี ได้แต่งเพลง ได้ขายเพลง ในโครงการ "รักเมืองไทย ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง" สื่อได้ค่าโฆษณา เอารถยนต์จำนวนมากมาจอดเป็นรูปหัวใจ ถ่ายภาพจากระดับสูง เอามาสื่อให้คนไทยรักกัน ฯลฯ ให้ออกมาร้องเพลงขาติด้วยกัน พร้อมกันในตอนเย็น คน แต่งเพลง ต่อว่าทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดงให้ถอยกันคนละ 3 ก้าว ถ้าคนไทย ไม่สามัคคีกัน จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง "ไม่สนใจว่าต้นเหตุเกิดจากอะไร และแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั้น" คนไทยฟังแล้วเหมือนถูกด่าทุกวัน วันละเป็นร้อยรอบ นี่หรือ "คนไทยต้องมาก่อน" ฯลฯ ความไม่เข้าใจ ในความเป็นไปของประเทศไทย ต้นสายปลายเหตุ เป็นมาอย่างไร ยังไม่ได้รับการสื่อสารให้คนไทยเข้าใจอยู่เหมือนเดิม หรือมากกว่าเดิม ดูเหมือนว่า "กลางกลวง" เข้าไปครอบงำ เข้าไปหาประโยชน์จากรัฐบาล ได้ทุกรัฐบาล ต่อจากพับนักสีขาวใส่เครื่องบินไปโปรยที่ 3 จังหวัดชานแดนใต้ หรือรณรค์ใส้เสื้อสีส้ม สีขาว ในรัฐบาลต่อๆมา รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อเศรษฐกิจพอเพียง แต่ปล่อยให้ต่างชาติ มาเปิดซูเปอร์สโตร์แทบทุกหัวระแหงของประเทศไทย กอบโกยไปจากคนไทยที่เศรษฐกิจพอเพียง แล้วคนไทยจะอยู่อย่างไรกัน เพิ่มวันชนไก่-วันกัดปลา อ้างการขายสลากฯเกินราคา กองสลากได้เพิ่มยอดขายยสลากกินแบ่งอีก 4 ล้านฉบับ เพิ่มอบายมุขให้ระบบ ลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ 7 แห่งเฮ ครม.ไฟเขียวขึ้นค่าครองชีพ 2 พัน พนักงานธ.ออมสินได้ขึ้นเงินเดือน 12 เปอร์เซนต์ ระเบิดลงใน 3 จังหวัดทางภาคใต้ นายกยิ้มมีความสุข การ มีเงินมาก ทำให้เกิดปัญหา เงินกู้ 8 แสนล้านบาท ทำให้วินัยทางการเงินและการคลังปั่นป่วน หน่วยงานรัฐ และรัฐวิสาหกิจ ต่างมุ่งหน้ามาหาเงินดังกล่าว การรถไฟ บอก ว่า มีถนนตัดกับทางรถไฟทั่วประเทศ 100 แห่ง ยังไม่มีที่กั้น ทำให้เกิดอุบัติเหตุบ่อย ขอเบิกงบไทยเข้มแข็ง 400 ล้านบาท ไปทำที่กั้นถนนที่ตัดกับทางรถไฟ คำนวณแล้วตกแห่งละ 4 ล้านบาท อะไรมันจะขนาดนั้น ข่าว INN คลังจ่ายงบไทยเข้มแข็งเพิ่มทุนแบงก์รัฐ 14,500ล.เข้าระบบสัปดาห์นี้ (21 ก.ย. 2552) ดูอะไรคล่องตัวไปหมด อ้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจไทยจะเข้มแข็งและสร้างสรรค์แค่ไหน ? แต่ สิ่งที่ประชาชนได้แน่นอน คือ การขยายเพดานจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเพิ่มจาก 5 บาทต่อลิตรเป็น 10 บาทต่อลิตร (14 พ.ค.) จะส่งผลให้ราคาน้ำมันในอนาคตสูงขึ้น จาก Entry เรื่อง ..4 อาชีพ ..ที่ทำความเสียหายให้ประเทศไทย ??? ผู้เขียนเรียงลำดับ ไว้ดังนี้ ..1 ข้าราชการ-นักวิชาการ ระดับสูง(ศักดินา) ..2 พ่อค้าและนายทุน ..3 นักการเมือง ..4 สื่อ ให้นักการเมืองอยู่ลำดับที่ 3 ใน ทางนิตินัยนักการเมืองเป็นผู้นำลำดับที่ 1 แต่ทางปฏิบัติ นักการเมืองถูกจูงด้วย ข้าราชการ-นักวิชาการระดับสูง และนายทุน นักการเมืองจะคอยมองหาช่องทางหาประโยชน์ให้ตนเอง ดังเช่นการคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ข้อ ของนายกอภิสิทธิ์ เป็นต้น ไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน นักการเมืองอยู่ข้างประชาชน เมื่อเขาไม่ได้ตำแหน่งส.ส. หรืออยู่ฝ่ายค้าน เมื่อใดเขาได้เป็นรัฐบาล เขาก็อยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับประชาชน หลังไมค์ ..สื่อสารกันว่า นอกจากจะชอบเล่นเกมส์แล้ว นายกอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ตรงกลางระหว่างข้าราชการกับประชาชน แต่อยู่ข้างข้าราชการ-นักวิชาการ และนายทุน ประเทศ ไทยถูกลดฐานะจาก การเป็นเจ้าของกิจการ ลงไปเป็นลูกจ้างต่างชาติตลอดเวลา ดังเช่นเหตุการที่เกิดขึ้นกับกลุ่มชินคอร์ป (SHIN) นครไทยสตริปมิล (NSM) และ และสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น มีแต่ชื่อเท่านั้นที่เห็นว่าเป็นประเทศไทย แต่สมบัติที่เป็นของคนไทย ลดเหลือน้อยลงไปตลอดเวลา ข้า ราชการ-นักวิชาการระดับสูง ใจดำอำมหิตกับประเทศชาติประชาชนมาก หากเห็นว่าผู้นำมีความรู้น้อย เขายิ่งชอบ เนื่องพาขึ้นเขา ลงห้วยได้ง่าย ดูได้ ..จากการตั้งปรส.และบสท. มายึดทรัพย์เอกชน โดยไม่ใช่ความผิดของเอกชนเป็นตัวอย่าง เวลาเขาด่า เขาก็ด่านักการเมือง ไม่ได้ด่า ข้าราชการ-นักวิชาการระดับสูงแต่อย่างใด นักการเมืองรับได้ ที่รับได้เพราะ 1) "ด้าน" 2) คิดว่าเป็นการกระทำนั้น เป็นการกระทำที่ถูกต้อง (ที่จริงไม่รู้อะไรเป็นอะไร) ..ด่าได้ด่าไป คล้ายกับ ที่เกิดกับ นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทุกวันนี้ ผู้เขียนไม่ได้มีปัญหาส่วนตัวอะไรกับอดีตนายกทักษิณ และนายกอภิสิทธิ์ หากบอกว่า ทักษิณ เป็นมิจฉามรรค อภิสิทธิ์ ก็ไม่ต่างอะไรจากทักษิณ เป็นมิจฉามรรค เช่นเดียวกัน มิจฉามรรค ปะทะ มิจฉามรรค มิจฉามรรคตัวเก่าจากไป มิจฉามรรคตัวใหม่เข้ามาแทน มิจฉามรรคตัวเก่ามา มิจฉามรรคตัวใหม่ไป ประเทศชาติ ประชาชน ก็แหลกละเอียด
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/pornsri5201/2009/09/22/entry-1
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันอังคารที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๖:๕๖ น. |













