ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "จับตาการประชุมสุดยอดกลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง!" วันที่ 6 ม.ค.61 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย ิสิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๐๕ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๑:๑๑ น.

     ในสัปดาห์หน้าจะมีการประชุมสำคัญที่จะมีผลใหญ่หลวงต่อประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศ นั่นคือการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย จีน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยเป็นการประชุมระดับผู้นำซึ่งจะจัดขึ้นที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา โดยกัมพูชาเป็นเจ้าภาพและเป็นประธานการประชุมในครั้งนี้ 

     หมายความว่าจะมีผู้นำของรัฐบาลทั้ง 6 ประเทศไปเข้าร่วมประชุม โดยประเทศเจ้าภาพคือนายกรัฐมนตรีฮุนเซนจะเป็นประธานการประชุม 

     ในการนี้ย่อมมีนายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเสียงของจีน และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทยเข้าร่วมประชุมด้วย และวาระสำคัญที่จะพูดจากันในครั้งนี้เรื่องหนึ่งก็คือปฏิญญาซันย่า ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการร่วมมือกันในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงและแม่น้ำล้านช้าง 

     ในการประชุมสุดยอดของผู้นำกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้าง ที่เมืองซันย่า มณฑลไหหลำ ประเทศจีน ครั้งที่ผ่านมานั้น ที่ประชุมได้ตกลงผ่านมติให้จัดทำปฏิญญาซันย่าขึ้น สรุปเนื้อใหญ่ใจความก็คือประเทศภาคีสมาชิกจะร่วมกันพัฒนาการเดินเรือในลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 6 ประเทศ และประชาชาติทั้ง 6 ประเทศ 

     พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือจะเปลี่ยนสภาพของลุ่มแม่น้ำโขงจากเดิมซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของการค้ายาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการค้ามนุษย์ ตลอดจนการค้าของเถื่อนข้ามแดน ให้เป็นแม่น้ำแห่งสันติภาพและการพัฒนาที่มีความปลอดภัยและมีความเจริญรุ่งเรือง 

     ประเทศต้นน้ำคือจีน พม่า และลาว จะร่วมกันปล่อยน้ำจากแหล่งกักเก็บของตนเพื่อให้แม่น้ำโขงสามารถใช้ในการเดินเรือได้ตลอดทั้งปี ไม่ใช่ใช้เดินเรือได้เฉพาะบางฤดูกาลไม่กี่เดือน 

     และจะร่วมมือกันขุดลอกเกาะแก่งในแม่น้ำโขงที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ โดยจีนจะรับภาระเป็นผู้ทำการขุดลอกเกาะแก่งเหล่านั้นด้วยค่าใช้จ่ายของประเทศจีนเอง 

     ซึ่งต้องเข้าใจว่าเกาะแก่งในแม่น้ำโขงนั้นที่มีจำนวนมากและเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือส่วนใหญ่อยู่ในแม่น้ำโขงระหว่างประเทศลาวและพม่า ซึ่งจำนวนมากจะอยู่ที่บริเวณห่างขึ้นไปจากเชียงแสนของประเทศไทยราว 3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นดินแดนของพม่าและลาว และบรรดาเกาะแก่งในพื้นที่นั้นก็เป็นกรรมสิทธิ์และอธิปไตยของพม่าและลาว 

     สำหรับเกาะแก่งในแม่น้ำโขงส่วนที่กั้นไทยกับลาวนั้น เกือบทั้งหมดก็เป็นกรรมสิทธิ์และอธิปไตยของลาว ทั้งนี้ตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ที่จัดทำขึ้นในสมัยยุคล่าอาณานิคม คงมีเพียงแก่งเล็ก ๆ 8 แก่งที่ใกล้กับฝั่งไทยเท่านั้น ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศไทยและไม่ได้เป็นนัยยะสำคัญต่อการขุดลอก 

     และต้องเข้าใจด้วยว่าตลอดระยะเวลากว่าร้อยปีมานี้ประเทศลาวไม่ยินยอมให้ชาติใดขุดลอกเกาะแก่ง ไม่ว่าในพื้นที่เกี่ยวข้องกับพม่าหรือประเทศไทย เพราะลาวรู้ดีว่าเส้นแบ่งเขตแดนลาวกับประเทศเพื่อนบ้านในแม่น้ำโขงนั้นถือเอาเกาะแก่งตามที่แต่ละประเทศมีกรรมสิทธิ์ จึงเป็นผลให้แดนแห่งอธิปไตยของลาวเข้ามาใกล้ริมแม่น้ำโขงฝั่งไทย ไกลออกมาจากกลางแม่น้ำโขงตามสนธิสัญญา 

     แต่ลาวทราบดีว่าที่มาของข้อเสนอในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นแม่น้ำแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองนั้นมาจากไหน และเป็นบุคคลสำคัญระดับสูงสุดขนาดไหน ซึ่งลาวมีความเกรงอกเกรงใจและให้เกียรติอย่างสูงสุด ดังนั้นลาวจึงยินยอมและร่วมมือในการขุดลอกแม่น้ำโขงตามข้อตกลงนั้น 

     เหตุนี้เมื่อใดก็ตามที่การขุดลอกแล้วเสร็จ ก็จะมีกิจการเดินเรือท่องเที่ยวขนาดยักษ์ในเส้นทางที่สวยงามหลากหลายวัฒนธรรมในพื้นที่ถึง 6 ประเทศ ซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือท่องเที่ยวที่ยิ่งใหญ่และสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของโลกที่จะอำนวยประโยชน์และรายได้ให้แก่ประเทศสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยนี่แหละจะได้รับประโยชน์สูงสุด 

     และเมื่อใดก็ตามที่การขุดลอกแล้วเสร็จก็มีการเดินเรือขนส่งสินค้าสำหรับ 6 ประเทศ โดยจะเป็นเรือขนาดใหญ่ระวางขับน้ำ 500 ตัน และมีท่าเรือประมาณ 16 ท่าตลอดริมฝั่งทั้ง 6 ประเทศ จะทำให้เกิดการค้าขายข้ามแดนทางเรือผ่านแม่น้ำโขงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยมีตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรถึง 2,200 ล้านคน รองรับการผลิตและสินค้าที่ประเทศไทยได้เปรียบที่สุด เพราะตั้งอยู่กลางน้ำ 

     แต่ทว่าประเทศไทยนี้มีเวรกรรมหนักหนาสาหัส เพราะในขณะที่ภาคีสมาชิกทุกชาติเขาร่วมมือกันอย่างคึกคักเพื่อดำเนินการตามปฏิญญาซันย่าให้เป็นมรรคผล แต่กลับมีกลุ่มคนที่เชื่อมโยงกับผลประโยชน์ต่างชาติจำนวนเพียงไม่กี่คนเคลื่อนไหวคัดค้านการเข้าร่วมพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง และร้องเรียนไปในระดับสากลอันเป็นการเหลือวิสัยของชาวบ้านในพื้นที่ โดยมีข้ออ้างว่ากระทบต่อระบบนิเวศ 

     เป็นเหตุให้การประชุมระดับรัฐมนตรีที่ยูนนานของภาคีสมาชิกมีการปรารภขึ้นว่าประเทศไทยอาจมีปัญหาในการเข้าร่วมเพราะมีการคัดค้านของภาคประชาชน 

     ในฐานะที่ผู้เขียนก็เป็นประชาชนคนหนึ่ง ขอประกาศว่าประชาชนคนนี้สนับสนุนการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงตามข้อตกลงของภาคีสมาชิกทุกประเทศ 

     และเนื่องจากปฏิญญาซันย่ากระทำโดยผู้นำของภาคีสมาชิก ดังนั้นเมื่อชาติใดที่ไม่ร่วมมือหรือถอนตัวออก ก็ต้องไปว่ากล่าวกันในที่ประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งจะมีการประชุมที่กัมพูชาในวันที่ 10-11 มกราคม ศกนี้ 

     จึงต้องจับตาดูว่าประเทศไทยเราจะเบี้ยวข้อตกลงให้ระบือลือลั่นสนั่นโลก โดยข้ออ้างที่ไม่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์แห่งชาติ และจะสร้างความเสียหายย่อยยับให้แก่ชาติบ้านเมืองไปอีกยาวนานหรือไม่? ซึ่งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ชี้ชะตากรรมนี้ให้กับประเทศชาติของเรา.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License