|
“ไพศาล” ชี้เหตุไทยเสียดินแดนแก่เขมรเป็นครั้งแรก |
|
|
|
ข่าว -
วิพากษ์การเมือง เศรษฐกิจ สังคม
|
|
วันพุธที่ ๒๘ กรกฏาคม ๒๕๕๓ เวลา ๐๙:๒๙ น. |
|
นายไพศาล พืชมงคล อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้กล่าวในรายการเคาะข่าวริมโขง เมื่อคืนวานนี้ ชี้เหตุ 5 ประการทำไทยเสียดินแดนแก่เขมรเป็นครั้งแรก และจะส่งผลให้เสียดินแดนต่อไปอีกมากมาย
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าสิ่งที่เขมรนำไปขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกคือปราสาทพระวิหาร โดยอ้างคำตัดสินของศาลโลกเป็นหลักฐาน และพื้นที่อันเป็นดินแดนของประเทศไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยอ้างแถลงการณ์ร่วมที่นายนพดล ปัทมะ ทำกับเขมรในรัฐบาลพรรคพลังประชาชน และหลักฐานที่ไทยยอมรับให้เขมรตั้งถิ่นฐานมั่นคงแล้ว เมื่อใดที่คณะกรรมการมรดกโลกขึ้นทะเบียนสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงการจัดการพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร แล้ว เมื่อนั้นไทยก็จะเสียดินแดนให้แก่เขมรอย่างสมบูรณ์ ซึ่งคาดว่าจะเสียดินแดนอย่างเป็นทางการทั้งพฤตินัยและนิตินัยในวันนี้
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าสาเหตุที่ทำให้ไทยเสียดินแดนครั้งนี้มี 5 ประการคือ
ประการแรก รัฐบาลพรรคพลังประชาชนโดยนายนพดล ปัทมะ ได้ทำแถลงการณ์ร่วม ยอมให้เขมรนำปราสาทพระวิหารและพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ขึ้นทะเบียนมรดกโลกได้
ประการที่สอง รัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันละเว้นไม่ทำหน้าที่ผลักดันเขมรผู้รุกรานออกไปจากดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร และสมยอมให้เขมรยึดครองด้วยความเห็นแก่ตัวเพื่อประโยชน์ส่วนตนของคนขายชาติ
ประการที่สาม รัฐบาลที่ผ่านมาถึงปัจจุบันไม่ยอมคัดค้านการเอาดินแดนไทย 4.6 ตารางกิโลเมตร ไปขึ้นทะเบียนมรดกโลก
ประการที่สี่ รัฐบาลที่ผ่านมาถึงปัจจุบันไม่ยอมแจ้งสภาพที่แถลงการณ์ร่วมซึ่งนายนพดล ปัทมะ ไปทำไว้ใช้ไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองสูงสุด ทำให้เขมรสามารถนำไปใช้อ้างได้ และคณะกรรมการมรดกโลกใช้พิจารณาได้
ประการที่ห้า รัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันหลอกลวงคนไทยว่าเขมรไม่ได้ยึดครองดินแดนไทย และไม่ได้เสียดินแดน ทำให้เกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อ จนปล่อยปละละเลย กระทั่งเสียดินแดน
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าเมื่อครั้งศาลโลกตัดสินเรื่องปราสาทพระวิหารนั้น ไทยเสียแต่ปราสาทพระวิหารแต่ได้สงวนสิทธิ์ไว้ โดยไม่ได้เสียดินแดน เนื่องจากไม่ได้พิพาทกันเรื่องดินแดน ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ไทยเสียดินแดนให้แก่เขมร และเป็นการเสียดินแดนที่มีลักษณะเป็นก้าวแรกของการเสียดินแดนครั้งใหญ่
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าเมื่อเสียดินแดน 4.6 ตารางกิโลเมตร แล้ว เขมรก็จะใช้เป็นจุดอ้างอิงด้านแนวเขต โดยจะอ้างประกอบกับแถลงการณ์ปี 2543 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไปลงนามยอมรับแผนที่ของเขมรอัตราส่วน 1:200,000 ซึ่งจะทำให้ไทยเสียดินแดนอีก 1,800,000 ไร่ ตลอดแนวชายแดนตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานีถึงจังหวัดตราด โดยขณะนี้เขมรได้ส่งทั้งทหารและพลเรือนขึ้นมาตั้งรกรากถิ่นฐานในพื้นที่นี้หลายจุดแล้ว โดยไทยเพิกเฉยไม่ยอมผลักดัน ก็จะทำให้เขมรตั้งรกรากถิ่นฐานและตั้งกองบัญชาการทหารเสริมเข้ามา และที่ซ้ำร้ายไทยขับไล่ประชาชนของตนเองออกจากพื้นที่โดยมีการซ้อมอพยพกันแล้ว และยังกีดกันไม่ให้คนไทยเข้าไปในดินแดนของประเทศไทย ในขณะที่เขมรเข้ามาและจัดสรรที่ดินกันอย่างสนุกสนานอยู่ในขณะนี้ แต่รัฐบาลก็เพิกเฉย และไม่บอกความจริงกับประชาชน
นายไพศาล พืชมงคล กล่าวว่าพร้อม ๆ กับการเสียดินแดนรอบที่ 2 จำนวน 1,800,000 ไร่ ก็จะเสียอ่าวไทยราว 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 โดยรวมพื้นที่ที่เป็นแหล่งพลังงานมูลค่ามหาศาลของโลกซึ่งเป็นของประเทศไทยไปด้วย ในการยึดครองทางอ่าวไทยนั้นเขมรใช้วิธีให้สัมปทานแก่ชาติมหาอำนาจ ในการขุดสำรวจเจาะน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเมื่อชาติมหาอำนาจเข้าไปดำเนินการ ไทยก็ไม่มีปัญญาที่จะขับไล่ออกไปได้เช่นเดียวกับทางบก เมื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกสมบูรณ์แล้วก็จะมีชาติมหาอำนาจ 5 ชาติเข้ามาจัดการดูแลให้เขมร ไทยก็ไม่มีปัญญาขับไล่ชาติมหาอำนาจเหล่านั้นออกไปได้ เราก็จะเสียดินแดนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งถ้าหากไทยยังใช้ท่าทีและดำเนินการดังที่ทำมาแล้วก็เป็นที่แน่นอนว่าเราจะเสียดินแดนครั้งใหญ่ที่สุดในยุคสมัยของเรานี้.
|