|
'กมธ.วุฒิฯ' ยื่น 4 ข้อร้องรัฐ รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน |
|
|
|
ข่าว -
ข่าวเด่น
|
|
เขียนโดย วายุบุตร
|
|
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กรกฏาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕:๕๙ น. |
|
“กมธ.วุฒิฯ” ยื่น 4 ข้อร้องรัฐ รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ชี้ คนไทยกระอัก ใช้น้ำมันแพงกว่าต่างชาติ ข้องใจส่วนต่าง 1.6 แสนบาทเข้ากระเป๋าใคร
ที่รัฐสภา น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศึกษาตรวจสอบและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา แถลงหลังการสัมมนาเรื่อง “ราคาน้ำมัน รัฐบาลจะสร้างความเป็นธรรมได้อย่างไร” ว่า จากการระดมความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง กมธ. มีข้อเสนอถึงรัฐบาล 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการขึ้นภาษีสรรพามิตรน้ำมัน จำนวน 2 บาท เพราะเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชน 2.ขอให้รัฐบาลทบทวน และปรับโครงสร้างราคาน้ำมันในประเทศที่ปัจจุบันอิงราคาน้ำมันกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่งไม่มีความเป็นธรรม เนื่องจากราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นของไทย ราคา 22 บาท ขณะที่ราคาที่ส่งไปขายยังประเทศสิงคโปร์ ราคาเพียง 18 บาท ทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมันที่มีราคาแพงกว่าต่างชาติ ซึ่งหากคนไทย ใช้น้ำมันปีละ 4 หมื่นล้านลิตร ก็เท่ากับว่า ประชาชนต้องแบกส่วนต่างถึงปีละ 1.6 แสนล้านบาท ซึ่งต้องตรวจสอบต่อไปว่าเงินจำนวนนี้ไปอยู่ที่ใดบ้าง ดังนั้น ถึงเวลาที่ต้องกำหนดโครงสร้างให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น
น.ส.รสนา กล่าวอีกว่า 3.ขอให้รัฐบาลเปิดเผยข้อมูลโครงสร้างต้นทุนการผลิตน้ำมัน เช่น ต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าโสหุ้ยต่างๆ และค่าบริการกลั่นน้ำมันเป็นรายวัน เช่นเดียวันข้อมูลโครงสร้างน้ำมันอื่นๆ ที่ได้เปิดเผยในปัจจุบัน เช่น ภาษีสรรพสามิตร ค่าการตลาด เพราะที่ผ่านมาประชาชนไม่เคยรู้ เห็นแต่ความผิดปกติเพราะแม้ว่าราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะลดลง แต่ราคาน้ำมันบ้านเรากลับปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้ว่าจะลดบ้างก็ไม่ลดเท่าที่ราคาตลาดโลกลดลง และ 4.รัฐบาลควรกำหนดค่าการตลาด และค่าการกลั่นที่เหมาะสมและเป็นธรรมของทุกฝ่าย ทั้งผู้บริโภคและผู้ผลิต
น.ส.รสนา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้สำหรับการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีการเปิดเผยว่านำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง แต่ปรากฎว่ากระทรวงการคลังประกาศว่ากองทุนน้ำมันเป็นหนี้ปตท. 8 พันล้านบาท จากการอุ้มค่าแก๊สแอลพีจี ซึ่งผู้ได้รับประโยชน์ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการทางอุตสาหกรรมไม่ใช่ประชาชน ดังนั้นควรจะยกเลิกการเก็บเงินเข้ากองทุน แล้วปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวตามราคาตลาดโลก แต่รัฐต้องมีมาตรการควบคุมไม่ให้เกิดการผูกขาดโดยเจ้าเดียว เช่นเดียวกับที่ ปตท.ไปเป็นผู้ถือหุ้นในโรงกลั่น 5 ใน 6 แห่ง เป็นการครอบงำและทำลายการแข่งขันในตลาด
“กมธ.พบว่าที่เอกชนแสวงหาประโยชน์จากผู้บริโภคได้มากกว่าความเป็นจริง เนื่องจากมีข้าราชการเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดอยู่ในบริษัทเอกชนที่มีผลตอบแทนที่สูงมากทั้งเงินเดือนและโบนัส ซึ่งถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะข้าราชการถูกครอบงำในการออกนโยบาย” น.ส.รสนา กล่าว.
|