ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ฎีกายืนคุก2ปี ‘พ.ต.อ.ชาญชัย’ไม่รอลงอาญา ชงสินบนตุลาการ รธน. ล้มคดียุบ‘ไทยรักไทย’ พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๑๓ น.
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา อดีตผกก.สภ.โพธิ์แก้ว “พ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ” เสนอสินบน 30 ล้าน ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ช่วยล้มคดียุบพรรคไทยรักไทย ปี’49 ชี้เป็นความผิดร้ายแรงฐานพยายามบิดเบือนความยุติธรรม ทำลายความน่าเชื่อถือสถาบันศาล เจ้าหน้าที่คุมตัวเข้าเรือนจำคลองเปรม 

เมื่อวันที่ 14กรกฎาคม ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา7 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องพ.ต.อ.ชาญชัย เนติรัฐการ อายุ 75 ปี อดีตผู้กำกับการสภ.โพธิ์แก้ว อ.สามพราน จ.นครปฐม เป็นจำเลยความผิดฐาน ผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานฯ เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และผู้ใดขอให้หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงานตำแหน่งตุลาการ อัยการ ผู้ว่าคดีหรือพนักงานสอบสวน เพื่อจูงใจให้กระทำหรือไม่กระทำการที่มิชอบด้วยหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167

สำหรับคดีนี้อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2556 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 16-22 ตุลาคม 2549 จำเลยไปพบม.ล.ไกรฤกษ์ เกษมสันต์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ห้องทำงานที่ศาลฎีกา แล้วรับว่าจะให้เงิน 15 ล้านบาท เพื่อให้ช่วยเหลือการพิจารณาคดียุบพรรคการเมือง เหตุเกิดที่แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม.จำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี อ้างว่า เป็นเพื่อนร่วมรุ่นคณะนิติศาสตร์กับม.ล.ไกรฤกษ์ การไปพบเพื่อส่งหนังสือเชิญร่วมงานเลี้ยงรุ่น และการกล่าวถึงสินบนก็เพียงพูดคุยหยอกล้อในฐานะเพื่อนเท่านั้น เพราะขณะนั้นมีข่าวลือเรื่องวิ่งเต้นคดี

ในส่วนศาลชั้นต้น พิพากษาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557ว่า โจทก์มีม.ล.ไกรฤกษ์ ประจักษ์พยานเบิกความโดยไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน ขณะที่การกระทำของจำเลย ถือเป็นการเห็นแก่ตัว ทำลายความเชื่อถือและศรัทธาของระบบศาลและตุลาการที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน จึงพิพากษจำคุก 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานให้สินบนตุลาการเพื่อจูงใจกระทำการมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 167

ต่อมาพ.ต.อ.ชาญชัย จำเลยยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยขอเข้าพบม.ล.ไกรฤกษ์ เพื่อแสดงความยินดีและและพูดคุยว่า จำเลยเป็นหนี้บุญคุณคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ ถ้าม.ล.ไกรฤกษ์ยอมช่วยเหลือจะได้รับเงิน 15 ล้านและจำเลยขอส่วนแบ่ง 5% แล้ว จำเลยยังมาพบที่บ้านอีก อ้างนำบัตรเชิญเลี้ยงรุ่นมาให้และพูดลอยๆว่า 30 ล้านบาท ซึ่งโจทก์ยังมีนายจรัญ ภักดีธนากุล นายอุดม เฟื่องฟุ้ง และนาย ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ผู้พิพากษาและอดีตผู้พิพากษาที่มีตำแหน่งสำคัญ เบิกความถึงกรณีม.ล.ไกรฤกษ์เล่าเรื่องจำเลยเข้าพบด้วย โดยพยานไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันที่จะกุเรื่องปรักปรำจำเลย และขณะนั้นพรรคไทยรักไทย (ทรท.)เป็นรัฐบาล ถ้าปรักปรำก็จะเป็นการสร้างความเข้าใจผิด ดังนั้น ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย จึงเหมาะสมพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว

ขณะที่จำเลยก็เคยเป็นตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนการยุติธรรม การกระทำของจำเลยทำให้เสื่อมเกียรติภูมิตุลาการอย่างร้ายแรง ทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกคลางแคลงใจต่อกระบวนการยุติธรรม จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ แต่ชั้นพิจารณาจำเลยได้รับข้อเท็จจริงตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาแก้จำคุกจำเลย เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ต่อมาพ.ต.อ.ชาญชัย จำเลย ยื่นฎีกาต่อสู้คดี และได้รับการปล่อยชั่วคราวในชั้นฎีกา เป็นเงินสด 300,000 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้พ.ต.อ.ชาญชัย เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา พร้อมครอบครัวทนายความและคนสนิท 5-6 คน

เมื่อศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือในละเอียดแล้ว เห็นว่า ฎีกาจำเลยที่กล่าวอ้างว่า พยานหลักฐานโจทก์มีพิรุธน่าสงสัยไม่อาจรับฟังได้นั้น ล้วนเป็นการคัดลอกและตัดตอนจากคำอุทธรณ์ของจำเลยเกือบทั้งหมด เมื่อศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำของจำเลยจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนไว้โดยละเอียดแล้ว ขณะที่ฎีกาของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า ไม่ถูกต้องหรือคลาดเคลื่อนอย่างไร จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้ง ดังนั้นต้องห้ามฎีกาตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 225 ประกอบมาตรา 193 วรรคสอง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นเกี่ยวกับการกระทำผิดตามฟ้องก็ล้วนเป็นรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่ได้ให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ศาลฎีกาจึงไม่จำต้องวินิจฉัยให้

สำหรับที่จำเลยฎีกาขอให้รอลงการลงโทษนั้น เห็นว่าแม้จำเลยอายุ 75 ปี และมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงต้องพบแพทย์เป็นประจำ และประกอบคุณงามความดีขณะอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ราชการ และไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนนั้น ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเคยเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมมาก่อน ย่อมรู้ดีว่าการเสนอให้เงินหรือประโยชน์แก่เจ้าพนักงานในตำแหน่งตุลาการโดยเฉพาะการเสนอให้เงินแก่ม.ล.ไกรฤกษ์ ขณะปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่งตุลาการรัฐธรรมนูญ เพื่อจูงใจให้ช่วยเหลือการพิจารณาคดียุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นคดีสำคัญอยู่ในความสนใจของประชาชนนั้น จึงนับเป็นความพยายามที่จะบิดเบือนความยุติธรรมและเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือศรัทธาของประชาชนที่มีต่อสถาบันศาล

“การกระทำของจำเลย จึงเป็นความผิดร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลยพินิจลงโทษจำคุกโดยลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 2 ปีโดยไม่รอการลงโทษนั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยแล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุกจำเลยไว้ 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อฟังคำพิพากษาแล้ว เจ้าหน้าราชทัณฑ์ควบคุมตัวพ.ต.อ.ชาญชัยไปคุมขังที่เรือนจำคลองเปรม เพื่อรับโทษ 2 ปีตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาต่อไป

ด้านทนายความของพ.ต.อ. ชาญชัยเปิดเผยว่า ในชั้นฎีกาขอให้ศาลลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ โดยอ้างถึงสุขภาพของ พ.ต.อ.ชาญชัยว่า มีโรคความดันสูง แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีไม่มีเหตุสมควร ประกอบกับจำเลยก็เป็นอดีตนายตำรวจที่เป็นผู้กระทำผิดลงไป จึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ที่มา แนวหน้าออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License