ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ใช้ค่ายทหารเปิดศูนย์รับเรื่องทุจริต พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันศุกร์ที่ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๒๑ น.
คสช.ใช้ค่ายทหารทั่วประเทศตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน จนท.รัฐทุจริต พร้อมเปิดสายด่วน 1299-ตู้ปณ.444 สนองนโยบาย "บิ๊กตู่" ป.ป.ท.จับมือรัฐวิสาหกิจเซ็นต์ MOU ต้านโกง ศอตช.นัดถกช่วยสางปมเงินทอนวัด "ออมสิน" แจงแขวน "ประนอม" เอื้อ พศ.สอบ ชี้ผิดจริงเกษียณแล้วยังฟันอาญาได้ 

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติและกองทัพบก ซึ่งรวมไปถึงกองทัพภาคและหน่วยทหารของกองทัพบกในพื้นที่ เป็นช่องทางรับเรื่องร้องเรียนการทุจริตประพฤติมิชอบ เรียกรับสินบนหรือผลประโยชน์ทุกรูปแบบ ที่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยการเปิดตู้ ปณ.และสายด่วนให้ประชาชนแจ้งข้อมูลเบาะแสต่างๆ โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการทหารบกและเลขาธิการ คสช.เป็นผู้รับผิดชอบ

“นายกฯ กำชับให้ คสช.และกองทัพเร่งดำเนินการ และแจ้งให้ประชาชนทราบ เนื่องจากการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างมาก เพราะมีความเกี่ยวข้องกับประชาชนโดยตรง และเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาการค้ามนุษย์ การขาดความศรัทธาในหน่วยงานของรัฐ ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณแผ่นดินมหาศาล และกระทบต่อความเชื่อถือของต่างประเทศ” พล.ท.สรรเสริญระบุ

ทั้งนี้ นายกฯ ระบุว่า เรื่องร้องเรียนทั้งหมดจะถูกรวบรวมส่งไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด โดยนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ฝังรากลึกในสังคมมายาวนาน เปลี่ยนประเทศไทยให้ใสสะอาด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์สั่งการ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะเลขาธิการ คสช. ให้จัดตั้ง "ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ" เพื่อให้ประชาชนได้ใช้เป็นช่องทางแจ้งเบาะแสในพฤติกรรมเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์รูปแบบต่างๆ ทั้งกรณีที่เป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือเป็นกรณีบุคคลใดไปแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ก็ตาม

"จะได้รวบรวมทั้งหมดส่งให้สำนักนายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบเบื้องต้น หากพบว่าน่าเชื่อหรือมีมูล จะมีการดำเนินการอย่างจริงจังและเด็ดขาดเป็นการเฉพาะเร่งด่วนกับผู้มีพฤติกรรมดังกล่าว ตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรม จึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากพบเบาะแส สามารถแจ้งมาที่ได้ที่เบอร์ Hot line 1299 หรือหากอยากส่งมาเป็นเอกสารหลักฐาน สามารถส่งผ่านมาได้ทางตู้ ปณ.444 หรือแจ้งตรงที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายในหน่วยทหารที่ประจำอยู่ในแต่พื้นที่ของกองทัพภาค โดยศูนย์ จะเริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป" ทีมโฆษก คสช.ระบุ

ที่โรงแรมเบสท์เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธณะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เป็นประธานเปิดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) และแผนปฏิบัติการร่วม ว่าด้วยความร่วมมือในการสร้างระบบธรรมาภิบาลและการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในรัฐวิสาหกิจ ระหว่างสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.), องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย), สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) และสหพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งประเทศไทย (สพร.ท.) โดยมีผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการ ป.ป.ท., ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ, นายมานพ เกื้อรัตน์ รองเลขาธิการ สพร.ท. และ น.ส.อัปสร กฤษณะสมิต ประธานสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการส่งเสริมความร่วมมือในการสร้างระบบธรรมาภิบาล โดยการบูรณาการทั้ง 4 หน่วยงานใน 3 ระดับ คือ ระดับส่วนกลาง ระดับจังหวัด หรือภูมิภาค และระดับพื้นที่ เพื่อให้การป้องกันและปราบปรามการทุจริตมีประสิทธิภาพตามยุทธศาสตร์ชาติและส่งผลต่อการลดปัญหาการทุจริตของประเทศได้

นายสุวพันธุ์กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งบนเวทีว่า รัฐบาลมีนโยบายที่ให้การต่อต้านการทุจริตเป็นวาระสำคัญของชาติ และมีการตั้ง ศอตช.ขึ้นมา ต้องการที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากการทุจริตประพฤติมิชอบ เป็นสังคมที่มีคุณธรรม จริยธรรม ซึ่งการแก้ไขปัญหาต้นทางคือการปลูกฝังจิตสำนึกของคน ให้เห็นว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ต้องปลูกฝังจิตสำนึกให้องค์กรและสังคมมีความโปร่งใส ดังนั้น มิติการปลูกฝังจิตสำนึกเป็นมิติที่จะส่งผลระยะยาวมากกว่าการปราบปราม ซึ่งต้องเดินควบคู่กันไป

รมว.ยุติธรรมยังกล่าวถึงคดีทุจริตงบประมาณบูรณะซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัด หรือเงินทอนวัด ว่าในส่วนของ ศอตช. ได้มอบหมายให้นายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะเลขานุการ ศอตช. ดำเนินการแล้วเข้าไปดูเรื่องนี้เพิ่มเติม ซึ่ง ศอตช.คงจะมีการนัดหารือกันว่าจะสามารถช่วยเหลือสนับสนุนเรื่องอะไรได้บ้าง ส่วนจะจัดเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยในการสอบสวนด้วยหรือไม่นั้น ต้องรอให้เลขานุการ ศอตช.ได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน ทั้งกองบังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)ก่อน

ด้านนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีเซ็นคำสั่งโยกย้าย น.ส.ประนอม คงพิกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ให้ไปสังกัดสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) หลังเกี่ยวข้องกับการทุจริตงบประมาณบูรณปฏิสังขรณ์วัดและเงินอุดหนุนการศึกษาสงฆ์ว่า เป็นการย้ายออกมาเพื่อให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของ พศ.ทั้ง 2 คณะสามารถตรวจสอบได้สะดวกขึ้น และหากพบความผิดจริง จะดำเนินการทางวินัยต่อไป อย่างไรก็ตาม หาก น.ส.ประนอมเกษียณอายุราชการก่อน ยังเหลือการดำเนินการคดีอาญาอีก ซึ่งหากพบความผิดอาญา ทางพศ.จะส่งเรื่องไปให้ บก.ปปป.ทันที ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องคนอื่นกำลังตรวจสอบอยู่

ส่วนที่สื่อลงข่าวว่า วัดปากน้ำภาษีเจริญไม่พร้อมให้ตรวจสอบนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะเวลาที่บก.ปปป.นัดหมายวัดไปคือเวลา 10.00 น. ใกล้เวลาฉันเพล ทำให้วัดต้องเลื่อนการนัดหมายเป็นเวลา 13.00 น. แต่ไม่ใช่เลื่อนไปแบบไม่มีกำหนด ขณะนี้ได้ตรวจสอบวัดปากน้ำแล้ว และทาง บก.ปปป.ได้รายงานผลต่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทุกวัดให้ความร่วมมือดีมาก ส่วนการตรวจสอบการทุจริตเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมทั่วประเทศนั้น ไม่แน่ใจว่ามีปัญหาจริงหรือไม่ เพราะเป็นการของบล่วงหน้า จึงอาจทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนไปบ้าง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง

นายออมสินยังกล่าวถึงการหารือกับตัวแทนมหาเถรสมาคม (มส.) ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 12 ก.ค.ว่า มส.มีความเป็นห่วงเรื่องการให้ข่าวของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าบางครั้งมีการให้ข่าวที่ตื่นเต้นเกินไป โดยการแถลงข่าวเกี่ยวกับวงการพระพุทธศาสนา ขอให้หารือ มส.ก่อน เพราะเกรงว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย ส่วนสมเด็จพระสังฆราชก็ต้องเป็นห่วงอยู่แล้ว นอกจากนี้ มส.ได้รับทราบและสนับสนุนการทำบัตรสมาร์ทการ์ดพระ โดยกำลังจะดูว่าใครจะสามารถเข้าถึงข้อมูลได้บ้าง คาด 3 เดือนจะเป็นรูปธรรมมากขึ้น.

ที่มา ไทยโพสต์ออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License