ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ยาแรงนักโกงเมือง สนช.ผ่านกม.ไต่สวนคดีลับหลัง/'แม้ว'ได้ประเดิม พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันศุกร์ที่ ๑๔ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๑:๑๔ น.
นักการเมืองโกงเจอยาแรง ต่อให้หนีก็ไม่รอด! สนช.ลงมติเอกฉันท์ 176 เสียง ผ่านกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญานักการเมือง ให้ศาลฎีกานักการเมืองพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลยได้ เปิดบทเฉพาะกาล ม.67 คดีที่ยื่นฟ้องไปแล้วให้บังคับใช้ตามกฎหมายใหม่ "ยิ่งลักษณ์-ทักษิณ" ได้ประเดิม เพื่อไทยขุดตรรกะนรกค้าน อ้างสองมาตรฐานเพราะเอกชนก็โกง 

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ลงมติเอกฉันท์ 176 คะแนน เห็นชอบให้ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้รับการประกาศใช้เป็นกฎหมาย หลักการสำคัญคือ ให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลย

ตามขั้นตอนจะต้องส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช.แล้วให้กับศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป

สำหรับการพิจารณาในรายละเอียดนั้น สมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ได้อภิปรายสอบถามถึงความชัดเจนในมาตรา 26-27 ว่าด้วยการให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาไต่สวนคดีลับหลังจำเลยว่าการกำหนดไว้เช่นนั้นจะถือเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นจำเลยหรือไม่ เพราะโดยหลักทั่วไปของการพิจารณาคดีอาญาจะต้องไต่สวนคดีต่อหน้าจำเลย ไม่อาจไต่สวนลับหลังจำเลยได้

นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฯ ชี้แจงว่า โดยหลักทั่วไปแล้ว การพิจารณาคดีจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลย เพื่อให้สิทธิในการสู้คดีแก่จำเลยอย่างเต็มที่ แต่ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการดำเนินคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งการจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบการทุจริตเป็นการเฉพาะ

"โดยการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการกระทำที่แตกต่างจากชาวบ้านทั่วไป เช่น มีการวางแผนก่อนจะกระทำความผิด มีเครือข่ายในการกระทำความผิด มีการตระเตรียมในการกระทำความผิด อันเป็นการทำให้ยากต่อการแสวงหาพยานหลักฐาน"

เขากล่าวว่า เมื่อระบบเดิมคือการมีตัวจำเลยมาพิจารณาคดี แต่ต่อมาจำเลยหลบคดีหนีระหว่างการพิจารณาของศาล ส่งผลให้กระบวนการพิจารณาคดีต้องหยุด จนทำให้คดีขาดอายุความในการดำเนินคดีอาญา ทำให้ผู้กระทำความผิดที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมืองต้องหลุดพ้นจากความรับผิดที่ได้กระทำไว้ ดังนั้น หลักการพิจารณาต่อหน้าจำเลยจึงใช้กับคนทั่วไป แต่ใช้ไม่ได้กับผู้มีอิทธิพล
ไม่ขัดหลักสากล

นายภัทรศักดิ์กล่าวว่า ที่มีการกังวลว่าการให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยนั้น เป็นขัดต่อหลักสากลหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่ได้ขัดต่อหลักการดังกล่าวแต่อย่างใด เพราะกติกาที่ว่าด้วยสิทธิของความเป็นพลเมืองในเรื่องการได้รับการพิจารณาคดีต่อหน้าศาลก็มีข้อยกเว้นอยู่ กล่าวคือการพิจารณาคดีลับหลังจำเลยสามารถกระทำได้ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้พยายามนำตัวจำเลยมาแล้ว และออกหมายจับ แต่ไม่ได้ตัวจำเลยมา ถือว่าจำเลยสละสิทธิ์ในการรับการพิจารณาคดีต่อหน้าศาล

“อย่างไรก็ตาม ถึงจะเป็นการพิจารณาคดีลับหลังจำเลย แต่จำเลยสามารถแต่งตั้งทนายความมาต่อสู้คดีได้ เช่นเดียวกับกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกแล้ว จำเลยก็สามารถขอรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งศาลสิทธิมนุษยชนก็ให้การยอมรับ” นายภัทรศักดิ์กล่าว

ด้านนายอุดม รัฐอมฤต กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญฯ กล่าวว่า คดีทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความสามารถในการหลบหนีเพื่อให้รอดพ้นจากอำนาจของรัฐในการที่จะอยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ กระบวนการยุติธรรมตามระบบเดิมคงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถฟ้องคดีโดยไม่ต้องมีตัวเลย หรือให้ศาลสามารถดำเนินคดีไปได้โดยไม่ต้องมีตัวจำเลยเป็นแนวความคิดที่ต้องการทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

“ชาวบ้านทั่วไปอยู่ภายใต้อำนาจของกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย แต่คนที่หลบหนีและจงใจไม่อยู่ภายใต้กระบวนการยุติธรรม ถามว่าเราจะอย่างไรกับเขาครับ อันนี้เป็นเรื่องที่กฎหมายต้องการสร้างความเท่าเทียมและความเป็นธรรมแท้ๆ” นายอุดมกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประเด็นแก้ไขที่น่าสนใจ แต่ไม่มีสมาชิก สนช.คนใดติดใจอภิปราย คือในส่วนบทเฉพาะกาลมาตรา 67 ระบุว่า ให้คดีที่ได้ยื่นฟ้องและได้ดำเนินการไว้ก่อนที่ พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปตาม พ.ร.บ.นี้ทั้งหมด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนจากร่างเดิมของ กรธ. ที่กำหนดให้คดีอาญานักการเมืองที่ค้างอยู่เดิม ให้ดำเนินการตามกฎหมายเก่า แต่ให้สิทธิอุทธรณ์ตามกฎหมายใหม่ไว้

นายอุดมกล่าวว่า คดีเก่าที่ยังไม่ขาดอายุความถือว่าจะต้องใช้ขั้นตอนเเละหลักเกณท์การพิจารณาคดีตามกฎหมายฉบับใหม่ ส่วนที่ขาดอายุความไปแล้ว ไม่นับ

"ยิ่งลักษณ์" ได้ประเดิม

เมื่อถามว่า ในกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่กำลังถูกดำเนินคดีในโครงการรับจำนำข้าวนั้น หลบหนีระหว่างพิจารณาคดี คดีดังกล่าวจะไม่ถูกนับอายุความตามหลักการของกฎหมายใหม่หรือไม่ นายอุดมตอบว่า "คุณมีร่างกฎหมายในบทเฉพาะกาลมาตรา 67 อยู่ในมือไหม ถ้ามีก็ตามนั้น ที่กำหนดไว้ในกฎหมายใหม่ คือหากจำเลยหลบหนีระหว่างพิจารณาคดี การนับอายุความต้องหยุดลงตามกฎหมายใหม่"

ขณะที่นายอธิคม อินทุภูติ กรรมาธิการเสียงข้างน้อย และตัวแทนจากศาลยุติธรรม กล่าวว่า การให้ศาลพิพากษาลับหลังจำเลยได้ เป็นการยกเว้นหลักการสำคัญในการดำเนินคดีอาญาที่ว่า การปรากฏของจำเลยเป็นเงื่อนไขเริ่มต้นในการดำเนินคดีอาญาในศาล เมื่อจะเริ่มต้นคดีอาญาจะต้องกระทำต่อหน้าจำเลย อันเป็นหลักการที่ยึดถือทั้งในประเทศไทยและนานาอารยประเทศ ทั้งนี้ เนื่องจากการมาปรากฏจำเลยต่อหน้าศาลเพื่อเป็นหลักประกันแก่สังคมว่ารัฐจะมีพยานหลักฐานที่เพียงพอในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย และจำเลยมีโอกาสโต้แย้งพยานหลักฐานต่อรัฐอย่างเต็มที่แล้ว อีกทั้งที่สุดถ้าศาลพิพากษาจำเลยมีความผิดตามฟ้อง จะมีตัวจำเลยให้บังคับโทษได้ ไม่เช่นนั้นการพิจารณาคดีก็จะเปล่าประโยชน์ และเกิดข้อโต้แย้งได้ว่าจำเลยได้รับการพิจารณาโดยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม

"การที่จำเลยหลบหนีไปก่อนฟ้องคดี และไม่สามารถจับกุมตัวจำเลยได้นั้น แม้ว่าตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองมีข้อยกเว้นให้ศาลพิจารณาพิพากษาลับหลังจำเลยได้ แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศที่ยอมให้กระทำ"

เขาบอกว่า ตระหนักถึงเจตนารมณ์ของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้จำเลยหนีคดีตั้งแต่ชั้นก่อนฟ้องเป็นอุปสรรคในการดำเนินคดี ไม่ได้มีแต่เพียงมาตรการตามมาตรา 21 เท่านั้น แต่ยังมีมาตรการอื่นที่ป้องกันไม่ให้จำเลยหลบหนีได้เช่นกัน เช่น การไม่นับระยะเวลาหลบหนีรวมในอายุความตามมาตรา 24/1 และการสืบพยานล่วงหน้าตามมาตรา 16 เป็นต้น เชื่อได้ว่าจะเป็นหลักประกันให้ผู้หลบหนียังจะต้องถูกดำเนินคดี และพยานหลักฐานที่สำคัญจะไม่สูญหายหรือเสียหายในระหว่างรอตัวจำเลย ซึ่งมาตรการดังกล่าวยังไม่ปรากฏข้อโต้แย้งเรื่องความไม่เป็นธรรมอันเป็นอุปสรรคในการขอความร่วมมือจากต่างประเทศให้ส่งตัวจำเลย ต่างจากการพิจารณาคดีลับหลัง ซึ่งจากการศึกษาของสำนักงานศาลยุติธรรม พบว่าหากพิจารณาคดีลับหลังล้วนแต่พบอุปสรรคขัดข้องในการขอความช่วยเหลือจากต่างประเทศในการขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนทั้งสิ้น

"จะเป็นการส่งสัญญาณผิดแก่สังคมหรือไม่ว่าการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลจะพิพากษาคดีโดยที่ไม่มีตัวจำเลยก็ได้ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญในการติดตามจับกุมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทุจริตมาลงโทษ ที่สำคัญจะทำให้สังคมเสื่อมความเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมของประเทศหรือไม่" นายอธิคมกล่าว

นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง ผู้พิพากษาศาลฎีกา และประธานคณะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาฯ กล่าวว่า ในหลักการ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ก็ต้องมาดูตามขั้นตอนทางกฎหมาย อันแรกต้องดูว่าคดีที่เคยจำหน่ายคดีไว้ คดีขาดอายุความหรือยัง หากพบว่าคดียังไม่ขาดอายุความ ก็ต้องไปดูว่าศาลฎีกาฯ เคยออกหมายจับจำเลยมาก่อนหรือไม่

“หากพบว่าคดีมีการออกหมายจับไปแล้ว ก็สามารถดำเนินกระบวนการพิจารณาต่อไปได้ แต่ต้องทำตามกระบวนการกฎหมายที่จะออกมา” นายภัทรศักดิ์กล่าว

เพื่อไทยค้าน

นายสมชาย แสวงการ โฆษกคณะกรรมาธิการฯ ให้สัมภาษณ์ว่า การกำหนดให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสามารถไต่สวนลับหลังจำเลยได้ตามกฎหมายนั้น เพราะต้องการให้กระบวนการยุติธรรมในการตรวจสอบการทุจริตสามารถเดินไปได้ แม้ว่าจะไม่มีตัวจำเลยมาปรากฏตัวต่อศาลก็ตาม อย่างไรก็ตาม การไต่สวนคดีลับหลังจำเลยจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อจำเลยได้หลบหนีภายหลังมีการออกหมายจับ ที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุที่จำเลยหนี ไม่ว่าก่อนหรือระหว่างการพิจารณาคดี ส่งผลให้ศาลจำเป็นต้องจำหน่ายคดีเป็นการชั่วคราว แต่สำหรับ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ศาลฎีกาฯสามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ เพื่อไม่ให้กระบวนการสะดุดลง

“ไม่ได้เป็นการออกกฎหมายย้อนหลังเพื่อเลือกปฏิบัติกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นความต้องการที่อยากให้เกิดความยุติธรรม และให้กลไกตรวจสอบการทุจริตมีประสิทธิภาพสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” นายสมชายกล่าว
แหล่งข่าวจาก สนช.เปิดเผยว่า สมาชิก สนช.ส่วนใหญ่ได้อ่านเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้ว มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า อาจจะมีผลให้คดีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกศาลจำหน่ายออกจากสารบบชั่วคราวเพราะเหตุที่นายทักษิณได้หลบหนีนั้น สามารถนำมาไต่สวนลับหลังนายทักษิณได้ โดยอาศัยบทบัญญัติตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับใหม่

ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า โดยหลักการเรื่องตรวจสอบบุคคลที่เป็นตัวแทนประชาชนอย่างเข้มข้นนั้นเห็นด้วย แต่จะต้องไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ หรือมีเงื่อนไขเฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่มั่นใจว่าอาจจะขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยหลักการแล้วกฎหมายต้องมีสภาพบังคับใช้เป็นการทั่วไป การทุจริตจะเกิดขึ้นได้ ต้องร่วมมือกันหลายฝ่าย คงไม่ได้มีเฉพาะจากภาคการเมืองเท่านั้น ยังมีภาคส่วนอื่นร่วมมือหรือสนับสนุนจึงจะเกิดการทุจริตได้ อาจเปรียบได้ว่าปรบมือข้างเดียวไม่ดัง ยังมีผู้เกี่ยวข้องหากมีการทุจริต คือข้าราชการและนักธุรกิจ ดังนั้นโทษของการทุจริตและกระบวนการพิจารณา ไม่ควรเลือกปฏิบัติ เพราะอาจขัดรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

"ในฐานะนักการเมือง เรายินดีที่จะมีการตรวจสอบที่เข้มข้น ไม่ได้มองในแง่ตัวบุคคล ไม่ว่าจะเป็นอดีตนายกฯ ทักษิณหรือใคร แต่มองในมุมของระบบมากกว่า ซึ่งโดยหลักการแล้วกฎหมายจะไม่มีผลให้เป็นโทษย้อนหลัง" อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทยกล่าว

สำหรับคดีของนายทักษิณ ที่อัยการสูงสุด-ป.ป.ช.เคยยื่นฟ้อง แต่ศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบชั่วคราว เนื่องจากนายทักษิณหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ มีทั้งสิ้น 4 คดี ดังนี้

1.คดีทุจริตการปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยฯ ที่ศาลฎีกาฯ เคยตัดสินจำคุกผู้เกี่ยวข้อง เช่น นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย กับพวก รวม 27 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, ความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502, ความผิด พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505, ความผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 และความผิด พ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535

2.คดีปล่อยกู้ของเอ็กซิมแบงก์ หรือธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ที่มีการยื่นฟ้อง ทักษิณเป็นจำเลย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใด เข้ามีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่นเนื่องด้วยกิจการนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152

และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่เห็นชอบให้เอ็กซิมแบงก์อนุมัติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้กับรัฐบาลพม่า วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า เพื่อหวังประโยชน์ในธุรกิจดาวเทียมที่มีการสั่งซื้ออุปกรณ์จากบริษัท ชินแซทเทลไลท์ บริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของตระกูลชินวัตร

ที่มีการกล่าวหาว่า นายทักษิณ ในขณะเป็นนายกรัฐมนตรี สั่งการให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้เงินกู้แก่รัฐบาลสหภาพพม่า จำนวน 4,000 ล้านบาท โดยคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ซึ่งต่ำกว่าราคาต้นทุนของเอ็กซิมแบงก์ โดยรัฐบาลต้องตั้งงบประมาณชดเชยผลขาดทุนให้แก่เอ็กซิมแบงก์ในระยะเวลา 12 ปี เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 670,436,201.25 บาท

3.คดีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้องทักษิณเป็นจำเลยในคดีแปลงสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองและครอบครัว ซึ่งอัยการฟ้องว่านายทักษิณมีความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการหรือดูแลกิจการใดเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อประโยชน์สำหรับตัวเองหรือผู้อื่น เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 152, 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100, 122 ต่อศาลฎีกาฯ

4.คดีหวยบนดิน ที่ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ครม.รัฐบาลนายทักษิณ และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในฐานความผิดหลายมาตรา รวม 47 คน

ทั้งนี้ ใน 4 คดีดังกล่าว มีเพียงหวยบนดิน ที่ศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการไต่สวนคดีและพิพากษาคดีในส่วนของนายทักษิณ เนื่องจากมีการจำหน่ายชื่อของนายทักษิณออกไปก่อน แล้วพิจารณาคดีในส่วนของจำเลยที่เหลือ โดยคดีดังกล่าวมีการลงโทษจำเลยบางคน เช่น นายวราเทพ รัตนากร อดีต รมช.การคลัง, นายสมใจนึก เองตระกูล อดีตปลัดกระทรวงการคลัง, นายชัยวัฒน์ พสกภักดี อดีตผู้อำนวยการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่ศาลให้รอลงอาญา

ขณะที่คดีซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติยื่นฟ้องทักษิณต่อศาลฎีกาฯ ว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน หลังจากที่ศาลฎีกาฯ ได้มีคำตัดสินยึดทรัพย์ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2553 ซึ่งในคำตัดสินคดียึดทรัพย์ได้มีการระบุไว้ว่า ศาลพิเคราะห์จากพยานหลักฐานแล้วเชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร อดีตภริยา คือเจ้าของหุ้นชินคอร์ป ที่แท้จริงในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนกระทั่งถึงตอนที่ตระกูลชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้กับกลุ่มเทมาเส็กได้เงิน 7.3 หมื่นล้านบาท จึงเท่ากับว่า พ.ต.ท.ทักษิณปดปิดบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ทำให้ ป.ป.ช.มีการดำเนินคดีดังกล่าวกับทักษิณ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวขาดอายุความไปแล้ว เพราะเป็นคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินฯ ตามกฎหมาย ป.ป.ช. ไม่ใช่คดีอาญา ที่เป็นเรื่องโทษของการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตาม รธน.และกฎหมายฉบับเดิม จึงทำให้เหลือคดีของนายทักษิณอยู่ 4 คดี.

ที่มา ไทยโพสต์ออนไลน์
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License