ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "เรื่อง EEC ที่ต้องบอกคนไทย" วันที่ 14 ก.พ.61 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑ เวลา ๑๓:๓๙ น.

     เรื่องโครงการเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือที่เรียกว่า EEC กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายในวาระที่ 2 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมาธิการ และมีข่าวกระเซ็นกระสายว่ามีแรงผลักดันที่จะให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผ่านวาระสามในเดือนกุมภาพันธ์ศกนี้ ดังนั้นเมื่อคนระดับรองนายกรัฐมนตรีทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านกฎหมายรวมกันผลักดันเช่นนี้แล้ว ก็คงสมปรารถนาในไม่ช้านี้ 

     ในขณะที่เกิดแรงผลัดดันอย่างแข็งขันดังกล่าว ก็มีการโหมกระแสทางสื่อมวลชนว่าเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญของทางรัฐบาลที่ไม่ผ่านไม่ได้แล้ว เพราะเกี่ยวกับความเป็นตายของเศรษฐกิจของประเทศ 

     อะไรจะปานนั้น! เพราะ EEC นั้น เป็นเรื่องที่จะจัดทำในพื้นที่เพียงสามจังหวัดเล็กๆ ในภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ซึ่งถ้าหากจะทำให้สำเร็จจริงๆ ก็คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี ในขณะที่มีเวลาที่จะถึงกำหนดการเลือกตั้งเพียงปีเดียวเท่านั้น แล้วจะไปชี้เป็นชี้ตายอะไรได้ เพราะเรื่องนี้ไม่มีที่จะผูกพันรัฐบาลหน้าอย่างแน่นอน 

     ที่สำคัญที่สุดคือการผลักดันโครงการนี้อย่างขมีขมัน ทั้ง ๆ ที่เวลาของรัฐบาลนี้เหลืออยู่เพียงปีเดียว จึงไม่มีทางที่จะส่งผลกระทบใด ๆ ทางเศรษฐกิจ เพราะต่อให้ร่างกฎหมายนี้ผ่านวาระที่สามก็ใช่ว่าจะประกาศใช้บังคับได้ทันที เพราะยังมีขั้นตอนนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพิจารณาโปรดเกล้าฯ นอกจากนั้นถ้าหากมีการร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งในวิธีการตรากฎหมายและเนื้อหาของกฎหมายแล้วก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ดีร้ายถึงวันเลือกตั้งแล้วก็ยังไม่แน่ว่าจะประกาศใช้กฎหมายนี้ได้หรือไม่ 

     ไม่เห็นหรือว่าขณะนี้มีกลุ่มองค์กรประชาชนมากหลายกำลังเคลื่อนไหวคัดค้านเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชนต่าง ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีข้อยุติอย่างไร 

     และที่สำคัญที่สุด ความจริงเกี่ยวกับ EEC เป็นอย่างไร เคยมีผลการศึกษามาตั้งแต่เมื่อใด หรือแค่ใครนึกคิดขึ้นมาก็ว่าเองเป็นตุเป็นตะ อย่างน้อยที่สุดในช่วง ม.ร.ว. ปรีดิยาธร  เทวกุล เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจนั้นไม่เคยมีเรื่อง EEC มาก่อน คงมีแต่เรื่องเศรษฐกิจพิเศษ 9 เขต ซึ่งถึงเวลานี้ก็ไม่มีใครรู้ว่ามุดดินจมอยู่ที่ไหน และเพิ่งมีเรื่อง EEC ปรากฏขึ้นมาแทน ดังนั้นคนไทยย่อมมีสิทธิ์ที่จะรับรู้ว่าโครงการนี้มาจากไหน มีผลการศึกษาโครงการมาก่อนหรือไม่อย่างไร และมีรายละเอียดอย่างไร ทั้งประเทศและประชาชนมีประโยชน์ได้เสียอย่างไร 

     หลังจากนั้นก็มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชนว่า 

     ประการแรก จะมีการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินพาณิชย์แห่งที่ 3 และมีการเชื่อมโยงสนามบินอู่ตะเภากับสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง ซึ่งจะผ่านทางมักกะสัน เพื่อเชื่อมต่อกับสถานีมักกะสันด้วย นอกจากนั้นจะมีการสร้างรถไฟขนส่งสินค้าเชื่อม สามท่าเรือในภาคตะวันออก ซึ่งทั้งหมดนี้จะให้เอกชนรายหนึ่งเป็นผู้ลงทุน เพียงเท่านี้คนทั้งหลายคงจะนึกออกว่าเอกชนรายไหนกันแน่ที่จะได้สิทธิ์ในการบริหารและใช้สอยทรัพย์สมบัติของชาติขนาดนี้ 

     ประการที่สอง มีข่าวคราวเพิ่มเติมต่อมาอีกว่า จะมีการลงทุนประมาณ 280,000 ล้านบาท โดยเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนประมาณ 200,000 ล้านบาท และรัฐจะร่วมลงทุน 80,000 ล้านบาท รวมความคือโครงการลงทุนนี้รัฐเป็นเสียงข้างน้อย เทียบไม่ได้กับกิจการพลังงานที่รัฐถือหุ้นข้างมาก แต่กระนั้นแล้วราคาพลังงานเป็นอย่างไรก็รู้ๆกันอยู่ 

     ประการที่สาม เพื่อจูงใจให้กับผู้ลงทุน จะมีการแถมที่ดินรถไฟมักกะสันให้นำไปพัฒนาเป็นส่วนหนึ่งของโครงการด้วย แต่เนื้อที่ยังคงสับสนอยู่ เพราะบางกระแสระบุว่ามีเนื้อที่ 400 ไร่เศษ บางกระแสว่ามีเนื้อที่ถึง 700 ไร่ โดยรวมโครงการแหล่งน้ำตามพระราชดำริเข้าไปด้วย ซึ่งเคยมีผู้ประมาณราคาว่าที่ดินรถไฟมักกะสันนี้เป็นที่ดินผืนงามและมีมูลค่าสูงสุด คือ ราว ๆ 300,000 ล้านบาท ทั้งนี้ยังมีการเปรียบเทียบกับที่ดินรถไฟที่ลาดพร้าว ซึ่งมีเนื้อที่ราว 30 ไร่ และสามารถเรียกเก็บค่าเช่าได้ 30,000 ล้านบาท สำหรับระยะเวลาประมาณ 30 ปี 

     ดังนั้นโครงการ EEC จะทำอะไรกันเมื่อไหร่ ย่อมยากจะคาดเดา แต่ที่แน่ชัดก็คือ การนำที่ดินมักกะสันนี้ไปพัฒนาหาประโยชน์ได้ก่อนแล้ว ซึ่งใครจะได้ประโยชน์เท่าใดก็ไม่มีข้อมูลปรากฏ 

     ประการที่สี่ ข่าวคราวปรากฏต่อมาว่าจะมีการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกับ EEC มีวงเงินประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการกู้เงินมาดำเนินการ ซึ่งเท่ากับจะเป็นการใช้เงินลงทุนที่ใหญ่ที่สุด คือ 1.8 ล้านล้านบาท จากวงเงินที่ประเทศไทยกู้ได้เต็มเพดานประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งหมายความว่ากว่า 70 จังหวัดทั่วประเทศ อาจไม่สามารถมีเงินกู้ยืมไปพัฒนาได้อีกเลย 

     ประการที่ห้า ต่อปัญหาว่าประเทศไทยจะได้อะไร จากการลงทุนมหาศาลขนาดนี้ มีข่าวคราวว่า จะมีการสงเสริมการลงทุน 10 กิจการ ในพื้นที่สามจังหวัด EEC โดยผู้ลงทุนจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ทั้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ระยะยาว 10-12 ปี และให้สิทธิ์ผู้มาลงทุนเช่าที่ดินถือครอง 99 ปี สามารถรับวีซ่าเข้าเมืองได้ครั้งละ 5 ปี ก็ไม่รู้ว่าประเทศไทย และคนไทยจะได้รับประโยชน์อะไรจากการลงทุนแบบนี้ 

     แต่ที่แน่ๆ ก็คือ กิจการประเภทเดียวกัน 10 กิจการที่ส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ EEC นั้น มีผู้ประกอบการในพื้นที่หลายจังหวัดของประเทศไทยมาก่อนแล้ว และจะต้องเสียภาษีตามอัตราที่กำหนด ดังนั้นเมื่อผู้ประกอบการในพื้นที่ EEC ไม่ต้องเสียภาษีระยะยาวก็จะเกิดความเสียเปรียบ และเสียหายกับผู้ประกอบการอื่นทั่วประเทศ 

     ประการที่หก มีการแถลงว่า EEC จะเป็นศูนย์กลางการค้า การเศรษฐกิจ และการคมนาคม ที่เชื่อมต่อกับเส้นทางสายไหม เชื่อมต่อกับตลาดใหญ่ของโลกที่มีประชากรถึง 4,400 ล้านคน แต่ในความเป็นจริงนั้นจะเชื่อมโยงกับเส้นทางสายไหมที่เชื่อมแผ่นดินใหญ่ของโลกทั้งทางบกและทางทะเลที่ตรงไหนเล่า 

     เพราะเส้นทางสายไหมนั้นเขามีเส้นทางหลักที่ชัดเจนอยู่ ไม่ใช่นึกเอาเองได้ และสำหรับประเทศไทยถ้าจะเชื่อมกับเส้นทางสายไหมก็ต้องเชื่อมจากจังหวัดหนองคายไปยังนครเวียงจันทน์ของประเทศลาว จึงจะสามารถเชื่อมต่อไปยังประเทศจีนและทั่วโลกกว้างได้ แต่ปรากฏว่าในปลายปี 2554 ถ้าทำกันจริง ประเทศไทยก็เพิ่งสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพ-โคราชแล้วเสร็จเท่านั้น ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการสร้างทางรถไฟเชื่อมโยงไปทางจังหวัดหนองคายในอีกกี่สิบปีข้างหน้า และจะเชื่อมจากหนองคายไปนครเวียงจันทน์เมื่อใดก็ไม่มีใครรู้ ดังนั้นการเชื่อมต่อกับตลาดที่มีประชากร 4,400 ล้านคน จึงแม้แต่แผนงานก็ยังไม่มี 

     นอกจากนั้น การเชื่อมต่อกับโลกภายนอกทางลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งเชื่อมต่อ 6 ประเทศ และมีประชากรถึง 2,200 ล้านคน แม้จะมีการลงนามในปฏิญญาซันย่าที่จะร่วมกันพัฒนาแม่น้ำโขง ถึงล้านช้าง เพื่อรองรับการท่องเที่ยวปีละ 10 ล้านคน และรองรับการขนส่งสินค้าของเรือระวางขับน้ำ 500 ตันแล้วก็ตาม แต่ก็เบี้ยวกันไปเรียบร้อยแล้ว โดยยังไม่มีการลงนามในแผนปฏิบัติการ ทำให้ 5 ชาติที่เหลือเขาตกลงทำกันเองหมดแล้ว ตลาดใหญ่ 2,200 ล้านคน ก็พินาศไปในพริบตา 

     ที่สำคัญคือ พื้นที่ EEC นั้นไม่มีฐานะเป็นระเบียงเศรษฐกิจ เพราะเป็นพื้นที่ด้านในของประเทศ ไม่ใช่พื้นที่ติดกับชายแดนที่จะทำการค้าขายเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านได้โดยตรง เพราะกว่าจะเดินทางไปถึงประเทศกัมพูชาก็ยังลำบาก ขัดสน และที่สำคัญกัมพูชาเขาสนใจที่จะพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสีหนุวิลล์ ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่และมีท่าเรือขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน เพื่อเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อเส้นทางสายไหมจีน-อาเซียนใต้ คือ มาเลเซีย สิงคโปร์บรูไน และอินโดนีเซีย ซึ่งมีประชากรถึง 400 ล้านคน แล้ว EEC จะเชื่อมกับใครที่ตรงไหนเล่า? 

     อันสิ่งที่เรียกว่าระเบียงเศรษฐกิจนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนก่อนเพื่อน เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่จัดตั้งขึ้นพิเศษ เพื่อเชื่อมต่อเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยว และการคมนาคม ระหว่างเมืองชายแดนของประเทศจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์หลักของจีนที่ต่อยอดจากยุทธศาสตร์การเชื่อมต่อพื้นที่ต่าง ๆ ภายในประเทศจีนทั้งหมดออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน 

     ประการที่เจ็ด มีข่าวคราวหลายกระแสชัดเจนว่า ถ้ามีการลงทุนสร้างกิจการอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC ตามที่เป็นข่าวแล้ว ปริมาณน้ำและไฟฟ้าที่จะใช้ในพื้นที่ก็จะไม่เพียงพอ จะต้องจัดหาไฟฟ้าและน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าง มิฉะนั้นก็จะดำเนินการใด ๆ ไม่ได้ เพราะลงว่าน้ำและไฟฟ้าไม่พอเสียอย่างแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ 

     คงจะจำกันได้ว่า หลังจากมีข่าวคราวเรื่อง EEC ปรากฏขึ้น ก็เคยมีการนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อจัดซื้อกระแสไฟฟ้าจากโรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กในกัมพูชา 2-3 แห่ง ด้วยค่าซื้อที่แพงลิบลิ่ว คือยูนิตละ 10.25 บาท และต้องเดินสายส่งจากประเทศไทยเข้าไปในกัมพูชาด้วยเงินลงทุนถึง 100,000 ล้านบาท และยังไม่เพียงพอ และต้องจัดหาอีกแหล่งหนึ่งในกัมพูชา ซึ่งจะต้องเดินสายส่งเข้าไปอีกราว 100,000 ล้านบาท และมีข่าวว่านายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้ถอนวาระดังกล่าวออกการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งจากวันนั้นถึงวันนี้ก็ไม่มีข่าวคราวเรื่องการจัดหาไฟฟ้าและน้ำใน EEC อีกเลย 

     คงจะจำกันได้ว่าเมื่อครั้งรัฐบาลพรรคไทยรักไทยนั้น เคยมีข่าวการว่าจ้างนักกฎหมายมือฉมังให้ยกร่างกฎหมายเขตเศรษฐกิจสุวรรณภูมิ และถูกประชาชนชาวไทยลุกฮือขึ้นต่อต้านทั่วประเทศเพราะส่อว่าจะแบ่งแยกราชอาณาจักร ตั้งรัฐซ้อนรัฐ และยกแผ่นดินตลอดจนผลประโยชน์แห่งชาติให้แก่ต่างชาติเหนือกว่าคนไทยซึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดิน 

     มาวันนี้กระบวนการเดิม ๆ กำลังเกิดขึ้น แต่ขนาดกลับใหญ่โตยิ่งกว่าเขตเศรษฐกิจสุวรรณภูมิหลายสิบเท่า ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนทุกฝ่ายต้องหาความจริงอย่างถ่องแท้เสียก่อน.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License