ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
กกต.งัดข้อประยุทธ์ สมชัยยก‘กม.-รธน.’สอนโพลชี้97%ปลื้ม‘ท็อปบูต’ พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันจันทร์ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๓๔ น.

"สมชัย" ยกข้อกฎหมาย-รธน.ตอบคำถามข้อ 2 ของนายกฯ ชี้หาก คสช.หมายถึงองค์อำนาจจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดคงไม่เหมาะสม เตือนห้ามใช้อำนาจผ่าน จนท.รัฐให้คุณให้โทษแก่ผู้สมัคร-ไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐเอื้อการเลือกตั้งหรือเรี่ยไรบริจาคพรรคการเมือง "เพื่อไทย" ชี้ 10 คำถามย้อนแย้งไม่ตั้งใจฟัง ปชช.จริง ทั้งที่โพลหนุนปลดล็อกพรรคการเมือง ขณะที่โพลระบุ ปชช.ส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 97.2 ชอบทหาร ไม่รังเกียจ เชียร์ปรับ ครม.ก่อนเลือกตั้ง

 

เมื่อวันอาทิตย์ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึง 6 คำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่สอบถามประชาชน ว่า จะขอตอบประเด็นคำถามที่ 2 เพียงประเด็นเดียวที่ว่า "คสช.สามารถสนับสนุนพรรคการเมืองใดได้หรือไม่" ซึ่งในประเด็นนี้ต้องตีความหมายว่า คสช.หมายถึงสมาชิก คสช. ในฐานะที่เป็นตัวบุคคล หรือ คสช.ที่เป็นหนึ่งอำนาจรัฐ ที่เป็นกลไกสำคัญในแม่น้ำ 5 สาย มีบทบาทเหนือ ครม. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ หาก คสช.หมายถึงแค่ตัวบุคคลแต่ละคน ย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคลของท่านในการสนับสนุนพรรคการเมือง ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ให้สัมภาษณ์

 

"แต่หาก คสช.หมายถึงองค์อำนาจที่ชี้เป็นชี้ตายในเรื่องต่างๆ ของบ้านเมืองได้ การที่ คสช.จะประกาศว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองใด คงไม่เหมาะสมและต้องคำนึงถึงข้อกฎหมายในหลายมาตรา" นายสมชัย กล่าว

 

นายสมชัยระบุว่า มาตรา 29 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกกระทำการใดอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจกรรมของพรรคการเมืองในลักษณะที่ทำให้พรรคการเมืองหรือสมาชิกขาดความอิสระ ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งทางออกในมาตรานี้คือ คสช.รายบุคคล ต้องสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง จึงสามารถไปมีส่วนในการกำหนดนโยบายหรือชี้นำกิจกรรมของพรรคได้ มาตรา 73 ห้ามมิให้ข้าราชการการเมือง ใช้สถานะหรือตำแหน่งหน้าที่เรี่ยไรหรือชักชวนให้มีการบริจาคให้พรรคการเมืองหรือผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในประเด็นนี้อาจเกี่ยวข้องเฉพาะ คสช.ที่มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ที่ปรึกษา ไปจนถึงสมาชิก สนช. พึงระมัดระวังหากไปใช้สถานะในตำแหน่งเพื่อสนับสนุนในเชิงเรี่ยไรหรือบริจาคแก่พรรคการเมืองที่ตนสนับสนุน

 

ส่วนมาตรา 56 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.... ห้ามมิให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กระทำการใดๆ เพื่อเป็นการให้คุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง กรณีนี้ คสช.ไม่ได้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ไม่ใช่ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว หรือ พนักงานของรัฐ) แต่ คสช.สามารถใช้อำนาจหน้าที่ผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการใช้อำนาจดังกล่าวที่อาจเป็นคุณหรือโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมือง มาตรา 169 (4) ของรัฐธรรมนูญ กำหนดว่า คณะรัฐมนตรีต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือบุคลากรของรัฐเพื่อกระทำการใดอันอาจมีผลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งในกรณีนี้เป็นการบังคับในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีการเลือกตั้ง ดังนั้น คสช.ที่ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีจำเป็นต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการดำเนินการใดๆ ที่อาจมีผลต่อการเลือกตั้ง

 

นอกจากนี้ หากอยู่ในช่วงมีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง มาตรา 51/3 ของร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ.... ยังกำหนดว่าการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนอันมีลักษณะชี้นำหรือเป็นผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครผู้ใดหรือพรรคการเมืองใดจะกระทำมิได้ และมาตรา 52 ของร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน ยังห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใด จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม ดังนั้น หากกระทรวงมหาดไทยโดยศูนย์ดำรงธรรม มีการสำรวจความเห็นประชาชน ควรคำนึงถึงคำถามที่มีความเป็นกลาง ไม่มีลักษณะชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจในการลงคะแนน และหากมีการประกาศกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้ง ควรหยุดการสำรวจทันที

 

โหนมีชัยสร้างหลักการที่ดี

 

“การยกประเด็นกฎหมายต่างๆ นี้ เป็นการชี้ให้เห็นว่าตัวรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกของ กรธ.โดยอาจารย์มีชัยได้สร้างหลักการที่ดี เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ไม่เปิดโอกาสให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจของตนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง ดังนั้นการตอบคำถามที่ตรงไปตรงมาเท่านั้นที่จะช่วยให้เกิดสภาวะที่เที่ยงธรรมได้ การตอบคำถามโดยอคติเพื่อมุ่งเอาใจบางคนบางฝ่ายกลับเป็นยาพิษต่อสังคมและผู้ถามที่อาจหลงตามว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง" นายสมชัยกล่าว

 

ส่วนความคืบหน้าการตอบคำถาม 6 ข้อ นายภัทรุตม์ ทรรทรานนท์ ปลัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึง กทม. เรื่องการแสดงความคิดเห็นต่อคำถามของนายกรัฐมนตรีเพิ่มเติม โดยให้ กทม.เชิญชวนประชาชนร่วมแสดงความเห็น ตอบข้อซักถามของนายกฯ ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.2560 เป็นต้นไป กทม.จึงได้สั่งการให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รวมถึงสำนักงานปกครองและทะเบียน เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พร้อมทั้งเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อข้อซักถาม 6 ข้อของนายกฯ ตั้งแต่วันที่ 13 พ.ย.เป็นต้นไป ในวันราชการ ระหว่างเวลา 08.30-16.30 น.

 

สำหรับผู้ที่เคยแสดงความคิดเห็นตอบคำถาม 4 ข้อก่อนหน้านี้แล้ว สามารถแสดงความคิดเห็นได้อีก โดยประชาชนสามารถเดินทางมาตอบข้อซักถามของนายกรัฐมนตรีได้ที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตของ กทม. โดยขอให้นำบัตรประจำตัวประชาชนมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้เตรียมแบบสอบถามไว้ให้แล้ว หรือสามารถดาวน์โหลดแบบสอบถามความคิดเห็นได้จากเว็บไซต์ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทย www.damrongdhama.moi.go.th เว็บไซต์กรุงเทพมหานคร www.bangkok.go.th เว็บไซต์กองประชาสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร www.prbangkok.com

 

ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการตั้ง 6 คำถามของนายกฯ ว่า เป็นการสื่อสารโดยตรงจากผู้บริหารสูงสุดถึงประชาชนที่มีตัวตนจริง เพื่อเตรียมการสู่ช่วงสุดท้ายของโรดแมป ไม่ใช่การปูทางทางการเมืองเหมือนที่หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ ส่วนที่มีเสียงทักท้วงว่า คสช.ไม่ควรสนับสนุนพรรคการเมือง เพราะจะมีผลต่อความไม่เป็นธรรมในการเลือกตั้งนั้น ก็เชื่อว่านายกฯ จะรับฟังเสียงท้วงติง และข้อกังวลที่มีเหตุผลอย่างจริงจัง เพื่อนำไปปรับใช้ โดยเชื่อว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจขั้นสุดท้ายของนายกฯ ด้วย

 

นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีสิทธิ์ที่จะถามความเห็นในประเด็นสาธารณะ ส่วนใครจะตอบหรือไม่ตอบ จะเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร เป็นสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล แต่ตนมีข้อสังเกตด้วยความห่วงใยว่าในขณะที่คนไทยยังไม่สร่างจากความเศร้าเสียใจจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ก็ต้องมาทุกข์ใจกับความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังเป็นท่าทีหักโค่นกันแบบเอาเป็นเอาตายเหมือนในอดีต ตนเชื่อว่าประชาชนจะมีความสุขและมีความหวังมากกว่านี้ ถ้าทุกฝ่ายจะลดราวาศอกลงบ้าง ปรับเปลี่ยนท่าทีจากเผชิญหน้าเป็นหันหน้าพูดจากันอย่างให้เกียรติให้เครดิตกันและกัน หลีกเลี่ยงคำพูดแบบรังเกียจเดียดฉันท์สร้างความเกลียดชัง

 

เงื่อนไขมากกว่าที่คิด

 

"ถึงเวลาที่เราต้องตั้งหลักเริ่มต้นใหม่โดยทุกฝ่ายเริ่มจากแม่น้ำ 5 สาย ฝ่ายการเมือง สื่อมวลชน และทุกภาคส่วนปรับเปลี่ยนท่าทีเสียใหม่ตั้งแต่ตอนนี้ ร่วมกันสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตยที่ดีตามแนวทางปฏิรูปการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ใช้เหตุใช้ผลอย่างสุภาพ และเคารพความเห็นต่างโดยไม่ต้องแตกแยกแบ่งฝ่ายไม่ดีกว่าหรือ จึงขอฝากให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องพิจารณาไตร่ตรองเพื่อให้ประเทศของเราเดินหน้าสู่อนาคตที่ดีกว่า ไม่วนเวียนอยู่ในวังวนของความขัดแย้งเป็นปฏิปักษ์เหมือนในอดีตที่ผ่านมา" นายอลงกรณ์กล่าว

 

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และ ผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า 6 คำถามนายกฯ และความต้องการของบรรดาพรรคการเมือง สะท้อนภาพของความปรารถนาทางการเมืองที่ยังไม่ลงตัว และเป็นเรื่องยากที่จะรอมชอมและร่วมส่วนในกระบวนการทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งจะมาถึง เราเห็นสุ้มเสียงของความไม่ไว้วางใจนักการเมืองและพรรคการเมืองผ่าน 6 คำถามนายกฯ แต่เราก็ยังไม่เห็นว่ารัฐบาล คสช.หรือการเมืองที่ คสช.เป็นผู้ถืออำนาจกำหนดเกมอยู่ในขณะนี้ จะทำให้ประชาชนกลับมาไว้วางใจการเมืองได้มากกว่านี้ โดยเฉพาะการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก็ยังเป็นคำถามของประชาชนที่ยังไม่มีคำตอบหรือแม้แต่การปรับ ครม.ที่ตอบโจทย์ประชาชน

 

"บรรดาพรรคการเมืองจดจ่ออยู่ที่การปลดล็อกเพื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด และพยายามสร้างฉากให้ประชาชนเห็นว่าการปลดล็อกสู่การเลือกตั้งเป็นคำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุดในขณะนี้ ก็อาจไม่ได้ใจประชาชนอย่างที่คิด เพราะบทเรียนสะสมมายาวนาน มโนภาพทางการเมือง 2 ขั้วตรงข้ามแบบนี้ จะทำให้การปลดล็อกพรรคการเมืองไม่ง่ายอย่างที่คิด อาจมีเงื่อนไขมากขึ้น หรือแม้แต่ในช่วงเลือกตั้งก็เช่นกัน คงได้เห็นอะไรแปลกแปล่ง ประหลาดๆ มากกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา การเลือกยื้อสถานการณ์แบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยไม่มีอะไรที่จะปลุกความหวังความเชื่อมั่นของประชาชน ก็สุ่มเสี่ยงไม่ง่ายอย่างที่คิด ในขณะเดียวกันการตั้งเวลานับถอยหลังกลับไปสู่วงโคจรเดิมๆ ก็อาจจะยังไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด" นายสุริยะใสกล่าว

 

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อห่วงใยว่าคำถามของนายกฯ 6 ข้อ อาจทำให้โรดแมปทางการเมืองของไทยเลื่อนออกไปจากเดิมว่า เมื่อพิจารณาบริบททางการเมืองรอบด้านแล้วยังไม่เห็นสัญญาณจากฝ่ายใดที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองไทยจนทำให้โรดแมปสะดุดหยุดลง หรือทำให้คลาดเคลื่อนเกินกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการดำเนินการต่างๆ ทั้งการออกกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็คืบหน้าไปตามลำดับ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ออกมายืนยันจะเสร็จทันภายในกรอบเวลาที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ส่วนการเคลื่อนไหวของพรรคการเมือง โดยมากมักจะเป็นการแสดงความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ยังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่เป็นสัญญาณว่าจะก่อให้เกิดปัญหารุนแรง หรือเป็นเงื่อนไขให้เป็นข้ออ้างที่จะทำให้โรดแมปเกิดปัญหาได้ ถ้าทุกฝ่ายไม่มีวาระซ่อนเร้นเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง ก็เชื่อว่าโรดแมปย่อมเดินหน้าได้

 

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า คสช.ควรหยุดพฤติกรรมย้อนแย้ง เพราะทั้งสวนดุสิตโพล กรุงเทพโพล ซูเปอร์โพล ต่างสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนกว่า 70% ว่าต้องการให้ปลดล็อกพรรคการเมือง แต่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และคสช. กลับปฏิเสธความคิดเห็นและความต้องการของประชาชน โดยการไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง ทั้งที่เป็นความต้องการและความเห็นที่ตรงกันของประชาชน สะท้อนผ่าน 3 สำนักโพล ที่ผลออกมาตรงกัน ท่านยังไม่ฟังและไม่พิจารณา แล้วประชาชนจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคำตอบที่ท่านถาม ท่านจะเปิดใจรับฟัง และนำไปสู่การวิเคราะห์เพื่อกำหนดทิศทางนโยบายต่อไป

 

หนุนปลดล็อกท้องถิ่น

 

"คสช.ควรรับฟังความเห็นของประชาชน อย่าทำการเมืองแบบตัวกูของกู ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีคิด ไม่เช่นนั้นคะแนนนิยมของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ลดลงจากเดือน ก.ค. ที่อยู่ร้อยละ 78.4 เหลือร้อยละ 52.0 ในเดือน พ.ย. มีแนวโน้มจะลดต่ำลงอีกเรื่อยๆ คนอดสงสัยไม่ได้ว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง เพราะต้องการให้พรรคทหาร หรือพรรคที่ คสช.สนับสนุน ได้ทำงานก่อนพรรคอื่น เพื่อชิงความได้เปรียบเอาไว้ให้ได้มากที่สุดหรือไม่ ขณะนี้ ประชาชนเดือดร้อน ทั้งปัญหาน้ำท่วม ข้าวยากหมากแพง พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ควรปล่อยให้ศูนย์ดำรงธรรมไปแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน มากกว่ามาวุ่นวายกับการรวบรวมคำตอบของประชาชนที่จะตอบคำถามนายกฯ" นายอนุสรณ์ กล่าว

 

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เตรียมเชิญกระทรวงมหาดไทย และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) หารือเพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ว่า ตนเห็นด้วย เพราะไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งอะไร ในเมื่อเรามีแล้วธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกตัวแทนของเขาในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นถึงสำคัญมาก เพราะท้องถิ่นมีอำนาจในการปกครองดูแลตนเอง ที่ผ่านมาทั้งหมดหลายแห่งครบวาระ บางแห่งครบวาระพร้อมๆ กับเมื่อครั้งที่มีรัฐประหาร ซึ่งนาน 4 ปีแล้ว ชาวบ้านบางคนอาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับที่มีอยู่ว่าเลือกมาแล้วไม่สามารถทำงานได้ตามเจตนารมณ์ของชาวบ้าน แต่เมื่อมีรัฐประหารชุดเดิมต้องอยู่ต่อ จึงทำให้ประชาชนเสียโอกาสที่จะได้เลือกคนที่พวกเขาปรารถนา

 

"การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง นั่นหมายถึงปล่อยให้มีการหาเสียงและคงต้องยกเลิกเรื่องการห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกให้เห็นในทางที่ดีว่าบ้านเมืองเริ่มจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว การเลือกตั้งท้องถิ่นกับการเลือกตั้งระดับชาตินั้นไม่ได้เป็นเงื่อนไขต่อกัน ถึงแม้บางคนอาจมองว่าเป็นเงื่อนไขที่ผูกกัน แต่วันนี้สังคมเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้ประชาชนฉลาดแล้ว เขารู้ว่าเขาควรเลือกกันแบบไหน อย่าไปคิดแทน อย่าไปหวั่นวิตกเกินกว่าความเป็นจริง ดูตัวอย่างจากใน กทม.หรือในภาคใต้ ที่เลือกตั้งท้องถิ่นเลือกอีกคนหนึ่ง พอเลือกตั้งใหญ่เลือกอีกพรรคหนึ่ง" นายสมศักดิ์กล่าว

 

วันเดียวกัน นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง โพลสื่อสารการเมืองของนายกฯ ช่วงเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลคสช. สู่รัฐบาลของพรรคการเมือง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ 1,141 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 10-11 พฤศจิกายน 2560 พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 97.2 ระบุชอบทหาร ไม่รังเกียจทหาร ในขณะที่เพียงร้อยละ 2.8 ไม่ชอบทหาร ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 81.8 เห็นด้วยต่อการมียุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศเพื่อความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.3 กังวลว่า นักการเมืองหน้าเดิมจะไม่ทำตาม ในขณะที่ร้อยละ 32.7 ไม่กังวล

 

เมื่อสอบถามถึงประเด็นอื่นๆ ของการสื่อสารทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีกับสาธารณชน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 84.3 ระบุทุกรัฐบาลต้องทำงานเพื่อคนทุกจังหวัด ประชาชนทั้งประเทศ ทุกพื้นที่ รองลงมาคือร้อยละ 72.5 ระบุเมื่อพูดถึงปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน รัฐบาลของนักการเมืองจากการเลือกตั้งมีมากกว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้, ร้อยละ 69.1 ระบุแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลแบบเดิมๆ นำไปสู่ความขัดแย้งของคนในชาติ, ร้อยละ 66.8 ระบุรัฐบาลปัจจุบันทำงานโดยไม่มุ่งตอบแทนหัวคะแนนฐานเสียง

 

มีเพียงร้อยละ 36.5 หรือเกินกว่า 1 ใน 3 ที่เห็นว่าการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ทำให้มองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศ และร้อยละ 33.2 อยากให้ประเทศไทยถูกบริหารจัดการแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

 

ปรับ ครม.ก่อนเลือกตั้ง

 

ขณะที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “การปรับ ครม.ประยุทธ์ 5” ระหว่างวันที่ 8-9 พฤศจิกายน 2560 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปี ขึ้นไปทั่วประเทศ 1,251 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.11 เห็นด้วยกับการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง ปลายปี 2561 เพราะ ครม.ชุดปัจจุบันยังทำงานและแก้ไขปัญหาได้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ประชาชนอยากเห็นคนใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับตำแหน่งเข้ามาทำงาน มีวิสัยทัศน์หรือนโยบายใหม่ๆ มาใช้ในการบริหารประเทศ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

 

ขณะที่ร้อยละ 16.71 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะ ต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาของประเทศ หากมีการปรับเปลี่ยนบ่อยครั้ง จะทำให้หลายๆ นโยบายหรือโครงการต่างๆ ไม่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดความวุ่นวาย และความขัดแย้งในบ้านเมือง บางส่วนระบุว่า ครม.ชุดนี้ทำงานได้ดีอยู่แล้ว

 

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับกระทรวงที่ต้องการให้มีการสลับสับเปลี่ยนการทำงานของ ครม.มากที่สุด พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 20.38 ระบุว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองลงมา ร้อยละ 16.07 ระบุว่ากระทรวงพาณิชย์, ร้อยละ 7.27 ระบุว่า กระทรวงการคลัง, ร้อยละ 6.08 ระบุว่ากระทรวงศึกษาธิการ, ร้อยละ 5.60 ระบุว่าไม่ต้องการให้มีการปรับเปลี่ยน ครม., ร้อยละ 5.20 ระบุว่ากระทรวงมหาดไทย, ร้อยละ 4.40 ระบุว่ากระทรวงแรงงาน, ร้อยละ 3.44 ระบุว่ากระทรวงกลาโหม, ร้อยละ 2.32 ระบุว่านายกรัฐมนตรี, ร้อยละ 2.08 ระบุว่ากระทรวงคมนาคม, ร้อยละ 2.00 ระบุว่ากระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และขณะที่บางส่วนระบุว่าต้องการให้สลับสับเปลี่ยนการทำงานของ ครม.ทั้งหมด

 

เมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนอยากพัฒนาหรือแก้ไขในช่วงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งปลายปี 2561 พบว่า ร้อยละ 53.28 ระบุว่าด้านเศรษฐกิจ, ร้อยละ 31.12 ระบุว่าสวัสดิการของประชาชน ความเป็นอยู่ของประชาชน, ร้อยละ 30.24 ระบุว่าด้านการเกษตร, ร้อยละ 15.28 ระบุว่าปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน, ร้อยละ 13.76 ระบุว่าปัญหายาเสพติดและอาชญากรรม, ร้อยละ 12.08 ระบุว่าด้านการศึกษา, ร้อยละ 8.24 ระบุว่าปัญหาความขัดแย้งในสังคม, ร้อยละ 7.68 ระบุว่าการปฏิรูปประเทศการแก้ไขกฎหมาย, ร้อยละ 3.20 ระบุว่าอื่นๆ

 

ส่วนนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงการปรับครม.ที่ พล.อ.ประวิตรถูกมองว่าเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลว่า การทำงานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และกระทบกับหลายฝ่าย ซึ่งตลอดกว่าสามปีที่ผ่านมา ในภาพรวมถือว่าทำงานได้ผลเกินคาด ทั้งเรื่องการปราบอาชญากรรม การจัดระเบียบด้านประมงและการค้ามนุษย์ ซึ่งได้รับการยอมรับจากนานาชาติ รวมถึงการดูแลบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบ ส่วนปัญหาเกี่ยวกับการแอบอ้างชื่อ พล.อ.ประวิตรไปแสวงหาประโยชน์ พล.อ.ประวิตรก็มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง และรับฟังเสียงวิจารณ์เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานอยู่ตลอดเวลา และในขณะนี้ฝ่ายความมั่นคงก็อยู่ในระหว่างการประเมินสถานการณ์เพื่อผ่อนคลายการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองบางเรื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ระยะเปลี่ยนผ่านทางการเมืองไว้แล้ว.

 

ที่มา ไทยโพสต์ออนไลน์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License