ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "หนทางแก้ปัญหาโรงไฟฟ้าถ่านหิน" วันที่ 12 ธ.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๗ ธันวาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๓:๕๖ น.

     นับวันความขัดแย้งเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้กำลังขยายตัวลุกลาม และอาจกลายเป็นปัญหาทางการเมือง หรืออาจกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นก็ได้ 

     เพราะขณะนี้แม้พ้นเทศกาลกฐินแล้ว แต่กฐินนอกฤดูกาลทางการเมืองกำลังเตรียมกันทุกหนทุกแห่ง ก็ไม่รู้ว่าจะทอดสามัคคีวันไหนเท่านั้น และเรื่องใดเท่านั้น ดังนั้นจึงพึงตระหนักให้จงดี 

     อย่าได้ประมาทกับประชาชน เพราะประวัติศาสตร์ได้ให้บทเรียนไว้แล้วว่าอำนาจรัฐทหารนั้นแม้ดูว่าจะเข้มแข็งเกรียงไกรแต่แท้จริงกลับเปราะบางยิ่งนัก รัฐบาลถนอม-ประภาส รัฐบาล รสช. ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกันแล้วเข้มแข็งหยั่งรากลึกกว่าปัจจุบันมาก แต่พอเอาเข้าจริงแค่ 7 วัน 15 วันก็มีอันเป็นไปทั้งสิ้น 

     นี่แหละเป็นดังที่โบราณท่านว่าไว้ว่ารัฐบาลเปรียบเป็นดั่งเรือ ประชาชนเป็นดั่งน้ำ น้ำพยุงเรือให้ลอยได้ก็จริง แต่น้ำก็มีพลานุภาพที่จมเรือเสียเมื่อใดก็ได้ เหตุนี้ใครไหนก็ตามหากปรามาสมองข้ามสัจธรรมนี้ย่อมไม่มีชะตากรรมที่ดีเลยแม้แต่สักคนเดียว 

     ปัญหาเรื่องการเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้านั้น ความจริงไม่ใช่ปัญหาในตัวของมันเองเพราะเป็นธรรมดาถ้าไฟฟ้าไม่พอใช้ก็ต้องจัดหามาให้พอใช้ ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่เคยขาดแคลนเพราะสามารถจัดหาไฟฟ้าได้โดยทั่วไปและไม่มีขาดแคลน ไม่ว่าจะซื้อกระแสไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้าน หรือสร้างโรงไฟฟ้า หรือผลิตไฟฟ้าด้วยประการอื่น ๆ 

     ดังนั้นอย่าโมเมว่าถ้าไม่ตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วจะไม่มีไฟฟ้าใช้ นั่นเป็นเหตุผลที่โกหกใครไม่ได้แล้ว การหาไฟฟ้ามาใช้ให้เพียงพอเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เป็นปัญหา และประชาชนก็ยอมรับและเข้าใจได้ 

     แต่ที่เป็นปัญหาความขัดแย้งลุกลามใหญ่โตอยู่ในทุกวันนี้เป็นเรื่องของความดึงดันที่จะตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งก่อมลพิษ และประชาชนทุกหนแห่งทั้งประเทศเชื่อว่าเป็นพิษภัย เป็นเภทภัย เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ มีบทเรียนและความจริงพิสูจน์มากมาย จึงเป็นที่มาของการต่อต้านและคัดค้านโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน 

     แทนที่จะมาทำความเข้าใจกันว่าสามารถหาไฟฟ้าหรือผลิตไฟฟ้าอย่างอื่นที่ไม่ต้องใช้ถ่านหินได้หรือไม่ กลับใช้อำนาจบาตรใหญ่และเล่ห์กลอุบายสารพัดว่าถ้าไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแล้วจะเอาไฟฟ้าที่ไหนมาใช้ ใครจะรับผิดชอบถ้าไฟฟ้าขาดแคลน ซึ่งเป็นเรื่องของคนพาลที่พูดจาแบบพาล ดังนั้นแม้จะเสกสรรปั้นข้อมูลว่ามีความยอมรับประการใด ๆ ก็ตาม ข้อมูลนั้นก็ไม่มีรากฐานความจริงรองรับ เป็นเหมือนสายลมที่แผ่วผ่านไปเท่านั้น หรืออาจเปรียบได้กับต้นไม้ที่ไร้รากแก้ว ลมแห่งสัจจะโชยมาแต่แผ่ว ๆ ก็ล้มครืนลงในพริบตา และยิ่งสร้างความคับแค้นชิงชังให้กับประชาชนมากขึ้นทุกที 

     ทำไมจึงต้องดึงดันจะตั้งแต่โรงไฟฟ้าถ่านหินทั้ง ๆ ที่มีทางเลือกอย่างอื่นมากมาย จากข่าวคราวที่เกิดขึ้นและประมวลได้ทั้งหมดเป็นดังนี้ 

     ประการแรก มีนักการเมืองและรัฐวิสาหกิจบางแห่งไปลงทุนซื้อเหมืองถ่านหินไว้ในต่างประเทศ ซึ่งยังมีเรื่องข่าวคาวฉาวโฉ่เรื่องการทุจริต และอยู่ระหว่างการดำเนินการสอบสวนบ้าง อยู่ระหว่างการดำเนินคดีบ้าง 

     ประการที่สอง เมื่อไปลงทุนซื้อเหมืองถ่านหินไว้เช่นนั้นแล้ว ก็ดึงดันและใช้อำนาจตลอดจนกลวิธีต่าง ๆ เพื่อจะตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้ ไม่ยอมที่จะให้ใช้แหล่งผลิตหรือใช้อย่างอื่นในการผลิตไฟฟ้า กระทั่งขัดขวางการหากระแสไฟฟ้าหรือวิธีผลิตไฟฟ้าอย่างอื่นที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย เพื่อก่อเงื่อนไขที่จะต้องตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินให้จงได้ 

     พฤติกรรมเช่นนี้โบราณท่านเปรียบเทียบว่าเป็นการตัดตีนให้เข้ากับเกือก ซึ่งนอกจากจะเดินไม่ได้แล้วยังจะเจ็บตัวเปล่าอีกด้วย คอยติดตามดูต่อไปก็แล้วกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกก่อกรรมทำเข็ญแก่ชาติบ้านเมืองและราษฎรเช่นนี้ 

     ประการที่สาม เพื่อจะดึงดันตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินให้ได้ก็มีการกระทำทุกอย่าง ทั้งในเรื่องจัดหาคนมาทำ ทั้งในเรื่องการสร้างกระแสสังคม การปั้นข่าวเท็จ การข่มขู่คุกคามและกระทั่งการทำร้ายประชาชน จนเป็นเหตุให้ไฟแห่งสงครามกลางเมืองกำลังคุกรุ่นขึ้นในภาคใต้อีกครั้งหนึ่งแล้ว 

     ไม่เห็นหรือว่าใช้อำนาจกันไปแค่ไหนแล้ว ใช้คน ใช้เงินกันไปขนาดไหนแล้ว สามารถหยุดการคัดค้านการต่อต้านของประชาชนได้หรือไม่? กลับจะยิ่งลุกลามบานปลายประหนึ่งประกายไฟน้อยที่กำลังขยายไหม้ลามทุ่ง หากยังดึงดันต่อไปใครจะรู้ได้ว่าไฟที่ลามเป็นทุ่งกว้างจะสามารถเผาผลาญผู้ก่อกรรมทำเข็ญกับบ้านเมืองและราษฎรให้วอดเป็นจุณไปก็ได้ 

     ดังนั้นเพื่อมิให้ปัญหาบานปลาย เพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง เพื่อความมั่นคงแห่งรัฐ และเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนดังที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกำชับตลอดมา จึงจำเป็นจะต้องเสนอทางออกทางเลือกให้กับปัญหานี้ดังนี้ 

     ข้อแรก ออกนโยบายให้หน่วยงานของรัฐที่ซื้อเหมืองถ่านหินไว้ขายเหมืองนั้นออกไป ยอมรับผลขาดทุน ซึ่งคงไม่เกิน 10,000-20,000 ล้านบาท ส่วนใครมีหน้าที่รับผิดชอบหรือไม่ประการใดก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ส่วนที่นักการเมืองไปลงทุนซื้อเหมืองถ่านหินไว้ก็เป็นเรื่องทางธุรกิจที่จะต้องแก้ไขกันไปตามวิถีทาง 

     ข้อสอง ทำตามที่พูด เมื่อพูดนโยบายบริหารประเทศแบบ 4.0 ก็ต้องไม่ใช้ถ่านหินซึ่งเป็นพลังงานในยุค 1.0 นี่คือความขัดแย้งในทางโยบายที่กำลังทำลายความเชื่อถือนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่างหนักหน่วงอยู่ในขณะนี้ จะต้องปรับมาใช้พลังงานยุค 4.0 ส่วนจะเป็นอย่างไรก็ไปศึกษากันเอง 

     ข้อสาม ทำความรู้ให้ทัดเทียมกับประชาชนที่ทราบเป็นอย่างดีว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดกระแสไฟฟ้า และมีขีดความสามารถที่จะผลิตไฟฟ้าด้วยประการอื่นๆ โดยไม่ต้องใช้ถ่านหินได้อย่างเพียงพอด้วย จะต้องเลิกทำเป็นไม่รู้หรือเลิกโง่ให้เขาหลอกลวงได้แล้ว เพราะประชาชนกำลังจับจ้องมองดูอยู่ 

     ซึ่งการจะเดินแก้ผ้ากลางถนนแล้วจะให้ผู้คนมองว่าสวมเสื้อผ้านั้นไม่ใช่ฐานะที่จะเป็นไปได้เลย!

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License