ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
‘บิ๊กตู่’ว้ากNGO ขวางแก้ปัญหาน้ำท่วม สั่งยกเครื่องนโยบาย พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๖:๒๘ น.
‘บิ๊กตู่’ว้ากNGO  ขวางแก้ปัญหาน้ำท่วม  สั่งยกเครื่องนโยบาย  สางปมอุทกภัย-แล้ง  ดันเป็นวาระแห่งชาติ

นายกฯนั่งหัวโต๊ะถกกก.น้ำ สั่งปรับนโยบายบริหารจัดการน้ำใหม่ชูปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมเพิ่มศักยภาพกรมน้ำคุมเก็บกัก-ระบายส่งน้ำครอบคลุมทุกระบบ ชี้แก้ภาพรวมทำยาก เหตุติดขัดปมที่ดินประชาชน ซัดเอ็นจีโอยกระบบนิเวศค้าน ด้านปภ.สรุปสถานการณ์เหลือ 9 จว.ยังท่วม ตาย 29 ราย

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย แถลงสรุปสถานการณ์อุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางว่า ฝนที่ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม-8 สิงหาคม ทำให้เกิดน้ำไหลหลากใน 44 จังหวัด รวม 300 อำเภอ 1,643 ตำบล 12,949 หมู่บ้าน 43 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 578,814 ครัวเรือน 1,840,716 คน ผู้เสียชีวิต 29 ราย บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 4,129 หลัง ถนน 2,055 สาย บ่อปลา 14,097 บ่อ ปศุสัตว์ 738,860 ตัว พื้นที่การเกษตร 3,036,310 ไร่ ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 35 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 9 จังหวัด รวม 98 อำเภอ 713 ตำบล 6,417 หมู่บ้าน 43 ชุมชน ประชาชนได้รับผลกระทบ 327,361 ครัวเรือน 1,010,004 คน แยกเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร กาฬสินธุ์ นครพนม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานีและหนองคาย ภาคกลาง 1 จังหวัดได้แก่ จ.พระนครศรีอยุธยา

เขื่อนลำปาวใกล้เต็มปล่อยน้ำเพิ่ม

ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคอีสานที่ยังน่าเป็นห่วง อย่างที่จ.กาฬสินธุ์ พื้นที่ราบลุ่ม 5 อำเภอประกอบด้วย อ.ฆ้องชัย อ.ร่องคำ อ.กมลาไสย อ.ยางตลาดและอ.เมืองกาฬสินธุ์ยังประสบปัญหาน้ำท่วม  เป็นพลพวงจากพายุลาตัสและเซินกา ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จำนวนมาก จนทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลำปาวเพิ่มระดับขึ้นต่อเนื่อง  ล่าสุดวันนี้ปริมาณน้ำยังเพิ่มขึ้นปัจจุบันอยู่ที่ 1,745 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 88 ของความจุอ่าง ซึ่งเขื่อนลำปาวมีความจุที่ 1,980 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งเหลือเพียง 235 ล้านลบ.ม.น้ำก็จะเต็มความจุ

จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้นายสุวิทย์  คำดี  ผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์เรียกประชุมคณะทำงานวิเคราะห์สถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและดินถล่ม พร้อมออกประกาศเตือนฉบับที่ 17 ระบุว่า ขณะนี้เขื่อนลำปาวระบายน้ำวันละ 25 ล้านลบ.ม.ต่อวัน  ซึ่งทางโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำปาวฯได้ขอมติที่ประชุมจะเพิ่มการระบายเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 35 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน  แต่คณะกรรมการฯในที่ประชุมขอให้ระบายน้ำได้วันละ 30 ล้าน ลบ.ม.ถึงวันที่ 11 สิงหาคม  จากนั้นจะมาประเมินสถานการณ์อีกครั้ง  นอกจากนี้ ยังสั่งการให้เฝ้าระวังพนังกั้นน้ำลำชีพื้นที่อ.เมืองกาฬสินธุ์ ต.ลำพาน และ.ในเขตอ.ฆ้องชัย จุดที่มีความเสี่ยงสูงให้เสริมพนังด้วยกระสบทรายให้สูงและหนาขึ้นพร้อมเวรยามเฝ้าตลอด 24 ชม.

นายทองบ่อ วงศ์เทเวศร์ ชาวบ้านตำบลโนนศิลาเลิงกล่าวว่า  สถานการณ์น้ำขณะนี้น่าเป็นห่วงคาดว่าจะท่วมหนักและสูงกว่าทุกปี  เพราะทางเขื่อนปล่อยน้ำจำนวนมาก  ตอนนี้บ้านที่อาศัยอยู่ก็ท่วมจนเกือบถึงหลังคาเพราะเป็นบ้านชั้นเดียวข้าวของเครื่องใช้ก็พังเสียหายไปหลายรายการส่วนนาข้าวถูกน้ำท่วมมากว่า 2 อาทิตย์น่าจะเน่าตายทั้งหมด

มหาสารคาม4อำเภอยังจม

ด้านนายภูสิต สมจิตต์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะรองผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่มจ.มหาสารคามเปิดเผยสรุปรายงานสถานการณ์อุทกภัยในจ.มหาสารคาม จากศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัยและดินถล่มจังหวัดมหาสารคามว่า จังหวัดประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัย ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน 12 อำเภอ 127 ตำบล 1,774 หมู่บ้าน เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่างๆแล้วนั้น สถานการณ์อุทกภัยจังหวัดมหาสารคามปัจจุบันมีพื้นที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยที่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย 4 อำเภอได้แก่ พยัคฆภูมิพิสัย เมือง กันทรวิชัยและโกสุมพิสัย

แม่น้ำน่านสูงเกินเมตร

เช่นเดียวกับ ที่จ.พิษณุโลก หลังฝนตกทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากขึ้น กระทั่งช่วงค่ำวันที่ 8 สิงหาคมพบมีน้ำไหลลงเขื่อนแควน้อยอยู่ที่ 22.32 ล้าน ลบ.ม. ทำให้น้ำในเขื่อนแควน้อยที่สามารถกักเก็บได้ 784 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็น 81% ของการกักเก็บ ส่งผลให้เขื่อนปรับการระบายน้ำอยู่ที่ 150 ลบ.ม.ต่อวินาที จากผลพวงการระบายน้ำของเขื่อนแควน้อยและมีฝนตกทางภาคเหนือ ทำให้น้ำหลากลงแม่น้ำน่านส่งผลให้แม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองพิษณุโลกปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยที่สถานีวัดระดับน้ำ N5A วัดเวลา 09.00 น. อยู่ที่ 5.48 เมตรแล้ว มวลน้ำไหลผ่าน อยู่ที่ 518 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้แม่น้ำน่านสูงขึ้นกว่าเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1 เมตร ขณะที่ชาวพิษณุโลกต่างเฝ้าระวังแม่น้ำน่านอย่างต่อเนื่อง เพราะหวั่นฝนตกลงมามากและน้ำเหนือหลาก อาจทำให้ขึ้นแม่น้ำน่านขึ้นสูง

น้ำป่าท่วมโรงเรียนรอบสองสูง2ม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากฝนที่ตกหนักส่งผลให้โรงเรียนบ้านน้ำปาด ม.3 ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลกเกิดน้ำป่าไหลหลาก เอ่อล้นคลองน้ำปาดเข้าท่วมบริเวณโรงเรียนบ้านน้ำปาด และหมู่บ้านน้ำปาดในช่วงเวลา 03.00 น.วันที่ 9 สิงหาคม ถือเป็นระลอกสอง ซึ่งน้ำป่ารอบนี้ท่วมสูงกว่าครั้งที่แล้วมาก โดยระดับน้ำท่วมสูงถึง 2 เมตร และค่อยๆลดระดับลง แต่ยังมีน้ำท่วมขังบริเวณโรงเรียน จนต้องปิดการเรียนการสอน 1 วัน ส่วนวันที่ 10 สิงหาคม ต้องรอดูสถานการณ์น้ำฝนอีกครั้งหนึ่ง เบื้องต้นทางทหารจากกองทัพภาคที่ 3 ได้เข้าตรวจสอบและให้การช่วยเหลือขนย้ายอุปกรณ์การเรียนต่างๆ และทำความสะอาด ในขณะที่ระดับน้ำค่อยๆลดระดับลง

นายกฯถกเพิ่มศักยภาพกรมน้ำ

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2560ว่า ตนวางแผนจะทำให้กรมทรัพยากรน้ำหรือกรมน้ำมีศักยภาพมากขึ้น ให้รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการน้ำโดยบูรณาการกับหน่วยงานอื่น โดยอาจปรับโอนบางส่วนให้มาอยู่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี มีนายกฯเป็นประธานและเป็นแกนนำที่จะพัฒนาในเรื่องการเก็บกักน้ำ ระบายน้ำ ส่งน้ำ ซึ่งต้องทำให้เรียบร้อย วันนี้เราทำทั่วทุกพื้นที่ แต่เรื่องการแก้ปัญหาอุทกภัยเป็นแผนใหญ่ ขณะนี้ทำค่อนข้างยาก เพราะมีปัญหาติดขัดเรื่องที่ดินของประชาชน

นายกฯยังกล่าวถึงแนวทางแก้ปัญหาน้ำท่วมที่นา 5 ล้านไร่ว่า กำลังแก้ไขอยู่ พยายามระบายน้ำออก พื้นที่ใดเป็นที่ต่ำไม่มีเส้นทางระบาย ต้องแก้ด้วยการปรับพื้นที่ จุดใดน้ำท่วมตลอดปีจะเพาะปลูกได้หรือไม่ต้องไปสร้างความเข้าใจกับประชาชน ตรงไหนที่น้ำท่วม แล้งซ้ำซาก ถ้าน้ำไม่มีก็ต้องไปทำอย่างอื่น เมื่อไปไม่ได้ก็ต้องยอมรับสภาพพื้นที่และปรับเปลี่ยน อยากได้หมดเลย แต่ไม่ช่วยทำความเข้าใจจะทำได้อย่างไร

ชี้เอ็นจีโอขวางแก้น้ำท่วมลำบาก

“ในที่ประชุมได้หาแผนงานโครงการที่ลงได้ในพื้นที่ คงลดได้ไม่ทันที ไม่ได้ 100% การที่จะระบายน้ำออกขุดลอกคูคลอง ขยายลำน้ำจะทำได้ไหม เพราะเดี๋ยวเอ็นจีโอก็ออกมาคัดค้านเรื่องระบบนิเวศอีก แล้วจะให้ทำอย่างไร สื่อต้องไปทำความเข้าใจตรงนี้ ไม่ใช่ให้รัฐบาลนี้ทำอะไรก็ทำ แล้วพอไม่เกิดขึ้นก็บอกว่า รัฐบาลไม่ทำ รัฐบาลทำทุกแผน แต่ทำไม่ได้เลย เพราะประชาชนไม่ยินยอม แล้วใครจะรับผิดชอบกับผมบ้าง เอ็นจีโอที่คัดค้านจะว่าอย่างไรน้ำท่วมออกมาพูดบ้างไหม ไปขอร้องเขามา ผมก็ต้องทำให้ได้ อย่างน้อยก็ 30% มันทำไม่ได้ทุกอย่าง ทุกอันปัญหาซับซ้อนไปหมด ประเทศนี้มีปัญหาเยอะผมก็พยามทำให้ดีที่สุด” นายกฯกล่าว

สั่งแก้อุทกภัย-แล้งเป็นวาระแห่งชาติ

และว่า จะปรับนโยบาย และงบประมาณ ด้านการบริหารจัดการน้ำใหม่ ปรับโฉมหน้านโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จากเดิมเคยคำนึงถึงกิจกรรมหลักของการบริหารจัดการน้ำ คือ 1.น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค 2.น้ำเพื่อการเกษตร และอุตสาหกรรม 3.น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ และขอเพิ่มอีก 2 กิจกรรม ถือเป็นวาระแห่งชาติคือ แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง อย่างเป็นระบบ ครบวงจร รวมเป็น 5 กิจกรรม พร้อมย้ำว่า การจัดทำแผนและโครงการต่างๆต้องตรวจสอบให้ชัดเจนมีทั้งของเดิม และเพิ่มของใหม่ลงไป เพราะมีความคาดหวังจากประชาชนจำนวนมากในการทำงานของรัฐบาล และปัจจุบันจะทนเสี่ยงภัยอีกต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะต้องใช้เงินเพื่อการเยียวยาทุกปีหลายหมื่นหลายแสนล้านบาท ดังนั้น ต้องจัดการให้เร็วและทันเวลา โดยกำหนดเวลาให้กิจกรรมทั้งหมดเกิดความชัดเจนว่า ช่วงปี 2557-2560 ได้ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างในพื้นที่ใด ขอให้สรุปข้อมูลออกมา และระยะที่ 2 ช่วงปี 2560-2561 จะดำเนินการอะไรได้บ้าง และแผนในปี 2562 ให้เน้นดูเรื่องน้ำท่วม น้ำแล้ง และการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชกระแสรับสั่งให้แก้ปัญหาเหล่านี้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ก็ต้องตอบให้ได้ว่า อะไรที่ทำให้เกิดความยั่งยืน ที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้งให้เกิดความชัดเจนเร็วยิ่งขึ้น

ที่มา แนวหน้าออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License