- ธรรมนิติเปิดกิจการให้บริการด้านไอที
- ขอเชิญร่วมบริจาคภาพเพื่อลงในพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ถวายไว้ในพระพุทธศาสนา
- ขอเชิญร่วมบริจาคสร้างพระไตรปิฎก ในระบบ E-book ฉลอง 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้
- ต้องการงานดี มีความมั่นคง ลองคลิกเข้าไปดูที่ www.jobdst.com
- ขอเชิญติดตามอ่านบทความเรื่อง "พยากรณ์สงกรานต์ 2555" ที่คอลัมน์บทความพิเศษได้แล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
| “ไพศาล” เตือนภาคธุรกิจการค้าและองค์การธนาคารการเงิน ระวังขบวนการล้มทุนกำลังเคลื่อนไหวหนัก |
|
|
| ข่าว - วิพากษ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม | |||||||||
| วันศุกร์ที่ ๐๖ มกราคม ๒๕๕๕ เวลา ๑๑:๐๑ น. | |||||||||
|
นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อเช้าวันนี้ เตือนภาคธุรกิจ การค้า การลงทุน ผู้ประกอบการธนาคาร สถาบันการเงินและนักธุรกิจทุกประเภทให้ระวังขบวนการล้มทุนที่กำลังเคลื่อนไหวหนัก ระบุหวังผล 5 ประการเพื่อผูกขาดยึดครองประเทศไทยอย่างถาวร นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวในกระบวนการล้มปืน ล้มเจ้า อย่างเด่นชัด กระบวนการล้มเจ้าเคลื่อนไหวทั้งบนดิน ใต้ดิน และเปิดหน้าชกกันอย่างเปิดเผย โดยที่ผู้มีอำนาจหน้าที่เพิกเฉยไม่ใส่ใจไยดี จนถึงขั้นที่ขบวนการล้มเจ้ากำลังจาบจ้วงล่วงเกินและผลักไสอย่างเด่นชัดแล้ว ถึงขนาดจะออกกฎหมายให้ด่าเจ้าฟรี ๆ ห้ามเจ้าพูด ห้ามเจ้าแจกของ ซึ่งสุดที่คนไทยจะทนทานแล้ว คนพวกนี้คิดว่าใกล้เวลาที่จะเผด็จศึกแล้ว จึงไม่เกรงฟ้า และอาณาประชาราษฎร ส่วนขบวนการล้มปืนนั้นก็มีการใช้ทั้งอำนาจรัฐและอำนาจเงินจ้างวานหว่านล้อมดึงเข้ามาเป็นพวก จนมีเสียงซุบซิบนินทาว่าคนบางคนยอมขายตัวเอาหัวไปซุกใต้กระโปรงไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดจากันมากในบรรดานายทหาร ซึ่งตนเองก็รู้สึกเป็นห่วงกองทัพ ศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของทหารว่าจะถูกทำลายย่อยยับในคราวนี้ นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าเมื่อนักการเมืองมั่นใจว่าการเคลื่อนไหวล้มปืน ล้มเจ้า ก้าวหน้าไปมากแล้วและการครอบงำบงการข้าราชการให้อยู่ใต้ฝ่าเท้าก็สำเร็จผลโดยทั่วไปแล้ว จึงเดินจังหวะก้าวสำคัญที่ยากมาก คือการล้มทุน เพราะจะกระทบทั้งทุนท้องถิ่น ทุนทั่วไป ทุนชาติ และทุนต่างชาติด้วย ซึ่งถือว่าเป็นปราการที่จะผูกขาดยึดครองประเทศไทยโดยเด็ดขาด นักการเมืองจึงถือจังหวะนี้เคลื่อนไหวล้มทุนรองรับประสานกับการเคลื่อนไหวล้มปืน ล้มเจ้า นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่ากระบวนการล้มทุนได้เดินหน้ามา 3 จังหวะก้าวแล้ว ก้าวแรกคือการรณรงค์ย้ายเมืองหลวงด้วยงบประมาณ 800,000-900,000 ล้านบาท แต่ถูกตีโต้ตกไปเพราะคนเสนอความคิดนี้ไม่รู้ประสีประสาจึงหาคนเห็นด้วยได้ยาก ก้าวที่สองคือการทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยล้มละลาย ด้วยการโอนหนี้ 1.2 ล้านล้านบาท ของกระทรวงการคลัง ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยแบกรับ ซึ่งจังหวะก้าวนี้ก็ถูกตีโต้จนยากที่จะทำได้ เพราะขณะนี้ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้แถลงชัดเจนแล้วว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลขาดทุนหรือกองทุนติดลบกว่า 400,000 ล้านบาท หากรับโอนหนี้มาอีก 1.2 ล้านล้านบาท ก็จะทำให้มีผลขาดทุน และกองทุนติดลบถึง 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งหมายความว่าธนาคารแห่งประเทศไทยล้มละลายแล้ว หากธนาคารกลางของประเทศล้มละลาย ประเทศไทยและคนไทยตลอดจนค่าเงินต่าง ๆ ก็จะไม่มีใครนับถืออีกต่อไป จะส่งผลให้ล้มละลายกันทั้งประเทศ จึงทำให้จังหวะก้าวนี้ชะงักและเห็นท่าว่าจะเดินไม่ออก ก้าวที่สามคือก้าวที่กำลังเดินอยู่ โดยการเสนอร่างพระราชกำหนด 4 ฉบับ ต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อบ่ายวานนี้ มีเนื้อหาสาระก็คือ หนึ่ง โอนหนี้ของกระทรวงการคลังที่มีภาระต้องชำระหนี้ให้กับกองทุนฟื้นฟูจำนวน 1.2 ล้านล้านบาท คืนไปให้กองทุนฟื้นฟู ซึ่งกองทุนฟื้นฟูก็เป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากธนาคารแห่งประเทศไทย และขณะนี้ก็เป็นหนี้มหาศาล ไม่มีสินทรัพย์อะไรที่มีคุณค่า การโอนหนี้อันนี้ไปจึงเท่ากับให้กองทุนฟื้นฟูล้มละลายและเบี้ยวเจ้าหนี้ทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และธนาคารต่าง ๆ ก็จะพากันฉิบหายวายวอดทั้งบ้านทั้งเมือง เพราะจะเกิดหนี้สูญขึ้นในระบบธนาคารกลาง กระทรวงการคลัง ธนาคารพาณิชย์ ถึง 1.2 ล้านล้านบาท ก็จะพากันฉิบหายวายวอดกันไปทั่ว และจะทำลายศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ เพราะถ้ากองทุนฟื้นฟูภายใต้การดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยล้มละลาย ลูกพี่ที่ดูแลจะอยู่ได้อย่างไร ที่สำคัญคือคนทั้งปวงในโลกก็จะเห็นว่ารัฐบาลนี้ขี้ฉ้อโกงได้แม้กระทั่งชาติและธนาคารกลางของตนเอง คนโกงแบบนี้เป็นที่น่ารังเกียจของทั่วโลก ใครเขาจะคบ สอง ให้โอนสินทรัพย์อันเป็นกำไรของธนาคารแห่งประเทศไทย และกองทุนเงินตราหรือคลังหลวงไปใช้หนี้กองทุนฟื้นฟู โดยไม่จำกัดเวลา ไม่จำกัดจำนวน ก็เท่ากับว่าธนาคารแห่งประเทศไทยและกองทุนสำรองเงินตราต้องไปแบกหนี้ 1.2 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลอีกแล้ว นี่คือการปล้นคลังหลวง ปล้นดอกผลของคลังหลวง และปล้นธนาคารกลางของประเทศชนิดที่เรียกว่าปล้นกลางแดด ซึ่งขณะนี้ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ทั้งคณะศิษย์หลวงตาพระมหาบัวและภาคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวต่อต้านอย่างกว้างขวาง สาม เป็นรายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย ดอกหอย และเรื่องเกี่ยวเนื่องกับทั้งสองเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่เรื่องปลีกย่อยนี้ถ้าคิดเป็นจำนวนเงินก็มหาศาล และที่สำคัญคือจะทำให้องค์กรเกี่ยวกับการเงิน การคลัง ส่วนกลางของประเทศพินาศฉิบหายวายวอด ขาดความเชื่อถือเชื่อมั่น แล้วยังผลักภาระให้กับประชาชนต่อไปด้วย เพราะเมื่อจะต้องเพิ่มเงินในการเรียกเก็บเข้ากองทุนฟื้นฟูและกองทุนประกันเงินฝาก ธนาคารและสถาบันการเงินก็ต้องมาตัดไปจากดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับประชาชน ประชาชนก็จะเดือดร้อนกันทั่วประเทศ และการที่จะเอากองทุนประกันเงินฝากซึ่งประกันเงินฝากของประชาชนไปใช้หนี้ของกระทรวงการคลังอันเป็นวัตถุประสงค์คนละเรื่องคนละราวและมีลักษณะปล้นประชาชนนั้น จะทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบธนาคารและสถาบันการเงินเพราะถ้าเจ๊งก็ยากที่จะได้รับชดใช้เงินคืน ก็จะพากันถอนเงินออกจากระบบ คนมีความสามารถก็จะเอาไปไว้ในต่างประเทศ ทิ้งให้ชาวบ้านทั่วไปเสี่ยงชะตากรรมกันเอาเอง เมื่อมีการถอนเงินออกมาก ๆ ธนาคารก็จะอ่อนแอ ภาคธุรกิจก็จะอ่อนแอ และจะแย่กันทั้งประเทศ นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่ากระบวนการล้มทุนนั้นเป็นปราการด่านสุดท้ายทีนักการเมืองจะต้องทำเพื่อผูกขาดยึดครองประเทศ แต่เป็นการกระทำด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิตต่อเพื่อนร่วมชาติและประเทศชาติของตน เพราะการทำอย่างนี้เนื้อแท้แล้วเป็นการทำลายประเทศชาติและประชาชน ยิ่งกว่าเมื่อครั้งพม่าเผาบ้านเผาเมือง กวาดต้อนเอาผู้คนและทรัพย์สินตอนเสียกรุงครั้งที่สองเอาไปพม่าเสียอีก ครั้งนั้นไม่ถึงปีคนไทยก็กู้ชาติได้ แต่ถ้าปล่อยให้นักการเมืองล้มปืน ล้มทุน ล้มเจ้า ก็จะกลายเป็นทาสที่สิ้นเนื้อประดาตัวกันทั้งประเทศ และจะมีฐานะเป็นแค่สุนัขจรจัด โดยจะมีพวกที่เข้มแข็งอยู่พวกเดียวคือพวกนักการเมือง ดังนั้นสถานการณ์ที่นักการเมืองจะผูกขาดยึดครองประเทศอย่างถาวรจึงก้าวมาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว และเป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องดูแลรักษาชาติบ้านเมืองและประโยชน์ของทุกคนกันแล้ว.
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|





