ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "สารพัดพื้นที่เศรษฐกิจ" วันที่ 13 ส.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๙:๒๔ น.

     คนไทยมีเวรกรรมประการหนึ่งคือ ต้องตกอยู่ในท่ามกลางวังวนแห่งความงุนงงสงสัยในความเป็นไปของบ้านเมือง เพราะประหนึ่งว่าจะเป็นประเพณีไปเสียแล้วว่าใครมามีอำนาจบาตรใหญ่ขึ้นในแผ่นดินก็จะออกนโยบายสารพัดจนสับสนไปหมด ส่วนนโยบายของรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจก่อนหน้านั้นก็จะถูกทอดทิ้งให้ลืมเลือนไปกับกาลเวลา 

     โดยเฉพาะในการพัฒนาบ้านเมืองและเศรษฐกิจของประเทศนั้น เมื่อวันเวลาผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ความเป็นไปในระบบเศรษฐกิจก็สับสนอลหม่าน โดยเฉพาะในทิศทางการพัฒนาประเทศ 

     สิ่งที่เรียกว่านิคมอุตสาหกรรม เขตเศรษฐกิจพิเศษ และระเบียงเศรษฐกิจ แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่าสามเหลี่ยม หรือสี่เหลี่ยมทางเศรษฐกิจถูกกล่าวขวัญเรียกขานกัน จนบางครั้งก็รณรงค์หรือจัดอีเว้นต์กันเป็นวรรคเป็นเวร โดยที่หาของจริงสัมผัสมิได้ว่ามันคืออะไรกันแน่ 

     หลายสิบปีที่ผ่านมามีสิ่งที่เรียกว่านิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้น มีกฎหมายเป็นระบบรองรับและมีการส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งการบริหารจัดการนิคมอุตสาหกรรมเกิดขึ้น ซึ่งนั่นเป็นพัฒนาการที่อาศัยความรู้และภูมิปัญญาของคนไทยที่สรุปความจัดเจนมาจากต่างประเทศ แต่โดยรวมก็คือมีรากฐานอยู่บนความเป็นไทของคนไทย ไม่ได้ทำตามใบสั่งแบบข้าทาสที่รับคำสั่งอย่างไรก็ทำไปอย่างนั้น 

     ดังนั้นจึงต้องกล่าวว่าพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศนับแต่มีแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ได้อาศัยสิ่งที่เรียกว่านิคมอุตสาหกรรม และการส่งเสริมการลงทุนเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ 

     โดยภาพรวมก็คือนิคมอุตสาหกรรมเป็นพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้น เพื่อการจัดตั้งโรงงานหรือกิจการอุตสาหกรรมในพื้นที่เดียวกัน โดยมีการก่อสร้างสาธารณูปโภครองรับ และมีการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งจากนิคมอุตสาหกรรมไปยังท่าเรือหรือท่ารถหรือท่าอากาศยานเพื่อขนส่งไปในที่ต่าง ๆ แม้กระทั่งไปในต่างประเทศ 

     มีกฎหมายจัดระบบรองรับทั้งในการสร้างสาธารณูปโภค ในเรื่องภาษีอากร และในเรื่องการขออนุญาตต่าง ๆ ให้เป็นระบบรวมศูนย์อยู่ที่จุดเดียว หรือ One Stop System จึงมีผลทำให้ประเทศไทยรุดหน้าเป็นอันดับหนึ่งของอาเซียนมากว่าครึ่งศตวรรษและเป็นรากฐานสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ที่ยังเป็นจริงและมีผลจริงอยู่ 

     ในท่ามกลางครึ่งศตวรรษที่ผ่านมาก็มีพวกนักเพ้อฝันที่นำเสนอสิ่งที่เรียกว่าสามเหลี่ยมเศรษฐกิจบ้าง สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจบ้าง โดยมโนนึกเอาเองแต่ไม่มีการกระทำใด ๆ ที่จะเอื้อให้แก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศเลย จะเป็นประโยชน์บ้างก็แก่นักเพ้อฝันที่ได้รับเชิญไปพูดที่นั่นที่นี่ ราวกับว่าเป็นผู้ริเริ่มความคิดอันวิเศษวิโส แต่แท้จริงก็คือการผายลม ที่ลมโชยมาก็ผ่านหายไป 

     หลังจากประเทศจีนในยุคสมัยของเติ้งเสี่ยวผิงได้ริเริ่มสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษขึ้นตามแนวชายแดนเพื่อดูดซับความเจริญรุ่งเรืองจากภายนอก และเพื่อพัฒนาประเทศตามแนวชายแดนนั้นให้มีความเจริญรุ่งเรืองเท่ากับหรือมากกว่าพื้นที่คู่แข่ง ไม่ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น จูไห่ เซียะเหมิน หรืออื่นๆ ทำให้ประเทศจีนรุ่งเรืองมั่งคั่งอย่างผาดโผนโจนทะยาน ก็มีคนพูดถึงการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศไทยตามไปด้วย 

     ดังเช่นในรัฐบาลพรรคไทยรักไทยก็มีการเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสุวรรณภูมิ ซึ่งไม่ได้อยู่ชายแดนตรงไหนเลย แต่ตั้งอยู่กลางเมืองเพื่อจะแบ่งแยกการปกครองประเทศให้เป็นเขตอำนาจทางการเมืองเฉพาะ และถูกคัดค้านจนล่มสลายไป 

     มาถึงยุครัฐบาล คสช. ความสำเร็จของการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนลือลั่นสนั่นโลก จึงมีดำริจะสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษหลายแห่งขึ้นในประเทศไทย เช่น ที่ปราจีนบุรี สระแก้ว หนองคาย ที่เชียงใหม่ เชียงราย แม่สอด แม้กระทั่งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้ปลุกความตื่นตัวของนักลงทุนทั่วประเทศ และเป็นที่จับตามองต้องการของนักลงทุนทั่วโลก 

     ในขณะเดียวกันพม่าก็ประกาศจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ 19 เขตทั่วประเทศ ลาวประกาศจัดตั้ง 21 เขต เขมรจัดตั้ง 6 เขต เวียดนามจัดตั้งกว่า 10 เขต 

     แต่นับถึงบัดนั้นจนบัดนี้เขตเศรษฐกิจพิเศษของประเทศไทยก็หายไปกับสายลมแล้ว การทั้งนี้มีเหตุสำคัญคือขาดความรู้และความเข้าใจในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเป็นระบบบริหารท้องถิ่นพิเศษยิ่งกว่ากรุงเทพมหานครหรือเมืองพัทยา 

     เขตเศรษฐกิจพิเศษคือเขตบริหารท้องถิ่นแบบพิเศษ ที่มีสำนักงานบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นศูนย์กลางการบริหาร มีศูนย์กลางการลงทุนรับผิดชอบดูแลเรื่องการลงทุน มีสภาเขตเศรษฐกิจพิเศษทำหน้าที่นิติบัญญัติเฉพาะพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดยรับมอบอำนาจจากราชการส่วนภูมิภาคและส่วนกลางบางประเภท จึงทำให้เกิดการบริหารเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษได้ 

     ครั้นจีนกำหนดยุทธศาสตร์ลงใต้ และให้ความสำคัญแก่อาเซียนก็ได้มีการตั้งระเบียงเศรษฐกิจขึ้นสองระเบียงเพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมและการค้ากับประเทศเพื่อนบ้าน คือ 

     ระเบียงที่หนึ่ง ตั้งให้มณฑลยูนนานเป็นระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจและการค้ากับพม่าและไทย 

     ระเบียงที่สอง ตั้งให้มณฑลกวางสีเป็นระเบียงเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจและการค้ากับเวียดนาม ลาว และกัมพูชา  ยกเว้นเส้นทางรถไฟให้ใช้เมืองคุนหมิงเป็นศูนย์กลางเชื่อมพม่า, ลาว-ไทย และเวียดนาม-กัมพูชา 

     วันนี้ประเทศไทยก็คิดจะทำระเบียงเศรษฐกิจบ้าง แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าไม่ได้เชื่อมต่อกับประเทศใด นอกจากพื้นที่แคบ ๆ เล็ก ๆ ที่ใกล้กับกัมพูชา ซึ่งมีประชากรแค่ 17 ล้านคน 

     ที่สำคัญคือสิ่งที่เรียกว่าระเบียงเศรษฐกิจนั้นคืออะไร มีอำนาจหน้าที่อะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่นหากจะมีผู้มาลงทุนสร้างรถไฟฟ้าที่วิ่งภายในระเบียงเศรษฐกิจ จะขออนุญาตจากใคร แค่นี้ก็จะทราบได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าระเบียงเศรษฐกิจคืออะไร 

     ประเทศไทยมีการพัฒนามาก่อนประเทศใดในอาเซียน มีภูมิปัญญาเป็นของตนเอง แต่น่าเสียดายนักเราไม่ใช่ภูมิปัญญาของตน กลับไปลอกแบบที่มักง่ายของต่างชาติหรือรับคำสั่งต่างชาติมาทำ โดยไม่ได้ศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้เลย น่าอนาถใจนัก!

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License