ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "เรื่องดีที่ต้องรีบทำ!" วันที่ 13 ก.ย.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๒:๐๗ น.

     ในการไปประชุมกลุ่มประเทศ BRICS ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่เมืองเซียะเหมิน มณฑลฮกเกี้ยน ประเทศจีน เมื่อสัปดาห์แรกของเดือนกันยายน ศกนี้ ได้เป็นข่าวฮือฮาไปทั่วโลก 

     เพราะประเทศไทยเป็น 1 ใน 5 ประเทศซึ่งไม่ใช่เป็นสมาชิกของกลุ่มประเทศ BRICS และเป็น 1 ใน 10 ประเทศอาเซียนที่ได้รับเชิญ ซึ่งเป็นนัยยะสำคัญที่บอกกล่าวแก่ชาวโลกให้ต้องจับตามองสนใจ 

     ในการไปประชุมครั้งนี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นอกจากได้เข้าประชุมร่วมคณะใหญ่ของผู้นำกลุ่ม BRICS แล้ว ยังได้ประชุมทวิภาคี หรือประชุมสองฝ่ายกับผู้นำจีน รัสเซีย และบราซิลด้วย ถือว่าเป็นความสำเร็จในการดำเนินวิเทโศบายของราชอาณาจักรไทยครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา 

     ทำให้ใครบางคนต้องอิจฉาตาร้อนและถึงแม้กลุ่มมวลชนที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบั่นทอนการแก้ไขปัญหาชาติของรัฐบาลจะโหมกระหน่ำโจมตีสักเท่าใด ก็ไม่อาจลบเลือนกระแสแห่งสัจจะที่ปรากฏไปทั่วโลกได้ 

     เป็นการปรากฏตัวและเข้าร่วมประชุมครั้งแรกของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กับกลุ่มประเทศ BRICS ซึ่งเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ของทุกทวีปของโลก เป็นกลุ่มประเทศที่มีประชากรรวมกันมากที่สุดในโลก มีพลังทางเศรษฐกิจมากที่สุดในโลก และมีแสนยานุภาพเกรียงไกรมากที่สุดในโลกด้วย 

     จึงเป็นที่คาดหวังได้ว่าหลังจากกลับจากการประชุมครั้งนี้ จะทำให้ประเทศไทยได้ทราบสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงใหญ่ของโลก และน่าจะส่งผลเชิงบวกต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลในระยะเวลาจากนี้ไปด้วย 

     จะได้ปลุกบรรดาผู้ลุ่มหลงอดีตที่ยังลุ่มหลงแบบไม่ลืมหูลืมตา และกำลังก่อความผิดพลาดใหญ่หลวงให้กับชาติบ้านเมืองได้ลุกตื่นขึ้น เพื่อร่วมกันทำให้ประเทศไทยของเราได้ก้าวรุดหน้าไปโดยสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วนั้นเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติและเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักรไทย 

     ในการไปประชุมกลุ่ม BRICS ครั้งนี้จำเป็นที่จะต้องตั้งข้อสังเกตเพื่อให้ได้ตั้งสติกันสองเรื่อง 

     เรื่องแรก การกล่าวถึงนโยบายประเทศไทย 4.0 แทบไม่ได้รับความสนใจจากชาติใด ๆ เลย และมีเสียงกระซิบกระซาบด้วยว่าผู้นำกลุ่ม BRICS ได้ยินเรื่องนี้แล้วก็พากันอมยิ้ม เพราะอย่างน้อยในประเทศกลุ่ม BRICS นั้น ได้แก่รัสเซีย จีน อินเดีย ล้วนแต่เป็นประเทศที่ล้ำหน้ากว่าสิ่งที่เรียกว่า 4.0 ไปมากมาย โดยเฉพาะรัสเซียนั้นเป็นต้นฉบับต้นแบบของหลักคิดในการแบ่งยุคสมัยการพัฒนาเป็นเวอร์ชั่นแบบระบบคอมพิวเตอร์ คือ 1.0, 2.0, 3.0 และ 4.0 โดยถือเอาปัจจัยการผลิตสำคัญคือถ่านหิน น้ำมัน และดิจิทอลเป็นการแบ่งยุค 

     และมาถึงวันนี้เขาไปกันไกลแล้ว ไปไกลถึงขั้นที่เชื่อมต่อวิทยาศาสตร์กายภาพกับเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ดังเช่นการใช้คลื่นสมองในการสั่งการสมองกลหรือเครื่องจักร หรือระบบสารสนเทศต่าง ๆ โดยไม่ต้องมีเส้นสายหรือคลื่นอื่นในการเชื่อมต่ออีกต่อไปแล้ว 

     จึงเป็นเรื่องที่ควรตั้งสติยั้งคิดกัน เพราะถ้าหากเราก้าวล้ำไปกว่าความเป็นจริงของเราเองก็ดี หรือก้าวไปในสิ่งที่เราไม่มี ไม่รู้ และไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ก็ดี ก็จะก่อเกิดจุดอ่อน และความไม่มั่นใจในการขับเคลื่อนนั้น ซึ่งไม่ต้องพูดถึงองค์ประกอบในการขับเคลื่อน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือธุรกิจ ซึ่งก็เห็น ๆ กันอยู่ 

     เรื่องที่สอง คำเชิญชวนให้ประเทศในกลุ่ม BRICS มาลงทุนที่ EEC คือพื้นที่จังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และระยอง ไม่มีเสียงขานรับจากกลุ่ม BRICS ซึ่งสาเหตุสำคัญคือชาวโลกเขารู้ทั่วกันแล้วว่า EEC ของประเทศไทยนั้นถูกจับจองโดยนักธุรกิจญี่ปุ่น ราวกับว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นไปแล้ว หรือว่าใครจะเถียงว่าไม่จริง! และอาจเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อทางเศรษฐกิจที่คับแคบ คือมีประชากรเกี่ยวข้องอย่างมากก็แค่ 17 ล้านคนเท่านั้น 

     ดังนั้นจึงสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของผู้บริหาร AIIB หรือธนาคารเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย ที่แสดงความห่วงใยว่าจะเป็นการลงทุนที่เกินกำลังของประเทศไทยที่จะตัดรอนการพัฒนาด้านอื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ ของประเทศจนหมดสิ้น และได้ผลไม่คุ้มค่า 

     สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ว่าประเทศไทยเหลือช่องว่างที่จะสามารถกู้ยืมเงินได้เพียงร้อยละ 20 ของ GDP หรือประมาณ 2 ล้านล้านบาทเท่านั้นก็จะเต็มเพดานสูงสุด หากทุ่มเงิน 2 ล้านล้านบาท ไปที่ EEC แล้ว กิจการอื่น ๆ ทั่วประเทศ และพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศก็จะไม่สามารถพัฒนาในเรื่องอื่นๆ และพื้นที่อื่น ๆ ได้อีกต่อไป ที่สำคัญคือการทุ่มเงินเพื่อพัฒนาสามจังหวัดนี้เพื่อประชาชาติไทยทั้งผอง หรือเพื่อใครกันแน่? 

     เสียงจิ้งจกตุ๊กแกทักยังต้องฟัง นี่เป็นเสียงสถาบันการเงินที่มีพลังทางการเงินยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกเขาตั้งความห่วงใยมา แล้วจะไม่ฟังกันบ้างหรืออย่างไร! 

     นั่นเป็นสองเรื่องที่ควรได้ตั้งสติยั้งคิดกันว่าเป็นจริงดังที่มีการตั้งข้อสังเกตไว้หรือไม่? อย่าได้ถือว่านี่เป็นการคัดค้านแบบไร้เหตุผลหรือด้วยความประสงค์ร้าย อันเป็นวิสัยของผู้มีอำนาจกันเลย ขอให้มองกันด้วยแง่ดีและเจตนาดีก็จะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่มีการท้วงติงนั้น 

     มีเรื่องอีกสองเรื่องที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ เพราะเกี่ยวพันกับผลประโยชน์แห่งชาติโดยตรง และเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศชาติโดยตรงด้วย 

     เรื่องแรก เป็นการหารือร่วมกับประธานาธิบดีสีจิ้นผิงผู้นำจีน ซึ่งประธานสีจิ้นผิงได้กล่าวชนิดที่ต้องคิดให้ลึก นั่นคือคำกล่าวที่ว่าจีนเคารพต่อเส้นทางพัฒนาของประเทศไทยที่ประเทศไทยเห็นว่าสอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศไทย แต่จีนก็หวังว่าประเทศไทยจะร่วมมือกันกับนานาชาติในการเข้าร่วมพัฒนาตามโครงการเส้นทางสายไหม ซึ่งนานาชาติกำลังขับเคลื่อนกันอย่างคึกคักบนพื้นฐานผลประโยชน์ร่วมกัน 

     คำพูดแบบจีนนี้ต้องแปลเป็นไทย และแปลได้ว่าไม่ว่าประเทศไทยจะพัฒนาไปทางไหน จะส่งผลประการใดก็เป็นเรื่องของประเทศไทย ซึ่งจีนจะให้ความเคารพไม่ยุ่งเกี่ยวแทรกแซง ซึ่งที่ร่วมมือรถไฟไทย-จีนนั้น จีนย่อมรู้เป็นอันดีว่าเป็นอย่างไร และเกิดอะไรขึ้น 

     เพราะจากข้อตกลงทำรถไฟสามสายทางมูลค่าเกือบ 700,000 ล้านบาท ใช้เวลาเจรจากันสามปีก็ยังไม่ไปถึงไหน มีการลงนามในสัญญากันในครั้งนี้ก็เป็นแค่สัญญาจ้างออกแบบและควบคุมงานวงเงินแค่ 3,000 ล้านบาทเศษเท่านั้น 

     จีนจึงตั้งความหวังว่าประเทศไทยจะเข้าร่วมพัฒนาโครงการเส้นทางสายไหมเช่นเดียวกับนานาชาติที่กำลังขับเคลื่อนกันอย่างคึกคักเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของมวลมนุษย์ 

     ความอันเจรจากันนี้ก็ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะดำเนินการกันอย่างไรต่อไป เพราะดูกระบวนท่าที่ร่ายรำเรื่องเพลงรถไฟแล้ว ให้หวั่นใจว่าจะไม่ราบรื่นเรียบร้อยดังที่นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ เคยเจรจาหารือกับผู้นำจีนเอาไว้ 

     ก็คอยดูกันต่อไปว่าเมื่อใดจะลงมือก่อสร้างได้ เพราะถ้าเอาเรื่องกำหนดเวลาก่อสร้างมาเรียงกันดูก็เลื่อนมาไม่น้อยกว่า 7 ครั้งแล้ว 

     เรื่องที่สอง คือคำเชิญชวนของประธานสีจิ้นผิง ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นจริงจังว่าจีนตั้งความหวังว่าประเทศไทยจะร่วมมือในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ยิ่งใหญ่ร่วมกันของอนุภูมิภาคนี้ และนายกรัฐมนตรีได้ตอบรับคำเชิญนี้อย่างแข็งขันด้วย 

     ความจริงอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงนั้น ประกอบด้วยประเทศ 6 ประเทศ คือจีน พม่า ไทย ลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยประเทศจีนตั้งอยู่ต้นน้ำ ไทย พม่า อยู่คอน้ำ ลาวและเวียดนามอยู่กลางน้ำ ส่วนกัมพูชาอยู่ปลายน้ำ โดยกระแสน้ำไหลจากจีนลงมาที่กัมพูชาและออกสู่ทะเล 

     ประชากรของ 6 ประเทศนี้มีจำนวนถึง 2,200 ล้านคน เป็นขุมพลังทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและมีพลังมากที่สุดของเอเชียอาคเนย์ โดยได้มีการจัดตั้งกลุ่มสมาชิกลุ่มแม่น้ำโขงขึ้นเรียบร้อยมานานแล้ว และล่าสุดผู้นำของ 6 ประเทศภาคีสมาชิกก็ได้ทำความตกลงร่วมกันที่จะพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขง ยกระดับให้เป็นแม่น้ำแห่งการท่องเที่ยวและการค้าขาย ตลอดจนการลงทุนของประชากร 2,200 ล้านคน มากกว่าประชากรที่เชื่อมต่อกับ EEC กว่า 150 เท่า 

     ที่สำคัญ ประเทศไทยได้เปรียบประเทศอื่นมาก เพราะเป็นศูนย์กลางของอนุภูมิภาคและอยู่ใกล้ชิดส่วนกลางที่สุดของลุ่มแม่น้ำโขง มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงยาวมาก และพื้นที่ประเทศไทยก็ได้พัฒนาแล้ว มีความพร้อมที่จะขยายตัวทุกด้าน


     ทว่าน่าเสียดายนัก เราเป็นประเทศเดียวที่บิดพลิ้วไม่ทำตามข้อตกลงที่ลงนามกันไว้ล่าสุด และยังปล่อยให้เอ็นจีโอลิ่วล้อต่างชาติเคลื่อนไหวคัดค้าน จึงทำให้ประเทศไทยถูกตัดขาดออกจากการพัฒนา ซึ่งถ้าหากการพัฒนาสิ้นสุดลงเมื่อใด ประเทศไทยก็จะตกหล่นและยากที่จะเข้าร่วมการพัฒนาได้อีกต่อไป 

     เรื่องดี ๆ เช่นนี้เป็นเรื่องที่ต้องรีบทำ และต้องมอบหมายผู้ที่มีความปรีชาสามารถรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมืองให้ทำการเรื่องนี้จึงจำสำเร็จ มิฉะนั้นก็ได้แต่จะใช้เรือหางยาววิ่งข้ามแม่น้ำโขงและต้องอาศัยจมูกประเทศอื่นในการค้าขายดังที่เป็นอยู่.

แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๕:๔๐ น.
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License