ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ดุลแห่งมหาอำนาจ" วันที่ 10 ต.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๐๙ ตุลาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๐๗ น.

     พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และคณะเดินทางกลับจากการเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการแล้ว พวกหนึ่งก็ชื่นชมยินดีในความสำเร็จ อีกพวกหนึ่งก็ตำหนิติเตียนตั้งแต่หัวถึงตีน แม้กระทั่งการยืนหรือไม่ยืนบนพรมก็หาเรื่องมาตำหนิติเตียนกัน 

     นี่คือความจริงของประเทศไทยในวันนี้ ความจริงที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาทุกผู้คนว่าความหวังที่จะปรองดองกันอย่างแท้จริงนั้นยังอยู่ไกลจากความจริงมากนัก โดยเฉพาะคนบางพวกปักใจหลงจนลืมผิดถูกชั่วดี หากเป็นคนที่ชอบต่อให้ทำชั่วช้าสารเลวประการใด ก็ปกป้องสรรเสริญว่าเป็นเรื่องดีงาม 

     ผิว์หากไม่ใช่คนที่ตนชอบ ต่อให้ทำความดีความงามและคุณูปการสักเท่าใด ก็ไม่มีวันที่จะสรรเสริญยกย่องยอมรับ จะต้องหาเหตุมาตำหนิติเตียนด่าว่าจนได้ สภาพเช่นนี้การทำสัญญาปรองดองดังที่รัฐบาลตั้งความหวังและเตรียมการก็คงจะไร้ผล 

     การปรองดองแบบขี้ผสมข้าวซึ่งกล่าวขานกันมาระยะหนึ่งแล้ว เป็นสถานการณ์หลักที่เกิดขึ้นในวันนี้ และด้วยสภาพที่เป็นอยู่นี้สิ่งที่เรียกว่า “ปรองดอง” แท้จริงแล้วก็คือการเพาะเชื้อพิษร้ายให้ขยายตัวเติบใหญ่ และในสักวันหนึ่งเมื่อควบคุมไม่ได้หรือเกินกว่าการควบคุมก็จะทำลายล้างทุกระบบและทุกสถาบันจนหมดสิ้น นี่คือผลกรรมของผู้ที่คิดอ่านแต่เรื่องปรองดองแบบขี้ผสมข้าว ซึ่งต้องสังวรไว้ให้จงหนัก 

     ก่อนเดินทางไปสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ดูเหมือนว่าทุกความรู้สึกจะเป็นห่วงเป็นใยเช่นเดียวกัน พวกหนึ่งก็เป็นห่วงเป็นใยว่านายกตู่ไปพบนายทรัมป์ครั้งนี้อาจพลาดท่าเสียที และจะเกิดความเสียหายขึ้นแก่บ้านเมือง ในขณะที่อีกพวกหนึ่งก็เป็นห่วงเหมือนกัน แต่เป็นห่วงว่านายกตู่จะทำการด้านต่างประเทศสำเร็จ และจะกระทบต่อสิ่งที่ได้โกหกหลอกลวงพรรคพวกกันเองไว้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนหมดสิ้น 

     ความห่วงใยเหมือนกัน แต่เนื้อในของความห่วงใยนั้นต่างกัน และไม่ว่าจะห่วงใยอย่างไร ในที่สุดลุงตู่ก็กลับมาแล้ว และโดยภาพรวมจากการรายงานของสื่อทั้งในประเทศและต่างประเทศสรุปรวมไปในทางเดียวกันว่าการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ประสบความสำเร็จ 

     ดีกว่าที่ไปแล้วทะเลาะเบาะแว้ง หรือคุมความแค้นผูกเจ็บพยาบาทต่อกันเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับบางประเทศมาแล้ว แต่ทว่าสิ่งที่เป็นข่าวกับสิ่งที่เป็นจริงอันเป็นผลจากการเดินทางเยือนครั้งนี้อาจจะไม่เหมือนกัน เพราะความเมืองเรื่องการต่างประเทศนั้นบางครั้งเขาก็เปิดเผยหมดไม่ได้ จึงต้องมีทั้งส่วนเปิด ส่วนปิด ซึ่งต้องใคร่ครวญให้จงหนัก 

     อย่าไปติดใจเรื่องหมูเนื้อแดงที่ใช้สารกระตุ้น ซึ่งเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะถ้าหากคนไทยไม่กินหมูประเภทนี้เสียอย่างหนึ่ง ถึงใครจะนำเข้ามาก็จะเจ๊งระเนระนาดเองโดยไม่ต้องทำอะไร ในเรื่องนี้คนไทยเพียงแต่ศึกษาทำความเข้าใจว่าหมูแบบไหนเป็นหมูที่ใช้สารกระตุ้น แล้วไม่กินหมูนั้นเสีย ก็จะปลอดภัยด้วยประการทั้งปวง ให้เป็นหน้าที่ของคนนำเข้าให้ฉิบหายวายวอดเองก็แล้วกัน 

     สำหรับการนำเข้าถ่านหินก็เช่นเดียวกัน ความผิดไม่ได้อยู่ที่ถ่านหิน แต่อยู่ที่การนำถ่านหินมาใช้ว่าเกิดมลภาวะที่เป็นพิษหรือไม่ ถ้าไม่เป็นพิษเหมือนกับที่หลายประเทศใช้อยู่ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาประการใด แต่ถ้าเป็นพิษก็ผิดที่การใช้ ซึ่งกฎหมายคุ้มครองประชาชนอยู่มากมายหลายฉบับ หากเกิดกรณีดังว่านี้ก็ช่วยกันรุมฟ้องศาลให้สั่งปิดโรงงานนั้นเสีย ในที่สุดโรงงานจำพวกใช้ถ่านหินในยุค 1.0 ก็จะต้องเลิกราไปเอง 

     มันน่ารำคาญที่คนบางจำพวกคำก็ 4.0 สองคำก็ 4.0 ซึ่งเป็นการพูดแบบต้นไม้ที่ไม่มีรากแก้ว แค่ลมโชยมาแผ่ว ๆ ก็ล้มครืนลง ปากพูด 4.0 แต่ที่ทำคือ 0.4 ดังกรณีถ่านหินนี้เป็นต้น ดังนั้นใครนำถ่านหินนี้เข้ามาและก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหาย ก็ช่วยกันรุมฟ้องร้องให้ปิดโรงงานให้ฉิบหายวายวอดสักข้างหนึ่งจะเป็นไร 

     สำหรับเรื่องที่ยกขึ้นมาตำหนิติเตียนโดยไม่รู้เหนือใต้ออกตก คือเรื่องการซื้ออาวุธ ซึ่งประการนี้ต้องกล่าวหากันเลยว่าเป็นการโกหกบิดเบือนโดยแท้ นายกตู่ไปสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ไม่ได้ตกลงซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์อะไรกับสหรัฐอเมริกา 

     ก็ต้องย้อนความหลังสักหน่อยหนึ่งว่าเมื่อ คสช. ยึดอำนาจการปกครองแล้ว สหรัฐอเมริกาก็ประกาศไม่สังฆกรรมด้วย ไม่ให้เข้าประเทศ ไม่ขายข้าวของให้ รวมทั้งบรรดาอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่สำคัญคือเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ที่เคยมีแผนซื้อไว้ตั้งแต่รัฐบาลก่อนก็เป็นอันระงับจนหมดสิ้น 

     ครั้นลุงตู่ไปเยือนสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ ฟื้นความเป็นไมตรีได้แล้ว ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาเขาก็ยกเลิกการห้ามเข้าประเทศ ยกเลิกการห้ามขายอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด นั่นหมายความแต่เพียงว่านับแต่นี้ไปถ้ารัฐบาลไทยประสงค์จะซื้อก็สามารถจัดซื้อได้ ไม่ต้องห้ามเหมือนแต่ก่อน 

     ซึ่งเมื่อครั้งที่ต้องห้ามนั้นคนบางพวกก็เอามาเยาะเย้ยถากถางรัฐบาลลุงตู่ เพราะรู้ว่ามีแผนการที่จะซื้อยุทโธปกรณ์โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์อยู่จำนวนหนึ่ง ดังนั้นจึงสวมรอย พอทราบข่าวว่าสหรัฐอเมริกายกเลิกการห้ามขายก็ไปค้นเอารายการอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เคยมีแผนเจรจากันไว้แต่ก่อนขึ้นมากล่าวหาว่าเป็นการไปเจรจาซื้อข้าวของ 

     ที่สำคัญคือ สื่อมวลชนที่ควรจะรู้ว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง หรือพอที่จะตรวจสอบได้ ก็ละหน้าที่นั้นเสีย แล้วพากันโหมข่าวลวงข่าวเท็จกันเอิกเกริก เรื่องมันก็มีอยู่เท่านี้ 

     แต่ของจริงที่ได้เสียกลับไม่มีใครพูดถึง นั่นก็คือแถลงการณ์ร่วมในการเดินทางเยือนครั้งนี้ โดยเฉพาะรายการในข้อที่หก ซึ่งเกี่ยวพันกับเรื่องทะเลจีนใต้ เรื่องเบงกาลี รวมทั้งเรื่องเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นเรื่องกระเทือนซางประเทศอื่นเขา ซึ่งวันหลังจะต้องเอามาว่ากันสักวันหนึ่ง.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License