ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
หนุนเชือดลับหลัง พรป. เผด็จศึกนักการเมืองโกง ‘ไก่อู’บอกช่วยคัดกรองคนดี พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันจันทร์ที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๓๒ น.
หนุนเชือดลับหลัง พรป. เผด็จศึกนักการเมืองโกง ‘ไก่อู’บอกช่วยคัดกรองคนดี ปชป. ชี้เป็นประโยชน์ต่อชาติ สมุนแม้วขู่ดาบนั้นคืนสนอง
 
โฆษกรัฐบาลเปรียบกฎหมายว่าด้วยวิธีความอาญาของนักการเมือง ถือเป็นตะแกรงคัดกรองคนดี ไม่มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งเหน็บอย่าหนี ด้านปชป.ยันซ้ำเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ในขณะที่สมุนแม้วอ้างผิดหลักสากล ขู่ระวังดาบคืนสนอง ด้านกรธ.เมินเสียงติงเดินหน้าปั๊มม้วนเดียวจบ

นายทหารคนสนิทระบุ”ป๋าเปรม”สบายดี ไม่ได้ป่วยตามข่าวลือ

เมื่อวันที่ 16กรกฎาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีหลายวิพากษ์วิจารณ์ ร่างพระราชบัญญัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสาระสำคัญให้มีการพิจารณาคดีลับหลัง ที่ฝ่ายการเมืองมองว่ามีใบสั่งและเป็นการไล่ล่านักการเมืองว่า ต้นทางของกฎหมายมาจากรัฐสภา ตนเองจึงไม่สามารถตอบแทนได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) คิดอยู่เสมอตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ การจะทำให้บ้านเมืองเดินไปได้ด้วยความมีประสิทธิภาพนั้น ต้องทำให้คนดีเข้ามาปกครองบ้านเมือง และมีวิธีการทำให้คนไม่ดีไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่ปกครองบ้านเมืองได้ ซึ่งหลักการมีแค่นี้ ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องจะทำอย่างไรก็เป็นแนวคิดของคนเหล่านั้น แต่ประชาชนจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ ไม่แน่ใจ เพราะกฎกมายในปัจจุบันต้องรับฟังความเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน

อย่าหนีถ้าคิดว่าทำถูกต้อง

“อย่าหนีสิ ถ้าไม่หนี ทุกอย่างก็เข้าสู่กระบวนการ แล้วกฎหมายก็ไม่ได้เลือกบังคับใช้แก่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่บังคับใช้กับทุกคน ใครเป็นนักการเมืองก็ต้องใช้ ซึ่งในรายละเอียดของกฎหมายสภาท่านเป็นคิด แต่โดยหลักการแล้วรัฐบาลและคสช.เห็นว่า การมีกฎหมายที่เป็นเสมือนตะแกรงร่อนให้คนดีสามารถปกครองบ้านเมือง ไม่ให้คนไม่ดีที่มีประวัติโกงกินมาปกครองบ้านเมืองได้ ดังนั้นใครมีคดีความแบบนี้ ไม่ว่าไปหลบอยู่ที่ไหน ก็ต้องถูกดำเนินคดี ถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องไม่ใช่หรือ”พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

ปชป.ชี้มีประโยชน์กว่าโทษ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวเชื่อมั่นว่าเมื่อพรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกมาบังคับใช้จะทำให้นักการเมืองบางส่วนที่เข้ามาแสวงหาอำนาจทางการเมืองเพื่อทุจริต คิดมิชอบต้องคิดหน้าคิดหลังมากขึ้น เพราะถ้าทุจริตแล้วถูกจับได้ไล่ทันจนมีคดีขึ้นสู่ศาล

การพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะไม่สามารถใช้วิธีการหลบหนีคดีจนหมดอายุความแล้วกลับมาเสวยสุขบนทรัพย์สินเงินทองที่ทุจริตได้อีกต่อไป เนื่องจากศาลสามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลย รวมทั้งไม่นับรวมอายุความระหว่างที่จำเลยหลบหนีเท่ากับว่าถ้าจะหนีก็ต้องหนีกันทั้งชีวิต

ต้องตามยึดทรัพย์มาคืนหลวง

ทั้งนี้ถ้าไม่มีกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองออกมาแบบนี้ ก็อาจจะมีนักการเมืองบางส่วนยอมเสี่ยงทุจริตถ้าไม่ถูกจับก็เสวยสุขจากทรัพย์สินเงินทอง แต่ถ้าถูกจับได้ก็จะใช้วิธีหลบหนีคดีจนหมดอายุความ ทำให้การเอาผิดลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตในอดีตที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งการมีกฎหมายในลักษณะนี้จึงน่าจะช่วยทำให้การป้องกันปราบปรามการทุจริตของนักการเมืองได้ผลมากขึ้น ถึงแม้วิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะเป็นเพียงอีกกลไกหนึ่งของการป้องกันปราบปรามการทุจริตโดยรวมก็ตาม นอกจากนี้ แม้จำเลยจะหลบหนีคดีไม่ยอมมาศาล แต่เมื่อมีการพิจารณาคดีจนมีคำพิพากษาออกมา อาจทำให้สามารถนำทรัพย์สินเงินทองที่ทุจริตไป ซึ่งเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินมาคืนหลวงได้ รวมถึงการเรียกค่าเสียหายต่างๆ ก็อาจดำเนินการต่อไปได้

พท.ชี้ขัดนิติธรรม-ระวังคืนสนอง

ประเด็นดังกล่าว ทางพล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอถามผู้ที่คิดและทำกฏหมายฉบับนี้ว่ามีนานาอารยประเทศใดบ้างที่เขียนกฎหมาย ให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ และไม่เปิดโอกาสให้จำเลยได้ต่อสู้คดี ไม่เฉพาะคดีอาญาที่ทำกับนักการเมือง แต่คดีของประชาชนหรือบุคคลอื่น เขาก็ไม่พิจารณาลับหลัง และให้มีโทษย้อนหลังร้ายแรงในทางอาญา เพราะถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรมทั่วไป

ตนอยู่ในกระบวนการยุติธรรมมา 30- 40 ปี ไม่เคยเห็นการเขียนกฎหมายที่ปิดโอกาสการต่อสู้คดีของจำเลย ที่ผ่านมาใครจะมีอคติกับใครนั้นตนไม่ทราบ และสิ่งที่ตนพูดไม่ใช่ใครมาสั่งให้พูดตามที่มีคนออกมาวิจารณ์ แต่พูดเพราะเห็นว่าไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม และเรื่องนี้ยังไม่เห็นช่องว่าจะมีทางออกอย่างไร เพราะเชื่อว่าไม่ว่าใครจะแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร หากคนทำกฎหมาย เขียนกติกาโดยไม่มีจิตสำนึกก็ไม่มีประโยชน์ จึงขอเตือนไปถึงผู้มีอำนาจในปัจจุบัน ซึ่งมีสถานะเป็นนักการเมืองเช่นเดียวกัน ให้ระวังว่าดาบนี้จะคืนสนอง

ไม่ต้องตั้งกมธ.ร่วมพิจารณา

วันเดียวกัน พล.ต.วิระ โรจนวาศ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พรป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของสนช. กล่าวว่า ตามบทเฉพาะกาล มาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 กำหนดให้ เมื่อสนช.พิจารณาร่างกฎหมายลูกเสร็จแล้ว ให้ส่งร่างกฎหมายไปยัง กรธ.องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องและศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา หากเห็นว่า ร่างกฎหมายขัดต่อเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีการตั้งกมธ.ร่วม 11 คน เพื่อพิจารณาอีกครั้งภายใน 15 วัน

โดย สนช.กำลังตีความว่า ร่างกฎหมายนี้ต้องส่งให้ศาลยุติธรรมและคณะกรรมการกป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เป็นผู้พิจารณาตามมาตรา 267 หรือไม่ คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในสัปดาห์หน้า ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มีความเห็นแย้ง ไม่โต้กันไปมา ไม่ต้องตั้งกมธ.ร่วม เหมือนร่างกฎหมายว่าด้วยกกต.และร่างกฎหมายว่าด้วยพรรคการเมือง

“สำหรับเสียงท้วงติงจากทางศาลยุติธรรม ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัว ในขั้นตอนพิจารณาวาระ 2 ชั้นกมธ.ตัวแทนจากปปช.และตัวแทนจากศาล อย่างนายอธิคม อินทุภูติ เลขาศาลยุติธรรมและสมาชิก สนช.ก็ไม่ขัดข้องกับกระบวนการตั้งแต่การยื่นฟ้องโดยไม่ต้องมีตัว อีกทั้งเมื่อที่ประชุมใหญ่สนช.มีมติเห็นชอบวาระ 2-3 แล้ว ศาลก็ต้องดำเนินการตามเนื้อหาของร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่มีข้อดีในการอำนวยความสะดวกสบายในการทำหน้าที่ให้กับศาลเอง”พล.ต.วิระ กล่าว

ย้อนหลังตามไปจัดการได้หมด

รายงานข่าวแจ้งว่า จากการตีความบทเฉพาะกาล มาตรา 67 ของกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อย่างกว้างขวางว่า จะส่งผลให้มีการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังไปยังคดีเก่าของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่จะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาใหม่ สามารถไต่สวนลับหลัง และไม่ต้องมีอายุความได้ เช่นเดียวกับคดีจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั้น เดิมร่างแรกที่ กรธ.ส่งให้สนช.พิจารณา เนื้อหาในมาตรา 67 กำหนดให้ คดีอาญานักการเมืองเก่า ให้ดำเนินการไปตามกฎหมายฉบับเก่า แต่ให้สิทธิอุทธรณ์ตามร่างกฎหมายฉบับใหม่ พอถึงชั้นกมธ.ของ สนช.ได้ปรับแก้มาตราดังกล่าวเป็น คดีอาญานักการเมืองทั้งเก่าและใหม่ ให้ดำเนินการตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ เมื่อเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่สนช.วาระ 2-3 ก็ไม่มีสมาชิกสนช.เห็นแย้งติดใจอภิปรายท้วงติง

รายงานข่าวแจ้งอีกว่า สำหรับพล.ต.วิระ โรจนวาศ ในฐานะ1 ใน 2ตัวแทน กรธ.ที่เข้าร่วมเป็นกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น เป็นนายทหารคนสนิททำงานควบคู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่สมัยที่พล.อ.ประยุทธ์ ดำรงตำแหน่งผบ.ทบ.ในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยพล.ต.วิระ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานพระธรรมนูญ กองทัพบก (ผอ.สธน.ทบ.) ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในช่วงต้นหลังการยึดอำนาจคสช. เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 ในการออกคำสั่งเรียกนักการเมือง นักวิชาการ ตลอดจนผู้เห็นต่างเข้าค่ายทหารจำนวนมาก เพื่อปรับทัศนะคติ

ทหารสนิท”ป๋าเปรม”ยันสบายดี

ขณะที่ พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานมูลนิธิรัฐบุรุษพล.อ.เปรม ติณสูนนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพล.อ.เปรม เข้ารับการรักษาตัวที่รพ.วิชัยยุทธว่า สื่อไปเอาข่าวมาจากไหน ตนขอยืนยันว่าเป็นข่าวลือ เพราะปกติพล.อ.เปรมจะเข้ารับการรักษาและตรวจร่างกายตามวงรอบที่รพ.พระมงกุฎเกล้าเท่านั้น และตอนนี้พล.อ.เปรมก็สบายดี ซึ่งยังคงพักอยู่ที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยไม่ได้เข้ารพ.แต่อย่างใด

ด้าน นายทหารคนสนิทพล.อ.เปรม อีกคนก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า มีข่าวลือว่าพล.อ.เปรมเข้ารับการรักษาตัวที่รพ.วิชัยยุทธตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะพล.อ.เปรมสบายดี ส่วนที่ต้องไปรพ.ก็มีเพียงรพ.พระมงกุฎเกล้า เพื่อเข้ารับการตรวจร่างกายตามวงรอบ อาทิ การตรวจฟัน ซึ่งตอนนี้พล.อ.เปรม ไม่ได้ป่วยหรือต้องเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่รพ.

ที่มา แนวหน้าออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License