ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "กาญจนบุรี-แหลมฉบัง...รถไฟไทย รถไฟใคร?" วันที่ 15 ก.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๐:๕๘ น.

     นับตั้งแต่สื่อมวลชนและโซเชี่ยลมีเดียมากรายได้นำเสนอข้อมูลของรถไฟทางด้วนสายกรุงเทพฯ-โคราช ระยะทาง 200 กิโลเมตรเศษ ที่ต้องลงทุน 179,000 ล้านบาท และจะขาดทุนยับเยินเป็นเวลาถึง 35 ปีแล้ว ข้อมูลและข่าวคราวเกี่ยวกับเส้นทางรถไฟสายต่าง ๆ ก็ถูกจับตามองจากสังคมมากขึ้น 

     เพราะสังคมเริ่มจับได้ไล่ทันว่า "ผลการศึกษา" ที่อ้างกันนักอ้างกันหนานั้น แท้จริงแล้วเป็นการรับใบสั่งมาจากต่างชาติเพียงรายเดียว ที่ผูกขาดออกใบสั่งและผูกขาดให้กู้ยืมเงินแก่ประเทศไทยมาร่วม 50 ปีแล้ว    

     ขณะนี้ข่าวคราวการเร่งรัดสร้างรถไฟความเร็วสูงสายกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง กำลังเป็นข่าวคราวและถูกจับตามองเพิ่มมากขึ้น เพราะมีข่าวเบื้องต้นระบุว่าผลการศึกษาเรื่องนี้ประเทศไทยจะต้องลงทุนเกือบ 300,000 ล้านบาท และจะต้องขาดทุนย่อยยับไปอีกหลายสิบปีเช่นเดียวกัน 

     เหตุนี้จึงจำเป็นที่จะต้องลำดับเรื่องความเป็นมาของเส้นทางรถไฟสายนี้ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศได้รับรู้ รับทราบ เป็นเบื้องต้นเอาไว้ก่อน เพื่อจะได้ช่วยกันติดตามดูแลบ้านเมืองเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายไปอีกยาวไกล 

     ก็ต้องเริ่มในระยะช่วงที่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้าบริหารบ้านเมืองเมื่อ 22 พฤษภาคม 2557 ก็แล้วกัน ห้วงเวลานั้นพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม 

     ช่วงนั้นก็มีการประกาศยุทธศาสตร์เส้นทางรถไฟของประเทศ และได้กล่าวถึงเส้นทางรถไฟสายนี้เอาไว้ด้วย นั่นคือถือเอารถไฟรางกว้าง 1 เมตรแบบเดิม เป็นรถไฟทางคู่แบบเก่า และถือเอารถไฟรางมาตรฐาน กว้าง 1.435 เมตร ที่ขนทั้งคนและสิ่งของด้วยความเร็ว 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นรถไฟทางคู่แบบใหม่ และถือเอารถไฟความเร็วสูงรางมาตรฐานกว้าง 1.435 เมตร ความเร็ว 200-250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมสองสายเป็นรถไฟความเร็วสูงครั้งแรกของประเทศไทย 

     สำหรับเส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบังนั้น จะมีช่วงแยกจากกรุงเทพฯ ไปยังอรัญประเทศอีกเส้นหนึ่งด้วย รวมระยะทางทั้งสิ้น 635 กิโลเมตร ได้ถูกกำหนดว่าเป็นรถไฟทางคู่แบบใหม่ เช่นเดียวกับรถไฟไทย-จีน ที่รัฐบาลไทยได้ลงนามตกลงกับรัฐบาลจีนไปแล้วเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558 

     การที่รัฐบาล คสช. ได้ประกาศยุทธศาสตร์รถไฟดังกล่าว นั่นเพราะได้อาศัยผลการศึกษาในการพัฒนาและในการกำหนดยุทธศาสตร์รถไฟเรียบร้อยแล้ว แต่ใครจะเป็นผู้ทำการศึกษาและศึกษากันเมื่อใดไม่เป็นที่ทราบชัด 

     แต่ที่แน่ ๆ ก็คือการที่รัฐบาลประกาศยุทธศาสตร์รถไฟเช่นนั้นย่อมไม่ใช่การนั่งเทียนเขียนเมฆเอาตามอำเภอใจอย่างแน่นอน จึงสรุปเป็นว่าการประกาศยุทธศาสตร์เส้นทางรถไฟสายกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง และกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ ระยะทาง 635 กิโลเมตรนั้น ได้อาศัยผลการศึกษาที่ระดับรัฐบาลใช้เป็นฐานที่ตั้งแห่งการกำหนดยุทธศาสตร์แล้ว 

     แต่มาบัดนี้ข่าวคราวที่ปรากฏกลับกลายเป็นว่าเส้นทางสายนี้จะเปลี่ยนแปลงเป็นรถไฟความเร็วสูงแบบจิ่งกังเซ็นของญี่ปุ่น และจะต้องใช้เงินลงทุนเกือบ 300,000 ล้านบาท สำหรับความเร็วตามที่ปรากฏเป็นข่าวคือ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีข่าวว่าจะมีผลขาดทุนยับเยินเช่นเดียวกับรถไฟทางด้วนสายกรุงเทพฯ-โคราช 

     การที่รัฐบาลสมัยพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง กำหนดให้รถไฟสายนี้เป็นรถไฟทางคู่ก็เพราะต้องการขนทั้งผู้โดยสารและสิ่งของ โดยเชื่อมต่อจากกาญจนบุรีไปทางทวายของพม่า และไปลงท่าเรือน้ำลึกที่แหลมฉบัง มาบตาพุด 

     ดังนั้นเมื่อเปลี่ยนมาเป็นรถไฟความเร็วสูง ซึ่งขนได้เฉพาะคนโดยสาร นอกจากเงินลงทุนจะต้องแพงและสูงกว่าเดิมมากแล้ว รถไฟสายนี้ก็จะขนได้เฉพาะผู้โดยสาร คือขนผู้โดยสารตั้งแต่จากทวายของพม่า จากกาญจนบุรี ไปจนถึงแหลมฉบัง มาบตาพุด ซึ่งสาธุชนทั้งหลายสามารถหาข้อมูลโดยไม่ยากว่าในแต่ละวัน แต่ละเดือน แต่ละปี จะมีผู้โดยสารในเส้นทางสายนี้กี่คน ก็จะเห็นได้ว่าน้อยกว่าน้อยนัก ดังนั้นเส้นทางสายนี้จึงเป็นแน่แท้ว่าขาดทุนฉิบหายวายวอดอย่างแน่นอน และจะขาดทุนยิ่งกว่ารถไฟทางด้วนสายกรุงเทพฯ-โคราช 

     ผลการศึกษาที่นำมาอ้างในการเปลี่ยนจากรถไฟทางคู่เป็นรถไฟความเร็วสูงในปัจจุบันนี้แม้ไม่มีการชี้แจงแถลงไข แต่ก็คาดหมายได้ว่าในช่วงระยะเวลาอีกไม่นานนักหลังจากพลอากาศเอกประจิน จั่นตอง พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หากจะศึกษากันจริง ๆ จัง ๆ ก็น่าจะต้องใช้เวลามาก เหตุนี้จึงสามารถสันนิษฐานว่ารับใบสั่งเป็นผลการศึกษามาจากใครที่ไหนกันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ผลการศึกษานั้นไม่ใช่ผลประโยชน์ของประเทศไทยและคนไทยเลย 

     การลงทุนในทวายแม้ดั้งเดิมจะเป็นการที่นักธุรกิจไทยได้รับสัมปทาน แต่มาถึงวันนี้เจ้าของสัมปทานก็คือประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่การลงทุนในภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดระยอง ชลบุรี ก็เป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่น แม้ระเบียงเศรษฐกิจ EEC ซึ่งมีเนื้อที่ราว 9,000 ไร่เศษ ก็มีการเชื้อเชิญบริษัทญี่ปุ่น 8 บริษัทให้มาลงทุน 

     ดังนั้นเมื่อรถไฟสายกาญจนบุรี-กรุงเทพฯ-แหลมฉบัง ขนได้เฉพาะผู้โดยสาร ก็คงจะเป็นผู้โดยสารที่ทำธุรกิจในทวายและกาญจนบุรี กับผู้โดยสารที่เป็นผู้ลงทุนในพื้นที่ชลบุรี ระยอง ซึ่งก็เป็นนักลงทุนชาวญี่ปุ่นอีกนั่นแหละ 

     ส่วนประชาชนคนไทยนั้นแทบจะไม่มีใครเคยใช้เส้นทางสายนี้ และเมื่อเส้นทางสายนี้ขนสินค้าไม่ได้ ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยจะลงทุนเกือบ 300,000 ล้านบาท เพื่อให้ผู้โดยสารประเทศไหนใช้กันแน่ แต่ที่แน่ ๆ ประเทศไทยจะเจ๊งเพราะการลงทุนรถไฟสายนี้ไปอีกหลายสิบปี 

     เป็นเรื่องที่บรรดาวิศวกร สถาปนิค และผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้จะต้องสละเวลาช่วยชาติบ้านเมืองศึกษาทำความเข้าใจและบอกเล่าเก้าสิบให้พี่น้องร่วมชาติทั้งหลายได้ฟังกันเพื่อความมั่นใจในการพัฒนาบ้านเมืองต่อไป.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License