ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
สับยุทธศาสตร์ชาติ20ปี ไร้พลังส่อเค้าจุดขัดแย้ง พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันจันทร์ที่ ๑๗ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๓๑ น.
นักวิชาการร่วมสับยุทธศาสตร์ชาติ ไร้พลังเปลี่ยนแปลงสังคม หวั่นจุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ ปฏิรูปประเทศบนความสับสน ประชาชนหนุนใช้ ม.44ปฏิรูปตำรวจ เชื่อทำเร็วและลดทุจริตได้ 

ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ร่วมกับคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า จัดเวทีเสวนาวิชาการ “ร่วมวิพากษ์ยุทธศาสตร์ชาติ” โดยนายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต อาจารย์คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม นิด้า และประธาน ครป. กล่าวว่า การพัฒนาประเทศที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐ กระทรวงต่างๆ มักเป็นคนจัดทำแผน แต่เป็นการต่างคนต่างทำ ไม่ได้นำมาคุยกันเป็นลักษณะอนาธิปไตยของแผนยุทธศาสตร์ ทำให้การบริหารประเทศขาดความต่อเนื่อง เกิดความล้าหลัง ใช้งบประมาณจำนวนมาก เมื่อมองบทเรียนจากต่างประเทศที่ประสบผลสำเร็จด้านแผนยุทธศาสตร์ เป็นเพราะเขารู้ว่าจุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน จึงขจัดจุดอ่อน สร้างจุดแข็ง ช่วงชิงโอกาส เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

"แม้เนื้อหาหลายส่วนในกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาจจะดูดี แต่เมื่อไปดูในบทเฉพาะกาลเหมือนว่ามีการทำพิมพ์เขียวไว้แล้ว และไม่เคยขอรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน กรอบ 6 ด้านเกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์ อาทิ เรื่องความมั่นคง ไม่มีการวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งประเทศ บอกเพียงเน้นสร้างเสถียรภาพภายใน ยังมองความมั่นคงทางทหารเป็นหลัก ถือเป็นกระบวนทัศน์เก่า ไม่ได้มองกระบวนทัศน์ใหม่อย่างเช่น ความมั่นคงของมนุษย์ที่สามารถพัฒนาไปได้หลายมิติ เมื่อมองในภาพรวมทั้ง 6 กรอบ ยังมองไม่เห็นว่าจะสร้างสังคมไทยเป็นสังคมที่ดี ทำให้คนมีสติปัญญา มีเหตุมีผล หลุดพ้นความเชื่อความงมงายได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี้ คงจะไม่มีพลังพอในการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง" นายพิชายระบุ

นายคมสัน โพธิ์คง รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวว่า เป็นห่วงในมุมมองทางกฎหมาย เพราะในกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมายแผนขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ อาจจะเกิดความขัดแย้งกัน และหากเกิดขึ้นจะทำอย่างไร จะเอาฉบับไหนเป็นตัวตั้ง รวมทั้งกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้จะขัดต่อหลักรัฐธรรมนูญการแบ่งแยกอำนาจหลักนิติรัฐหรือไม่ และจะทำให้ฝ่ายบริหารครอบงำองค์กรต่างๆ โดยอาศัยเรื่องที่ต้องทำตามยุทธศาสตร์เป็นเครื่องมือ จะเกิดภาวะข้าราชการขี่คอข้าราชการกันเอง ภายใต้กฎหมายนี้จะสร้างความร้าวฉานในระบบราชการ นโยบายพรรคการเมืองกับยุทธศาสตร์ชาติ คงจะเป็นไปในแนวทางเดียวกันยาก รวมทั้งกลไกที่ให้ฝ่ายบริหารจัดการตรวจสอบทุกหน่วยงานก็น่าเป็นห่วง และเป้าจะไปตกอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

นายศรีราชา วงศารยางกูร อดีตประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้กับประเทศชาติ แต่ใช้คนได้ถูกหรือไม่ การจะปฏิรูปประเทศวางยุทธศาสตร์ 20 ปี ยังมองไม่เห็นว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร เพราะเรามักทำอะไรไม่จริงจัง รวมทั้งไม่เชื่อว่ารัฐบาลหน้าจะเข้ามาจะมาสานต่อยุทธศาสตร์ชาติ แต่คงจะมีแนวทางปฏิรูปของตัวเอง หากไม่มีการสานต่อ คงจะทำให้ พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ถูกขึ้นหิ้ง ขอเน้นในด้านการเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพของคน เพราะจะนำไปสู่การพัฒนาด้านอื่นๆ ได้

"ปัญหาสังคมไทยถ้ายังแก้ 2 เรื่องใหญ่ไม่ได้ ประเทศไปไม่รอด คือเรื่องคอร์รัปชัน กับการทำให้คนเป็นคนดี ประเทศไหนจะเจริญก็ต้องทำอย่างจริงจัง ยุทธศาสตร์นั้นควรมี เพียงแต่จะปฏิบัติได้หรือไม่เป็นอีกเรื่อง" นายศรีราชากล่าว

นายพิภพ ธงไชย ที่ปรึกษา ครป. กล่าวว่า หลังสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 หลายประเทศวางยุทธศาสตร์ชาติใหม่ โดยให้คนในประเทศมาตั้งโจทย์ร่วมกัน อย่างคนเยอรมันบอกไม่เอาคนแบบฮิตเลอร์อีกแล้ว เราต้องตั้งยุทธศาสตร์ให้ถูก หากไม่ถูกจะทำให้เกิดความขัดแย้งรอบใหม่ เมืองไทยเรายังตั้งโจทย์ร่วมกันไม่ได้ ตอนนี้คนครึ่งประเทศบอกว่า นักการเมืองแบบเก่าไม่ควรกลับมา แต่ขณะที่อีกครึ่งประเทศยังต้องการแบบเดิม การปรองดองไม่มีโจทย์ร่วมว่าจะปรองดองกันแบบไหน ที่บอกว่าจะมีความขัดแย้งรูปใหม่ เพราะคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติสามารถชี้เป็นชี้ตายหน่วยงานได้ หากใครไม่ทำตามจะมีบทลงโทษ ข้าราชการทำงานไม่มีความสุข เพราะไม่รู้ว่าเมื่อทำอะไรไปจะเป็นการไม่ทำตามแผนยุทธศาสตร์หรือไม่ แล้วนโยบายพรรคการเมืองที่ออกมา ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติแล้วข้าราชการจะวางตัวอย่างไร คงจะทำให้การปฏิรูปประเทศอยู่บนความสับสน

นายสุริยะใส กตะศิลา อดีตเลขาธิการ ครป. กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติควรมี เพียงแต่วิธีการจัดทำจะครอบคลุมทุกกลุ่มปัญหาและทุกความหลากหลายหรือไม่ ห่วงเรื่องบทลงโทษที่มีการเขียนล็อกเอาไว้ ต่อไปคงจะเห็นความวุ่นวายต่อให้พรรคการเมืองแถลงนโยบายพรรคออกมา แต่จะมีชาวบ้านไปร้องศาลรัฐธรรมนูญว่า นโยบายเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่เป็นการทำตามยุทธศาสตร์ชาติ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งคงจะมีปัญหาแน่ ทั้งนี้ในส่วนของ ครป.จะมีการจัดเวทีรับฟังปัญหาจากกลุ่มต่างๆ แล้วสะท้อนไปยังคณะกรรมการยุทธศาสตร์

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “การปฏิรูปตำรวจไทย” รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง พบว่า เมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการสังกัดหน่วยงานหรือรูปแบบสถานะที่เหมาะสมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมากที่สุด ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 30.32 ระบุว่าให้คงเดิม รองลงมา ร้อยละ 24.48 ระบุว่าย้ายไปสังกัดกระทรวงยุติธรรม, ร้อยละ 18.72 ระบุว่าย้ายกลับไปกระทรวงมหาดไทย

ด้านความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการแยกอำนาจการสอบสวนของตำรวจออกมาให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 50.48 ระบุว่าไม่เห็นด้วย ขณะที่ร้อยละ 44.24 ระบุว่าเห็นด้วย เมื่อถามถึงการนำมาตรา 44 มาช่วยในการปฏิรูปตำรวจ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.76 ระบุว่าเห็นด้วย เพราะเป็นการช่วยให้การปฏิรูปตำรวจ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ลดการทุจริตและปัญหาคอร์รัปชันได้ ขณะที่ร้อยละ 27.84 ระบุว่าไม่เห็นด้วย เพราะเป็นการแทรกแซงอำนาจเกินขอบเขต.

ที่มา ไทยโพสต์ออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License