ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
วัดใจปฏิรูปตร.สายสีกากี เปิดทางอัยการร่วมทำคดี พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันพุธที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๑๘ น.

จับตา “บุญสร้าง” ถกปฏิรูปตำรวจ 11 ต.ค. จะสรุปเรื่อง “อัยการ” ร่วมทำคดีตั้งแต่แรกหรือไม่ หลังเสียงแตกมีทั้งสนับสนุนและค้าน “ชัชวาลย์” ขวางเต็มสูบ ลั่นไม่ใช่หน้าที่จุ้นหน่วยงานอื่น

 

วันพุธที่ 11 ตุลาคม จะมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) ที่มี พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ เป็นประธานเพื่อพิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการแต่ละด้าน ซึ่งมีรายงานว่าคณะอนุกรรมการด้านการบังคับใช้กฎหมายและระบบการสอบสวนคดีอาญา ที่มีนายธานิศ เกศวพิทักษ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ จะเสนอให้อัยการทำคดีร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งแต่ต้น ซึ่งก่อให้เกิดการถกเถียงกันระหว่างฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านอย่างมาก

 

โดย พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ หนึ่งในคณะอนุกรรมการฯ โพสต์ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์กลุ่ม “อนุบังคับ กม.&สอบสวน” ว่า อนุกรรมการฯ ไม่มีหน้าที่พิจารณาเรื่องที่จะประชุม เพราะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยอนุกรรมการฯ มีหน้าที่พิจารณาเฉพาะเรื่องระบบงานสอบสวนของตำรวจเท่านั้น ซึ่งได้พิจารณาผ่านไปแล้ว 1 เรื่อง คือ โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวน ซึ่งจะต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งยังไม่มีการพิจารณาเลย และยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังไม่ได้พิจารณา

 

“ทุกวันนี้อนุกรรมการฯ ติดกับดักกับเรื่องถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ เกินกรอบของอนุกรรมการที่ให้ทำเฉพาะเรื่องของตำรวจ ผมเองก็หลงไปด้วย ซึ่งผมขอถอนความเห็นทั้งหมด เพราะไม่ใช่หน้าที่ของอนุกรรมการ ถ้าเกี่ยวกับองค์การอื่นในกระบวนการยุติธรรมเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นขอให้ตั้งหลักกันใหม่ดีไหม ดีกว่าจะเสียเวลาและเบี้ยประชุมไปมากกว่านี้” พล.ต.อ.ชัชวาลย์โพสต์ในกลุ่มไลน์

 

นายเสรี สุวรรณภานนท์ อนุกรรมการฯ โพสต์เฟซบุ๊กว่า การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในเรื่องการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการ ต้องคิด 2 ทาง ไม่ใช่บอกตำรวจทำไม่ดีแล้วเอางานสอบสวนไปไว้ที่อัยการ แค่นี้ยังไม่พอ ต้องคิดต่อไปด้วยว่าแล้วหากอัยการทำไม่ดี แล้วจะทำอย่างไรต่อไปด้วย นี่คือปัญหาที่แท้จริง

 

“เรื่องความพร้อมหรือความไม่พร้อม เถียงกันได้ไม่รู้จบ หากตั้งใจจะปฏิรูปแล้วบอกว่าไม่พร้อม ก็ต้องคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรให้พร้อม แต่หากไม่คิดจะปฏิรูป ถึงแม้มีความพร้อม ก็จะไม่มีปฏิรูปได้ เพราะเราไม่ตั้งใจจะปฏิรูป ปฏิรูปก็ไม่มีทางเกิดได้” นายเสรีโพสต์

 

ทั้งนี้ เบื้องต้นคณะอนุกรรมการฯ ยังคงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเจ้าของสำนวนเหมือนเดิม แต่จะเสนอตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด ประกอบด้วย ตำรวจ อัยการ ฝ่ายปกครอง และภาคประชาชนในท้องถิ่นอื่น เป็นต้น เพื่อชี้ขาดว่าจะให้อัยการร่วมทำคดีหรือไม่ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาปัจจุบัน อัยการเข้าร่วมอยู่แล้วในคดีที่เกี่ยวกับเยาวชน การวิสามัญฆาตกรรม และคดีที่ถูกฆาตกรรม

 

ขณะที่นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อดีตอัยการสูงสุด (อสส.) และคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.อ.มานะ เผาะช่วย เลขาธิการสมาคมพนักงานสอบสวน คัดค้านอัยการร่วมกลั่นกรองก่อนที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อกล่าวหา ว่าพนักงานอัยการมีหน้าที่ 3 ประการ คือ 1.การสอบสวนฟ้องร้อง 2.การดำเนินคดี และ 3.การบังคับคดี รวมทั้งหลักปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 258 (ง) ก็ระบุถึงการถ่วงดุลการสอบสวน ว่าการสอบสวนโดยพนักงานสอบสวนในคดีไม่สำคัญสามารถทำได้ แต่คดีสำคัญบางอย่างจำเป็นต้องพึ่งอัยการ ซึ่งอัยการควรรู้ตั้งแต่ต้นว่าควรแจ้งข้อหาใดหรือไม่ และกลั่นกรองให้รอบคอบ โดยให้อัยการร่วมสอบสวนคดีใหญ่ ส่วนคดีกลางๆ ควรผ่านการกลั่นกรองของอัยการ

 

“ที่กังวลว่าให้อัยการเข้ามากลั่นกรองตรวจสอบก่อนแจ้งข้อหาจะทำให้เกิดความล่าช้านั้นไม่จริง อย่างการไปสอบสวนชันสูตรนั้น อัยการมีการเข้าเวรเหมือนตำรวจ และในทางปฏิบัติอัยการก็เดินทางไปสอบสวนร่วมกับตำรวจ ถ้าเราช่วยกันทำงานก็จะเกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมกับประชาชน พูดง่ายๆ คือไม่อยากให้เกิดแพะ ควรกำหนดว่าคดีประเภทใดที่ต้องกลั่นกรอง รับรองว่าอัยการไม่ล่าช้าแน่นอน เว้นแต่บางเรื่องในคดีสำคัญต้องร่วมสอบสวน คดีกลางๆ ก็กำหนดประเภทที่ต้องกลั่นกรอง การสอบสวนฟ้องร้องต้องไปด้วยกัน” นายอรรถพลกล่าว

 

นายอรรถพลย้ำว่า การสอบสวนไม่ใช่มีแต่ตำรวจอย่างเดียว ขณะนี้คดีที่เกี่ยวข้องกับภาษีก็กำลังเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต เข้าไปสอบสวนได้ ซึ่งยืนยันว่าพนักงานสอบสวนเหมาะจะเป็นตำรวจ แต่จะเป็นฝ่ายเดียวเหมือนเดิมไม่ได้ โดยอัยการไม่ได้อยากได้อำนาจ แต่คิดทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน มีการบูรณาการที่ดีเหมือนสากลที่อัยการและพนักงานสอบสวนทำงานด้วยกัน

 

ด้าน พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบตำรวจ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า การให้อัยการตรวจสอบการสอบสวนคดีสำคัญตั้งแต่เกิดเหตุ ปฏิบัติได้ง่ายๆ ในบรรดาประเด็นปฏิรูปตำรวจ ซึ่งการปฏิรูประบบงานสอบสวนให้มีอัยการตั้งแต่เกิดเหตุถือว่าสำคัญที่สุด และต้องขอขอบคุณคณะอนุกรรมการชุดนายธานิศ ที่เห็นปัญหาและสรุปให้ปฏิรูปเช่นนี้ ซึ่งนอกจากจะยกระดับงานสอบสวนให้มีมาตรฐานสากลแล้ว ยังสอดคล้องกับเสียงเรียกร้องของประชาชน ที่ต่างก็เบื่อหน่ายปัญหาความไม่เป็นธรรมจากการสอบสวนในปัจจุบันด้วย

 

"การปฏิบัติของอัยการก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร อย่างการรับคำร้องทุกข์ก็ทำเฉพาะคดีที่พนักงานสอบสวนไม่ยอมดำเนินการ ส่วนการตรวจสอบควบคุมก็ไม่ได้ทำทุกคดี กำหนดให้เฉพาะคดีสำคัญ เช่น โทษจำคุกเกินห้าปี คดีที่เห็นว่าจำเป็น อัยการได้ทราบข้อมูลปัญหามา ซึ่งคดีเหล่านี้มีจำนวนน้อย อาจเพียง 1 หรือ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น” พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าว

 

พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวอีกว่า ต้องเข้าใจว่าการสอบสวนนั้นเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อให้อัยการนำไปฟ้อง ซึ่งปัจจุบันอัยการก็มีอำนาจตรวจสอบควบคุมอยู่แล้ว แต่จุดอ่อนคือจะมีอำนาจสั่งหลังจากสำนวนการสอบสวนถึงมือ ซึ่งอาจห่างจากเวลาเกิดเหตุหลายเดือนหรือหลายปี หากอัยการเกิดความสงสัย ต้องการดูที่เกิดเหตุว่าสอดคล้องกับพยานหลักฐานในการสอบสวนหรือไม่ ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเสียหายไปหมดแล้ว ก็ปฏิรูปให้มีอำนาจตรวจสอบควบคุมการสอบสวนตั้งแต่เกิดเหตุเลย การรวบรวมพยานหลักฐานก็จะครบถ้วนเกิดความยุติธรรมมากขึ้น ผู้เสียหายเกิดความคับแค้นใจก็จะลดลงหรือแทบจะไม่เกิดขึ้น.

 

ที่มา ไทยโพสต์ออนไลน์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License