ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ยุทธศาสตร์แปรรูปยางพารา" วันที่ 16 ก.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย ิสิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๕๙ น.

     ในระยะเริ่มแรกของรัฐบาลปัจจุบัน พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ประกาศยุทธศาสตร์สำคัญของชาติประการหนึ่ง นั่นคือยุทธศาสตร์การแปรรูปสินค้าภาคเกษตร ซึ่งประหนึ่งว่าเป็นการอัญเชิญพระบรมราโชบายสำคัญ 1 ใน 2 ประการของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มานำพาประเทศชาติอีกครั้งหนึ่ง 

     เพื่อเป็นเครื่องมือในการดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ รัฐบาลได้กำหนดวงเงินให้กับธนาคารออมสินถึง 20,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการลงทุนในกิจการแปรรูปสินค้าภาคเกษตร รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรเก่าให้เป็นเครื่องจักรที่ทันสมัยมากขึ้น 

     ต้องนับว่านี่คือนโยบายที่ถูกต้องแหลมคมและมีประสิทธิภาพมากที่สุดนโยบายหนึ่งของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่น่าเสียดายนัก นโยบายทั้งหลายจักสำเร็จได้ก็ต้องอาศัยคนไปทำ ซึ่งถึงวันนี้ก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ แม้กระทั่งวงเงิน 20,000 ล้านบาท จะมีการเบิกใช้เพื่อการตามยุทธศาสตร์นี้หรือไม่เพียงใดก็เงียบเชียบเป็นเป่าสาก 

     จนกระทั่งมาเกิดกรณียางพาราที่ราคาตกต่ำ แล้วโทษกันไป โทษกันมา เพราะเกษตรกรก็เดือดร้อนเนื่องจากราคาตกต่ำ ครั้นจะโยนภาระทั้งหมดให้รัฐบาลแบกภาระค้ำจุนก็คงไม่มีใครหน้าไหนสามารถแบกรับเอาไว้ได้ 

     เพราะประเทศไทยไม่ได้มีคนเฉพาะเกษตรกรชาวสวนยางแต่อย่างเดียว หากยังมีหลายหมู่หลายเหล่าที่กำลังลำบากยากเข็ญด้วยกัน เพราะดอกผลจากการฉ้อฉล การทุจริต และการกำหนดนโยบายเพื่อการฉ้อโกงบ้านกินเมืองในอดีตกำลังผลิดอกออกผลในขณะนี้ ความเดือดร้อนกำลังแผ่กระจายไปทุกหย่อมหญ้า 

     ซึ่งในปัญหาราคายางพาราตกต่ำเพราะผลผลิตล้นเกินถึง 3 ล้านไร่นั้น สื่อมวลชนและชาวโซเชี่ยลมีเดียสามารถชี้ตัวผู้ต้องรับผิดชอบได้แล้ว คือรัฐบาลพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง กับนักธุรกิจทุนสามานย์ก๊กหนึ่ง ที่ร่วมกันหลอกลวงเกษตรกรทั่วประเทศว่าสืบไปเมื่อหน้ายางพาราจะเป็นที่ต้องการมาก ราคายางพาราจะสูงลิ่วเทียมฟ้า ชักชวนให้ปวงประชามาปลูกยางพารากันเถิด 

    ว่าแล้วก็ตั้งโครงการผลิตกล้ายางขายให้กับรัฐบาลในราคาเร่งรัดและสูงลิบลิ่ว เพื่อให้ทันต่อการดำเนินนโยบายส่งเสริมการปลูกยาง เพื่อความร่ำรวยกันอย่างถ้วนหน้า 

     ชาวประชาก็เชื่อรัฐบาล เชื่อนักธุรกิจก๊กใหญ่นั้นว่าคนรวยแล้วไม่โกหก รวยแล้วไม่โกง รวยแล้วไม่กินเลือดเนื้อประชาชน จึงรณรงค์ให้ปลูกยางกันทั่วประเทศ แม้กระทั่งที่ดงที่ดอนที่ที่มีแต่ลูกรังก็รณรงค์ให้ปลูกยาง ใครมีเรือกสวนไร่นามาแต่เดิมก็รณรงค์ให้ปลูกยาง ใครอยากปลูกยางแต่ไม่มีที่ดินก็หลิ่วหลับตาเสียข้างหนึ่งให้ไปก่นร้างถางป่าและอุทยานเพื่อปลูกยาง ดังนั้นจึงมีการปลูกยางพารากันทั้งบ้านทั้งเมือง จนปริมาณยางล้นเกิน แต่ก็ยังมีการคุยโวว่าไม่ต้องห่วงเพราะเมื่อถึงเวลาต้นยางเติบโต ปริมาณความต้องการก็จะไล่ล้ำหน้าไปอีก 

     รวมความก็คือธุรกิจก๊กใหญ่ก็ได้ผลประโยชน์งอกเงยมหาศาลจากการทำกล้ายางขายให้แก่รัฐ จนมีข่าวคราวว่ามีการฉ้อโกงกันทุกขั้นทุกตอนทุกหนทุกแห่ง แต่ด้วยความแข็งแกร่งของเส้นสาย ขบวนการโกงก็ยังคงเชิดหน้าลอยนวล เพราะขบวนการอุ้มคนโกงและฟอกคนโกงช่วยกันค้ำชูอุปถัมภ์ให้เชิดหน้าชูตาอยู่ได้ทุกยุคทุกสมัย 

     มาถึงวันนี้ยางก็ล้นตลาด การส่งออกยางแบบเก่าคือยางไม่แปรรูปก็ยังเป็นแบบเดิม ไม่มีการส่งเสริมให้มีการแปรรูปยางพาราในประเทศไทยตามที่กำหนดเป็นนโยบายไว้ 

     แล้วจะเอากันอย่างไรดี? จะรื้อถอนตัดต้นยางทิ้งสัก 3 ล้านไร่ ตามที่คิดว่าจะเกินจำนวน หรือว่ารัฐบาลจะอุ้มชูราคายางไปอีกสักระยะหนึ่ง หรือว่าจะเร่งระดมเอากิจการแปรรูปยางพาราจากทั่วโลกเข้ามาไว้ในประเทศไทย 

     ก็คิดอ่านส่งเสริมอะไรกันต่อมิอะไร ไม่ว่าเขตเศรษฐกิจพิเศษ 6 เขต ระเบียงเศรษฐกิจอีก 3 จังหวัด ไฉนเล่าจะส่งเสริมการแปรรูปยางพาราให้ระเบิดเถิดเทิงสักครั้งหนึ่งไม่ได้ 

     การตัดต้นยางทิ้งสัก 3 ล้านไร่ หรือการอุ้มชูราคาไว้ เป็นได้แค่มาตรการชั่วคราว ซึ่งอาจเกิดผลกระทบและเสียหายอย่างมากมาย เพราะในที่สุดก็จะซ้ำรอยเดิม 

    ดังนั้นทางรอดที่ดีที่สุดก็คือยืนหยัดปฏิบัติตามนโยบายที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้กำหนดไว้ โดยจัดวางตัวบุคคลที่ปรีชาสามารถเข้าไปแบกรับภารกิจนี้ให้สำเร็จ จะเอากันแค่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หรือผู้ช่วยรัฐมนตรีก็ยังได้ 

     จากนั้นก็เร่งกำหนดแผนงานและมาตรการส่งเสริมการลงทุนให้มีการระดมผู้ประกอบการแปรรูปยางพาราจากทั่วโลกเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยมีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เข้มข้นที่สุดชุดหนึ่ง ได้แก่ 

     ประการแรก มาตรการส่งเสริมการลงทุนการตั้งโรงงานแปรรูปยางขั้นที่หนึ่ง เพื่อให้ได้ยางพร้อมใช้ โดยไม่ต้องส่งออกยางส่วนใหญ่ไปต่างประเทศอีกแล้ว เพื่อให้ผลผลิตและมูลค่าเพิ่มทั้งหมดตกอยู่แก่ประเทศไทย 

     ประการที่สอง มาตรการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราเป็นล้อเครื่องบิน ล้อรถยนต์และยานพาหนะทางบกทุกชนิด รวมทั้งอุปกรณ์ประกอบยนต์ ประกอบเรือ ประกอบยางในน้ำ และยางในอากาศทั้งหมด 

     ประการที่สาม มาตรการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราในทางการแพทย์ สำหรับใช้เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ ซึ่งทำให้มีมูลค่าเพิ่มสูงมากและจะต้องให้การส่งเสริมที่พิเศษมากขึ้น 

     ประการที่สี่ มาตรการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราในการสร้างอวัยวะเทียมทุกชนิด ไม่ว่าหลอดหัวใจ หลอดเลือด หลอดลม และสารพัดหลอดที่ร่างกายจำเป็นต้องปรับเปลี่ยน ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงสุด แต่ก็ต้องมีมาตรการส่งเสริมขั้นสูงสุดด้วย 

     ประการที่ห้า มาตรการส่งเสริมการแปรรูปยางพาราที่สามารถใช้ประกอบเข้ากับธาตุหรือสารอื่นๆ ได้ ไม่ว่าประกอบเข้ากับเหล็ก ไม้ พลาสติก หรือสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งกระจก ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงมากเช่นเดียวกัน 

     ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไรเลย นโยบายที่ถูกต้องก็มีแล้ว อำนาจก็มีพร้อมอยู่ในมือ จึงเหลืออยู่แต่สติปัญญาของคนที่จะปฏิบัติตามนโยบายให้เป็นมรรคเป็นผลเมื่อนั้น ทำเรื่องนี้เมื่อใดปัญหายางพาราก็จะหมดไปจากประเทศไทยเมื่อนั้น.


























 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License