ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
เคาะแล้ว5รายว่าที่กกต. ประชา-ฐากร ‘พรเพชร’จ่อชงเข้าสนช. พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันพุธที่ ๐๖ ธันวาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๐๑ น.

เคาะแล้ว5รายว่าที่กกต.  ประชา-ฐากร  ‘พรเพชร’จ่อชงเข้าสนช.  รอประสานที่ประชุมศาลฎีกา  หลังเลือกได้1คน-ลุ้นให้ครบ7  คสช.ไล่บี้แหลกอาวุธเสื้อแดง

 

มติคณะกรรมการสรรหา เคาะ “ประชา-ฐากูร-เรืองวิทย์-อิสสรีย์-ชมพรรณ์” นั่ง 5 เสือกกต.ใหม่ ประธาน “พรเพชร” จ่อชง “สนช.” เห็นชอบ พร้อมประสานที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา หลังคัดเลือกได้ 1 และรอคัดอีกหนึ่ง ให้ครบ 7 เสือกกต.ด้าน “คสช.” เช็คคำพิพากษาคดีอาวุธสงคราม จัดเต็มพวกฮาร์ดคอร์เสื้อแดงหัวรุนแรง พร้อมขอหมายจับเพิ่มอังคารนี้

 

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม

 

ที่อาคารรัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะกรรมการสรรหาคณะกรรมการการเลือกตั้ง) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหาฯว่า ภายหลังการรับฟังวิสัยทัศน์และซักถามของผู้ผ่านเกณฑ์ทั้ง 15 คน คณะกรรมการสรรหาฯได้มีการประชุมเพื่อพิจารณาเลือกผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.ป.)ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้การสรรหาจะต้องมีการลงคะแนน 3 รอบ โดยในการลงคะแนนรอบแรก ได้รายชื่อผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งจำนวน 4 คน จากนั้น จึงมีการเปิดลงคะแนนรอบที่ 2 โดยจะคัดเลือกจากผู้ที่เคยได้คะแนนแล้ว โดยผลการลงคะแนนรอบที่สองก็ปรากฏว่านายนายประชา เตรัตน์ ได้รับเลือกเป็นคนสุดท้าย

 

นายพรเพชร กล่าวอีกว่า ในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการสรรหาฯจะมีการประชุมกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อรับรองมติการประชุมครั้งนี้ เพื่อเสนอให้สนช.พิจารณาต่อไป ส่วนจะบรรจุเข้าวาระการพิจารณาของ สนช.วันไหนนั้นยังไม่ทราบ ขณะที่มีการร้องเรียนเรื่องการไม่ผ่านการคัดเลือกจากปัญหาคุณสมบัตินั้น ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาฯได้มีการพิจารณาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาไปตามกฎหมายที่วางไว้ จะไปเปลี่ยนหลักเกณฑ์ได้อย่างไร หากมีการเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ถูกตัดสิทธิจากเข้ารับการสรรหาในองค์กรอิสระอื่นๆ  

 

นอกจากนั้นก็เป็นกรณีของการดำรงตำแหน่งที่ไม่ครบ ในส่วนของ การเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. จำนวน 2 คน ของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกานั้น ตนยังไม่ได้หารือกับประธานศาลฎีกา แต่ก็ทราบจากข่าวว่าขณะนี้ได้มาแล้ว 1คนและในวันที่ 6ธค.ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจะมีการประชุมเพื่อลงมติเลือกอีก 1 คนที่เหลือ

 

เปิดชื่อว่าที่5เสือ กกต.

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง กกต. ประกอบด้วย นายเรืองวิทย์ เกษสุวรรณ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ, นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ, นายอิสสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์, นางชมพรรณ์ พงษ์เจริญ สุธีรชาติ ที่ปรึกษากฎหมาย บริษัท วรวิสิฏฐ์ จำกัด และหัวหน้าสำนักงานกฎหมายสุธีรชาติและนายประชา เตรัตน์ อดีตผวจ.นราธิวาส ชลบุรี และสุราษฎร์ธานี

 

รอศาลฎีกาเลือกเพิ่มอีก1ราย

 

ผู้สื่อข่าวรายงานก่อนหน้านี้ว่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. จำนวน 2 คน ขณะที่ผลการลงมติตามหลักเกณฑ์ ระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการคัดเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 บัญญัติไว้นั้น ปรากฏว่า นายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา เป็นผู้สมัครเพียงคนเดียวที่ได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเห็นสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต.

 

ส่วนผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อรายอื่นยังไม่ผ่านเกณฑ์ของที่ประชุม ดังนั้นจึงจะต้องเริ่มกระบวนการเปิดรับสมัครผู้ที่เข้าร่วมเสนอชื่อเป็น กกต.อีกครั้ง พร้อมตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ หลังจากนั้นจึงจะกำหนดนัดประชุมใหญ่ศาลฎีกา เพื่อลงมติเลือกผู้สมัครใหม่ จากจำนวนที่ยังขาดอีก 1 คน

 

คสช.เช็คประวัตผู้ต้องหาซุกอาวุธ

 

ม แหล่งข่าวจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า กำลังให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบคำพิพากษาศาลทหารของ นายวัฒนา หรือนายศิวะ ทรัพย์วิเชียร ในคดีร่วมกันมีอาวุธสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองเมื่อปี2557 ที่ผ่านมา ภายหลังพ้นโทษและเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม ระเบิดขว้างสังหารและกระสุนปืนขนาดต่างๆ จำนวนมาก ที่ถูกนำมาทิ้งไว้ในพื้นที่ หมู่15 ต.ดอนฉิมพลี อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

 

“อยู่ระหว่างการ ตรวจสอบคำพิพากษาของศาล ต้องไปดูว่าศาลตัดสินจำคุกกี่ปี ระยะเวลานายวัฒนาต้องโทษจริงกี่ปี เพราะเหตุใดถึงพ้นโทษในเวลาอันรวดเร็ว ส่วนคดีที่นายวัฒนามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธสงคราม ที่ จ.ฉะเชิงเทรานั้น ทางพนักงานสอบสวนกำลังพิจารณาว่าจะต้องขึ้นศาลทหาร หรือ ศาลพลเรือน เนื่องจากเป็นรอยต่อระหว่างรัฐประหาร รวมถึงมูลเหตุของคดีต้องพิจารณาให้ชัดเจน จึงต้องมีความละเอียด รอบคอบ” แหล่งข่าว คสช.ระบุ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ได้ประกาศ คสช.ฉบับที่ 50/2557 ให้ศาลทหารมีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม และกระทําความผิดตั้งแต่วันที่ 22 พฤษภาคม พุทธศักราช 2557 เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป

 

โดยในคดีแรก นายวัฒนา ถูกจับกุม เมื่อวันที่ 13 ส.ค.2557 ตามหมายจับศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี เลขที่ 14 ก./2557 ลงวันที่ 29 มิ.ย.2557 ข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะในการสงครามที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย และถูกส่งตัวขึ้นศาลทหาร ในขณะนั้นนายวัฒนาให้การสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่า ตนรับอาวุธสงคราม จากนายสมเจตน์ คงวัฒนะ หรือสน ผู้ต้องหาเครือข่ายอาวุธสงครามวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้แจกจ่ายอาวุธ เช่น เอ็ม 79 ระเบิดอาร์จีดี 5 ให้บุคคลต่างๆ ไปเพื่อสร้างความวุ่นวายแก่ประชาชนในช่วงที่การชุมนุมของกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ก่อนส่งต่อให้นายชัยวัฒน์ ผลโพธิ์ หรือเปี๊ยก กาละแม เพื่อไปใช้ก่อเหตุในจุดต่างๆ และส่วนหนึ่งนำไปฝังดินไว้แถว อ.ลาดบัวหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12ก.ย.2559 พล.อ.ประยุทธ์ ได้ใช้อำนาจตาม ม.44 ออกคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่55/2559 ให้ดคีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร คดีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืนหรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ไปใช้ศาลปกติ

 

ป.ชงขอหมายจับ6ธันวาคม

 

มีรายงานข่าวว่า วันที่ 6ธันวาคมนี้ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม จะยื่นเรื่องต่อศาลอาญาเพื่อ เพื่อขอหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพบอาวุธสงคราม ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เมื่อ 24 พฤศจิกายนที่ผ่านมา หลายคนหลังมีพยานหลักฐานแน่นหนาในข้อหาร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิด ที่ใช้เฉพาะในการสงคราม ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกให้ได้ไว้ในครอบครอง และความผิดฐาน อั้งยี่ ซ่องโจร คดีนี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติ ประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย คสช.แจ้งความร้องทุกข์ไว้กับพนักงานสอบสวนกองปราบปราม หลังสอบสวนขยายผลจากพยานบุคคล และแกะรอยจากอาวุธสงครามที่ตรวจยึดพบความเชื่อมโยงว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาวุธสงครามทั้งหมด

 

รายงานข่าวยังระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีผู้ใดขอเข้ามอบตัว แต่มีการเชิญผู้ต้องสงสัยมาสอบสวน อาวุธที่พบอยู่ในสภาพใหม่พร้อมใช้งาน

 

‘ป๊อก’แย้มปลดล็อคของขวัญปีใหม่

 

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมของสถานการณ์ภายในประเทศภายหลังพบอาวุธที่ จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ขณะนี้ถือว่าสถานการณ์ในภาพรวมถือว่ายังเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรน่าห่วง ส่วนกรณีที่พรรคการเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช.ปลดล็อก เพื่อให้พรรคการเมือง สามารถเคลื่อนไหวทำกิจกรรมทางการเมืองได้นั้น คงยังต้องเป็นไปตามที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมระบุก่อนหน้านี้ คือยังไม่พิจารณาปลดล็อก

 

เมื่อถามต่อว่ารัฐบาลและ คสช.จะพิจารณาเรื่องดังกล่าว เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับบรรดาพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนจะลองเสนอพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้พิจารณาดู

 

วิษณุชี้พร้อมหาทางออกให้ทุกพรรค

 

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) แสดงความกังวลหาก คสช. ไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง จะทำให้พรรคสิ้นสภาพ เพราะไม่สามารถเตรียมตัวได้ทันตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 ว่า ทั้งหมดที่แสดงความกังวลมา คสช.เคยระบุไว้แล้วว่ารับรู้ปัญหา และกำลังคิดว่าจะหาทางแก้ไขอย่างไรดี แต่ยืนยันได้ว่าจะไม่ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ . ระบุแล้วว่าเรื่องกำหนดเวลาตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองนั้น ไม่ต้องเป็นห่วง เมื่อมีประกาศหรือคำสั่งหัวหน้าคสช.ล็อกเอาไว้แบบนี้ แต่ไปสวนทางกับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองจะต้องมีวิธีที่จะแก้ไขปัญหาให้ ส่วนจะแก้ไขอย่างไรตนไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องของคสช. ขอให้รอดู

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ขณะนี้ผ่านมา60 วันแล้วหลังพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองบังคับใช้ พรรคการเมืองจะดำเนินการทันหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า คสช.ยืนยันแล้วว่ามีทางออกให้ และจะไม่กระทบเรื่องของการทำระบบสมาชิก การเตรียมตัวอะไรต่างๆ หรือแม้แต่เรื่องพรรคสิ้นสภาพนั้นไม่ต้องเป็นห่วง ทั้งนี้ คาดว่าคสช.จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในเร็วๆ นี้

 

ที่มา แนวหน้าออนไลน์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License