ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ชงสูตรโยกย้าย ริบอำนาจผบ.ตร./ปฏิรูปตำรวจ ปรับวิธีจัดทัพสีกากี พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๖:๒๙ น.
ชงสูตรโยกย้าย  ริบอำนาจผบ.ตร./ปฏิรูปตำรวจ  ปรับวิธีจัดทัพสีกากี  กระจายสู่ระดับภาค  เร่งฟังความเห็นปชช.

กรรมการปฏิรูปตร. ดันสูตรแต่งตั้งโยกย้าย ใช้ความสามารถ 67% อาวุโส 33% โละวิธีตั้ง ผบ.ตร.ให้อำนาจ ก.ตร.แทน ก.ต.ช. ขณะเดียวกันมอบอำนาจผู้บัญชาการภาค ตั้งตำรวจในสังกัดเต็มที่พร้อมเร่งรับฟังความเห็นประชาชน

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ที่ รัฐสภา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการฯ ว่าขณะนี้คณะอนุกรรมการแต่ละชุด ได้ทยอยเสนอความเห็นมายังที่ประชุม ซึ่งมีหลายเรื่องที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมี พล.อ.อ.อิทธิพร ศุภวงศ์ เป็นประธาน กำหนดวันรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ ที่ กทม. วันที่ 31 สิงหาคม ที่ จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 7 กันยายน ที่ จ.ลำปาง และวันที่ 20 กันยายน ที่ จ.ขอนแก่น

2.คณะอนุกรรมการโครงสร้างอำนาจหน้าที่มี นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร เสนอความเห็นใน 2 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1 การสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเสนอให้สตช.ยังคงอยู่ภายใต้สังกัดของนายกรัฐมนตรีต่อไป สาเหตุที่ให้ สตช.ยังคงขึ้นกับนายกฯ นั้น คณะอนุกรรมการฯ ให้ความเห็นว่าเรื่องตำรวจเป็นเรื่องสำคัญ จึงควรให้นายกฯ ดูแล หากให้ สตช.ไปอยู่ตามกระทรวง อาจส่งผลให้ถูกแทรกแซง และเรื่องที่ 2 เสนอว่าควรจะกระจายอำนาจผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ไปยังภาค หมายความว่า ให้ภาคมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการบริหารบุคคลและงบประมาณ

“เรื่องบริหารบุคคล หมายความว่า ปัจจุบัน ผบ.ตร.เป็นผู้ตัดสินใจโยกย้ายตำรวจทุกตำแหน่งไม่เฉพาะที่ กทม.แต่รวมไปถึงตำรวจภาคทั้งหลาย ดังนั้น คณะอนุกรรมการฯ เสนอว่าควรให้ผู้บัญชาการภาค ดูแลในเรื่องดังกล่าว สอดคล้องกับคณะอนุกรรมการด้านการบริหารงานบุคคลของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ในอนาคต ผบ.ตร.จะดูแลระดับสูงขึ้นมากว่าภาค ตั้งแต่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจ และ ผู้บัญชาการทั้งหลาย แต่ต่ำลงไปกว่านั้นจะให้แต่ละภาคดูแลเอง” นายสมคิด กล่าว

3.คณะอนุกรรมการด้านการบริหารงานบุคคล เสนอต่อที่ประชุมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้าย ผบ.ตร. รองผบ.ตร.และตำแหน่งผู้บัญชาการภาค ได้แก่ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น จะให้พิจารณาจากความรู้ความสามารถ 67% และระดับอาวุโส 33% ซึ่งในกรณีของการพิจารณาจากความรู้ความสามารถ 67% นั้น แบ่งเป็นการพิจารณาจากความรู้ความสามารถโดยแท้ 33% เช่น ตำรวจที่ได้รับรางวัลดีเด่น จะต้องได้รับการพิจาณา และอีก 34% จะพิจารณาจากความรู้ความสามารถทั่วไป ซึ่งเรียกว่าเป็น 33 – 33 -34

“สำหรับตำแหน่ง ผบ.ตร.มีการเสนอให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นผู้พิจารณาคัดเลือก จากปัจจุบันที่กำหนดให้ ผบ.ตร.คนปัจจุบันคัดเลือกรายชื่อ ผบ.ตร.คนถัดไป และเสนอชื่อไปให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) พิจารณา เพราะเดิม ก.ต.ช.มีนายกฯ เป็นประธาน ซึ่งเป็นฝ่ายการเมือง อีกทั้งกรรมการ ก.ต.ช.ก็มาจากคนนอกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องของตำรวจควรให้ ก.ตร.ทำหน้าที่แทน แต่ ก.ต.ช.ยังคงอยู่ตามเดิมโดยจะทำหน้าที่เฉพาะนโยบายตำรวจโดยแท้เท่านั้น” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนตำแหน่ง รองผบ.ตร.ถึงผู้บังคับการ (ผบ.ก.) ปัจจุบันกำหนดให้ ผบ.ตร.คัดเลือกรายชื่อและเสนอให้ ก.ตร.พิจารณา แต่มีการเสนอให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นผู้พิจารณาแทน ส่วนตำแหน่งผู้บัญชาการภาค ยังคงให้ ผบ.ตร.มีอำนาจแต่งตั้งตามเดิม แต่ตำแหน่งที่ต่ำกว่า รองผู้บัญชาการภาคเป็นต้นไป จะให้ผู้บัญชาการภาคเป็นคนแต่งตั้งโยกย้าย หมายความว่า แต่ละภาคจะมีอิสระในการดูแลบริหารบุคคลภายในภาคของตนเอง อย่างไรก็ดี ข้อเสนอทั้งหมดนี้ที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจะสรุปและมีมติต่อไปในการประชุมสัปดาห์หน้า

“ที่ประชุมอภิปรายกันว่าตำรวจกว่า 2 แสนคน ไม่ควรแต่งตั้งโดยคนคนเดียว ควรแบ่งอำนาจการแต่งตั้งไปตามภาคทั้งหลาย” นายสมคิด กล่าว

ที่มา แนวหน้าออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License