|
บทความ -
สารเสวนา : ท่านจันทร์ -ไพศาล
|
|
เขียนโดย ไพศาล พืชมงคล
|
|
วันพุธที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๐:๑๗ น. |
|
๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๓
กราบนมัสการ พระคุณ ท่านสมณะจันทเสฏโฐ ที่เคารพ
ผมได้รับลิขิตฉบับลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ของพระคุณแล้ว พิเคราะห์ดูเวลาทำลิขิตฉบับนี้ที่ระบุว่าเป็นเวลา ๐๐.๒๓ นาฬิกา ก็เข้าใจว่าพระคุณจำวัดดึกมาก ถ้าหากเป็นสมัยโพธิกาลและสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังดำรงพระชนม์อยู่ ก็จะเป็นเวลาที่พระองค์กำลังแสดงธรรมโปรดเทวดา ดังนั้นการได้รับลิขิตของพระคุณในเวลาเช่นนี้ จึงมีน้ำใจรำลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก เพราะเนื้อความในลิขิตนั้นก็เป็นเนื้อความแสดงธรรมอยู่ในตัว จึงรู้สึกครึ้ม ๆ ไปเหมือนกันว่าเป็นเทวดาหรืออย่างไร พระคุณจึงได้เทศนาโปรดในเวลายามนั้น
ผมดีใจที่ได้ทราบว่าพระคุณได้เดินทางไปเทศนาโปรดพุทธบริษัทที่จังหวัดสงขลา แดนนั้นเป็นบ้านเกิดของผม จึงต้องถือว่าเป็นบุญนักหนาของชาวสงขลาที่พระคุณเมตตาเดินทางไปโปรดในระยะทางอันแสนไกล แต่ข้อที่พระคุณกล่าวว่าการเดินทางนั้นเนื่องเพราะกรุงเทพฯ อยู่ในช่วงเวลาร้อนรุ่มด้วยเรื่องราวร้อนแรง จึงต้องหลบสถานการณ์บ้านเมืองอันเคืองเข็ญที่จะต้องจดจำไปชั่วชีวิต โดยถือว่าเป็นความพยายาม “เนกขัมมะ” จากข่าวสารนั้น ก็ขออนุญาตกราบเรียนพระคุณว่าความอันมีมาในพระสูตรนั่นแล้วพึงยึดถือเป็นแบบอย่างปฏิบัติของพุทธบริษัททั้งหลายในยามที่เผชิญหน้ากับปัญหาทั้งปวง
ได้สดับมานานนักหนาถึงความในพระสูตรอันพระอานนท์พุทธอนุชาได้แสดงไว้ว่า สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกสตรีสำคัญกลั่นแกล้งกล่าวร้ายป้ายสีด้วยวิธีการสารพัดวิธี จนเป็นที่ยุ่งยากแก่พระพุทธองค์ ตลอดจนพระสงฆ์สาวกเป็นอันมาก สมัยนั้นพระอานนท์พุทธอนุชาได้เข้าไปกราบทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกลี้หนีเหตุการณ์ไปอยู่ที่แคว้นอื่น เพื่อจะได้พ้นจากความวุ่นวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงมีพุทธดำรัสถามพระพุทธอนุชาว่า ถ้าหากว่าไปแดนแคว้นอื่นแล้ว ถูกเบียดเบียนใส่ร้ายป้ายสีเยี่ยงนี้ จะทำฉันใด พระอานนท์เป็นเจ้ากราบทูลว่าก็หลีกหนีไปอยู่ที่เมืองอื่นอีก พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามว่า ถ้าถูกเบียดเบียนอีกจะทำอย่างไร ทรงถามตอบกันอยู่อย่างนี้ จนในที่สุดพระพุทธอนุชาก็กราบทูลว่า ไม่มีที่ที่จะหนีไปอีกแล้ว
ลำดับนั้นพระบรมศาสดาจึงตรัสว่าปัญหาเกิด ณ ที่ใด ก็ต้องแก้ไขปัญหา ณ ที่นั้น ซึ่งจะหนีปัญหาเพื่อให้หมดปัญหาไปนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นพระบรมศาสดาจึงไม่รับคำอาราธนาให้เสด็จหลีกหนีปัญหาไปที่อื่น และทรงประทับอยู่ ณ แคว้นนั้น จนกระทั่งความจริงปรากฏและกรรมได้สนองแก่ผู้ก่อกรรมต่อพระตถาคตเจ้าตามกฎแห่งกรรมอันยุติธรรมยิ่ง
ซึ่งพระคุณท่านปรารถนาจะ “เนกขัมมะ” จากข่าวสารเพื่อความสงบเย็นทางจิตวิญญาณนั้นก็ชอบอยู่ แต่ทว่าความผิดชอบชั่วดีประการใดในข่าวสารทั้งปวงก็ย่อมเป็นเรื่องของข่าวสารนั้น ๆ ที่จะเป็นจริงเป็นเท็จหรือเป็นคุณเป็นโทษ แต่จะเกิดคุณโทษประการใดย่อมบังเกิดแก่ใจและเกิดกับใจของผู้เสพ หากจิตของผู้เสพอยู่เหนือพ้นอิทธิพลแห่งข่าวสาร ถึงภาวะที่วางความยึดมั่นถือมั่น หรือภาวะที่อิทธิพลของข่าวสารนั้นไม่สามารถเกาะกุมส่งอิทธิพลใด ๆ ต่อจิตใจได้แล้ว ถึงจะเสพข่าวสารมากแลน้อยประการใด ก็ย่อมไม่ส่งผลให้เกิดการกระเพื่อมไหวในใจได้เลย เหตุนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสอนพระสาวกทั้งหลายให้ละความยึดมั่นถือมั่น อยู่เหนือความยึดมั่นถือมั่นและอยู่ในภาวะที่ความยึดมั่นถือมั่นไม่สามารถสัมผัสข้องเกี่ยวติดยึดได้อีก ประดุจดั่งดอกบัวที่แม้กำเนิดในโคลนตมฉันใด แต่โคลนตมนั้นก็ไม่สามารถเกาะติดให้เปรอะเปื้อนได้ฉันนั้น โดยนัยยะนี้พระคุณทรงเพศบรรพชิตอันประเสริฐ เคร่งครัดมั่นคงอยู่ในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้า และถือพรหมจรรย์อันประเสริฐดั่งนี้แล้ว ไม่นานดอกพระคุณก็ย่อมบรรลุถึงภาวะดุจดังดอกบัวที่พ้นแล้วจากความเปรอะเปื้อนของโคลนตมฉะนั้น
ข้อซึ่งพระคุณใช้อินเตอร์เน็ตและติดตั้งแอร์การ์ดเพื่อมิให้กระทบต่อสมณะสารูป จากการที่ต้องไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตตามร้านเกมส์ ซึ่งวุ่นวายไปด้วยการเล่นเกมส์ของลูกเด็กเล็กน้อยนั้น เป็นความชอบแล้วล่ะพระคุณ เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีนั้นเป็นสิ่งที่ควรต้องนำมาใช้ให้บังเกิดประโยชน์ในการประกาศพระศาสนา หรือในการทำหน้าที่พุทธสาวก มิได้เสียหายแต่ประการใดดอก ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับน้ำใจว่าจะฝักใฝ่ติดยึดมาเข้าครองจนเทคโนโลยีเป็นนายคน หรือว่าคนจะใช้เทคโนโลยีเป็นบ่าวไพร่ ซึ่งในประการนี้ผมเองเชื่อว่าพระคุณย่อมอยู่ในประการหลัง และย่อมเป็นที่หวังได้ว่าจักสามารถใช้เทคโนโลยีอันก้าวหน้าให้เป็นคุณูปการแก่การประกาศพระสัทธรรมแห่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแท้ โดยนัยพระพุทธดำรัสยามใกล้เสด็จดับขันธปรินิพพานว่าสืบไปในกาลภายหน้า ถ้ามีการใดไม่ขัดด้วยหลักธรรมวินัยข้อใหญ่หรือสำคัญแล้ว สงฆ์สามารถปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับยุคสมัยได้ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่เกี่ยวกับความบริสุทธิ์แห่งพรหมจรรย์ กลับจะเป็นเครื่องมืออันดีในการทำหน้าที่เผยแผ่พุทธธรรม ย่อมไม่ใช่แบบอย่างของนนทุกที่ได้รับพรอันวิเศษจากพระอิศวรแล้ว แทนที่จะใช้พรวิเศษนั้นในการสรรสร้างประโยชน์แก่สามโลก กลับเอาพรวิเศษนั้นมาทำลายตนเองจนกระทั่งสิ้นชีวิต
ก็เป็นจริงดังที่พระคุณว่า คือสังคมไทยทุกวันนี้มีความแตกแยก แตกสามัคคีครั้งใหญ่ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย ฟังที่นักวิชาการที่ถูกเรียกขานใหม่ว่าเป็นนักวิชากลวง นักวิชากิน หรือนักวิชาเกิน พูดกันแล้ว ผมเองยังไม่เห็นแก่นสารที่จะจับต้องประการใดได้เลย แต่ในฐานะชาวพุทธ และเมื่อได้นำหลักคิดตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสสอนไว้มาปรับจับเข้ากับกรณีที่เกิดขึ้น ก็เห็นกระจ่างว่าความแตกแยกแตกสามัคคีถึงขนาดกลายเป็นวิกฤตยิ่งใหญ่ของชาติบ้านเมืองในขณะนี้นั้นย่อมเกิดแต่เหตุ ดังพระคาถาของพระอัสสะชิที่ว่า ธรรมทั้งหลายเหล่าใดย่อมเกิดแต่เหตุ พระตถาคตได้ตรัสถึงเหตุแห่งธรรมนั้น ตลอดจนความดับแห่งธรรมนั้นจริง ๆ โดยบทพระธรรมนี้ก็เห็นได้ชัดว่าความแตกแยกแตกสามัคคีอันเป็นวิกฤตใหญ่นั้นมีมาแต่เหตุก็คือความยึดมั่นถือมั่นที่ต่างกัน และต่างกันในลักษณะสุดขั้ว จนกลายเป็นสิ่งสุดโต่งสองทาง ราวกับว่าเป็นสิ่งสุดโต่งสองทางอันปรากฏอยู่ในพระธัมมจักกัปปวัตนสูตรนั้น
ความยึดมั่นถือมั่นอันกราบนมัสการมานั้นก็มีมาแต่เหตุเช่นเดียวกัน นั่นคือการถูกปลูกฝังทางความคิดด้วยชุดข้อมูลบางชนิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานับปี จิตมนุษย์นี้จึงแกว่งไกวไหวเอนโน้มไปในทางที่ถูกอบรมบ่มอัดด้วยข้อมูลเหล่านั้น ดังนัยคำพังเพยโบราณที่ว่า “อันเสาศิลาแปดศอกตอกเป็นหลัก แม้ผลักทุกวันเข้าเสาก็ไหว” ใจคนจึงไม่อาจทานทนต่อชุดความคิดที่ถูกปลูกฝังเช่นนั้นได้ คนจำนวนหนึ่งจึงมีอันเป็นเห็นผิดเป็นชอบ เห็นโทษเป็นคุณ เห็นชอบเป็นผิด เห็นคุณเป็นโทษ และมีความเชื่อมั่นในสิ่งที่คิดที่เชื่อที่เห็นนั้น แล้วก็มีอันเป็นดังที่เห็นกันอยู่ ดังนั้นซึ่งจะแก้ไขวิกฤตชาติบ้านเมืองในยามนี้ จึงมีแต่ต้องดับที่เหตุดังบทพระคาถาพระอัสสะชิที่กราบนมัสการมาข้างต้นนั้น จึงขออาราธนาพระคุณได้เป็นกำลังของแผ่นดินในการประกาศให้ราษฎรได้เห็นแจ้งในผิดชอบชั่วดีด้วยเถิด
ผมขอแสดงความสลดใจกับพระคุณและชาวสันติอโศกทั้งมวล ที่ศาสนสถานอันชนผู้มีศีลได้ก่อสร้างไว้ เพื่อปฏิบัติศาสนกิจและคุณูประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ได้ถูกคนเสื้อแดงเผาทำลายทิ้งโดยไม่มีเหตุผลใด ๆ เป็นความสลดใจนักหนาว่าแม้ศาสนสถานในพระศาสนาก็ยังกล้าบังอาจทำลายได้ถึงปานนี้ คนเหล่านั้นจะต้องทุกข์ทรมานในนรกหมกไหม้สักปานไหน ย่อมน่าเวทนายิ่งนัก แต่ก็ได้ประจักษ์ถึงน้ำใจของชาวอโศกว่าแม้ปานนั้นแล้วก็มิได้แสดงความหวั่นไหว ความโกรธอาฆาตพยาบาทให้ปรากฏเลย ย่อมสะท้อนและแสดงออกถึงผลการฝึกฝนอบรมจิตตามรอยบาทพระบรมศาสดา รำลึกได้ฉะนี้ก็มีความปีติยินดีที่ชาวอโศกได้ถึงซึ่งความเจริญงอกงามในพระธรรมวินัยของพระอริยเจ้าปานนั้น
ได้อ่านบทกวีที่พระคุณได้รจนามาท้ายลิขิตนั้นแล้วก็เป็นดังความอันผมได้นมัสการมาดังกล่าว ก็ขอกราบด้วยความนับถือในภูมิธรรมอันประเสริฐของพระคุณไว้ ณ ที่นี้
กราบนมัสการด้วยความเคารพ
นายไพศาล พืชมงคล
|