ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ต้องเก็บภาษีจากผู้ค้าลิขสิทธิ์!" วันที่ 12 ก.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันอังคารที่ ๑๑ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๔๐ น.

     ความไม่เป็นธรรมในทางภาษีอากรเป็นอันตรายต่อระบบจัดเก็บภาษีอากร และบ่อนทำลายรายได้ของรัฐ เป็นสิ่งที่รัฐทั้งหลายต้องให้ความสำคัญและจัดการแก้ไขเป็นวาระเร่งด่วน 

     อย่างน้อยก็เป็นการประกาศตนต่อชาวโลกว่ารัฐบาลไม่ได้โง่เง่าเต่าตุ่นที่จะไม่รู้เรื่องหรือไม่รู้วิธีจัดเก็บภาษี หรือไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวในการเรียกเก็บภาษีจากผู้ที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นกิจการใหญ่โตขนาดไหนก็ตาม 

     มาถึงวันนี้ มาถึงวันที่ประเทศไทยกำลังคิดอ่านจะจัดเก็บภาษีประหลาด ๆ ที่ไม่มีชาติไหนเขาเก็บมาก่อน เช่น ภาษีลาภลอย หรือความขลุกขลักลักลั่นในระบบความคิดที่จะจัดเก็บภาษีจากการค้าขายออนไลน์ ดังนั้นจึงถึงเวลาที่ต้องบอกว่ารัฐจะต้องจัดเก็บภาษีจากกิจการบางประเภทที่มีรายได้จากประเทศไทยจำนวนมหาศาล แต่ไม่มีรัฐบาลไหนกล้าหาญชาญชัยหรือมีสติปัญญาที่จะเรียกเก็บภาษีเลย 

     นั่นคือการจัดเก็บภาษีจากผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นการขาย หรือให้เช่า หรือให้บริการในรูปแบบใด ๆ เกี่ยวกับลิขสิทธิ์ หรือสิทธิบัตร หรืออาจกล่าวโดยรวมว่าทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะก็คือผู้ประกอบการที่อยู่ต่างประเทศ และมีการโอนเงินไปชำระกันในต่างประเทศ 

     ในกรณีที่คนไทยใช้สอยทรัพย์สินทางปัญญาโดยไม่จ่ายค่าบริการก็จะถูกอำนาจรัฐและเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานั้นบังคับดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญา จนเกิดความเสียหายมากมายแก่คนไทย และกลายเป็นช่องทางทำมาหากินขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา 

     จะยกตัวอย่างของประเทศจีนที่เคยมีปัญหาใหญ่หลวงกับผู้ประกอบการระบบคอมพิวเตอร์ ที่คิดค่าสิทธิบัตรหรือค่าลิขสิทธิ์ในการใช้โปรแกรมในอัตราที่สูงมาก ในขณะที่คนจีนก็ต้องใช้โปรแกรมจำนวนมากทั้งประเทศ คิดเป็นเงินมากมายมหาศาล และในที่สุดคนจีนก็ไม่ยอมจ่ายค่าโปรแกรม และเกิดข้อพิพาทกันทั้งในระดับรัฐบาลและในระดับกิจการ 

     ในที่สุดรัฐบาลจีนในสมัยประธานาธิบดีเจียงเจ๋อหมินก็ได้แก้ไขปัญหานี้อย่างเฉียบขาดโดยทำความตกลงกับผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญารายนั้น เพื่อให้คนจีนทั้งประเทศได้ใช้โปรแกรมได้โดยอิสระ และรัฐบาลจีนเป็นผู้จ่ายค่าลิขสิทธิ์ให้แทนทั้งหมด ตีเป็นราคาพันล้านเหรียญดอลล่าร์สหรัฐ และบริษัทผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาจะต้องจ่ายค่าภาษีแก่รัฐบาลจีนด้วย 

     เป็นการแก้ไขปัญหาแบบ win win ทุกฝ่าย คือชาวจีนใช้โปรแกรมได้โดยไม่ต้องจ่ายจ่าลิขสิทธิ์ ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำจากที่ไม่เคยได้รับเลย รัฐบาลจีนก็ได้หน้า ได้ชื่อว่าสนับสนุนกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา แต่ก็ได้รับค่าภาษีจากผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญานั้น นับเป็นการแก้ไขปัญหาชั้นเลิศ 

     บัดนี้ประเทศไทยของเรามีประชากร 70 ล้านคน มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะร่วม 100 ล้านเครื่อง มีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือรวมทั้งแท็บเล็ตประมาณ 100 ล้านเครื่อง ทั้งหมดนี้ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์หรือค่าสิทธิบัตรทั้งนั้น ซึ่งบ้างก็ได้จ่ายไปแล้ว บ้างก็ยังไม่ได้จ่าย บ้างก็กำลังยื้อกันอยู่ 

     และบัดนี้ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในต่างประเทศก็ได้พัฒนาบริการของตนจากการขายสิทธิ์เพียงครั้งเดียว หรือเป็นคราวๆ มาเป็นการให้เช่า โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือน หรือรายปี และคิดตามจำนวนเครื่องหรือผู้ใช้ด้วย 

     มีการกำหนดให้ต้องโอนเงินไปชำระแก่ผู้ให้บริการซึ่งส่วนใหญ่เป็นการโอนเงินไปต่างประเทศ 

     เป็นการมีเงินได้จากการประกอบการในประเทศไทย แต่ไม่ได้เสียภาษีอากรเลย ซึ่งเงินได้ทั้งหมดรวมกันนี้นับว่ามีจำนวนมหาศาล หากคิดเป็นเงินได้ก็ต้องเสียภาษีเป็นจำนวนมหาศาล 

     ดังนั้นจึงถึงเวลาที่รัฐบาลนี้จะได้กำหนดมาตรการในการจัดเก็บภาษีอากรจากผู้ประกอบการขายหรือให้เช่าทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะที่ต้องมีการโอนเงินไปชำระในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการโอนไปชำระในคราวเดียวหรือในหลายคราว และต้องรีบจัดการจัดเก็บโดยเร็วที่สุด 

     การทำเรื่องนี้คือการประกาศศักดิ์ศรีของประเทศชาติและรัฐบาล ว่ามีสติปัญญาและมีความรู้เท่าทันธุรกรรมทั้งหลายของโลก มีสติปัญญาที่จะวางกำหนดกฎเกณฑ์และการเรียกเก็บภาษีได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

     ผู้ประกอบการดังกล่าวจะต้องเสียภาษีดังต่อไปนี้ 

     ประการแรก จะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งผู้จ่ายเงินได้ในประเทศไทยจะต้องถูกกำหนดให้หักภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ตามอัตราภาษีที่จะต้องจ่าย แล้วนำส่งอำเภอหรือเขตตามที่กฎหมายบัญญัติ 

     เพื่อการนี้ จะต้องควบคุมระบบการโอนจ่ายเงินไปยังต่างประเทศเกี่ยวกับค่าบริการดังกล่าว ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าได้มีการหักค่าภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้วหรือไม่ 

     ประการที่สอง จะต้องเสียภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งจะต้องกำหนดมาตรการสำหรับผู้มีเงินได้ที่อยู่ต่างประเทศ และให้ผู้จ่ายเงินได้ที่อยู่ในประเทศมีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย แล้วนำส่งเขตหรืออำเภอตามที่กฎหมายกำหนดด้วย 

     ประการที่สาม เพราะเหตุที่การประกอบธุรกรรมดังกล่าวได้กระทำอย่างต่อเนื่องในประเทศ จึงต้องถือว่าเป็นการประกอบธุรกิจในประเทศ จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล หรือภาษีเงินได้ประจำปีด้วย เพื่อการนี้ จะต้องวางข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการในต่างประเทศต้องตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศไทย และมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแสดงรายการบัญชีและงบดุลเพื่อเสียภาษีเงินได้ตามกฎหมายด้วย 

     ประการที่สี่ สำหรับผู้ประกอบการค้าขายออนไลน์ในประเทศ ก็ต้องถือว่าเป็นการค้าขายชนิดหนึ่ง คือแทนที่จะเปิดร้านค้าที่ต้องเสียค่าที่ดิน ค่าอาคาร ค่าตกแต่ง และค่าจ้างพนักงานประจำร้านค้า รวมทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ กลับกลายเป็นการเปิดร้านค้าในโลกอีกโลกหนึ่ง 

     นั่นคือเป็นการเปิดร้านค้าในโลกใบเหลี่ยม หรือโลกออนไลน์ ที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นกลไกในการประกอบการ 

     ซึ่งถ้าหากเป็นการประกอบการปกติก็ต้องเสียภาษีโรงเรือนและภาษีป้ายสำหรับร้านค้าของตน แต่เมื่อมาประกอบการค้าออนไลน์โดยไม่ต้องมีที่ดิน อาคาร พนักงานประจำร้านค้า ไม่ต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ไม่ต้องติดป้ายให้เกะกะ แต่ก็เป็นการประกอบการในประเทศไทย ซึ่งพึงถือว่าร้านค้าออนไลน์นั้นก็เป็นร้านค้าชนิดหนึ่ง 

     ดังนั้นการจัดเก็บภาษีจากร้านค้าออนไลน์ในทำนองเดียวกันกับภาษีโรงเรือนและภาษีป้าย ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สุดสำหรับประเทศไทย ก็จะต้องกำหนดขึ้นให้เป็นระบบ คือทั้งระบบประเภทภาษี ระบบอัตราภาษี ระบบการเสียภาษี ระบบการจัดเก็บภาษี และระบบการกำกับควบคุมตรวจสอบ รวมทั้งระบบกระทบยอด สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการเปิดทั้งร้านค้าออนไลน์และร้านค้าที่มีตัวตนจริง ๆ 

     นอกจากนั้น การเสียภาษีตามประเภทรายได้ก็จะต้องยึดหลักระบบภาษีปกติที่ใช้อยู่สำหรับผู้ประกอบการทั้งปวง ก็จะไม่เกิดความลักลั่นหรือสับสน และจะเป็นธรรมแก่ผู้เสียภาษี 

     เพราะไม่ว่าจะทำร้านค้าโดยมีร้านค้าเป็นตัวเป็นตน หรือทำร้านค้าในโลกออนไลน์ หรือทำร้านค้าแบบผสม ก็ต้องมีหน้าที่ในการเสียภาษีอยู่นั่นเอง 

     เป็นแต่ว่าที่ผ่านมานั้นระบบภาษีอากรที่ครอบคลุมทั้งระบบในเรื่องนี้ยังล้าหลังอยู่มาก แม้ว่าได้ประกาศนโยบายประเทศไทย 4.0 ไปแล้ว แต่ประมวลรัษฎากรอันเป็นหลักในการจัดเก็บภาษีและระบบภาษีของประเทศที่ได้ตราขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2487 และปะผุที่ถ้าหากเปรียบกับเรือแล้วก็ปะผุกันทั้งลำ จนหาเนื้อแท้แก่นเดิมไม่ได้ ไหนเลยจะโต้คลื่นฝืนลมในท่ามกลางทะเลใหญ่ของระบบเศรษฐกิจยุคใหม่ของโลกได้ 

     ด้วยเหตุนี้ความจำเป็นในเรื่องนี้จึงเรียกร้องต้องการให้รัฐบาลต้องคิดอ่านด้วยปัญญาทัศน์อันกว้างไกล ทันสมัย และปรีชาสามารถ จัดระบบเรื่องนี้ให้ทันเวลา ทันท่วงทีก็จะเป็นอาณาประโยชน์ใหญ่แก่ชาติบ้านเมืองสืบไป 

     ดีกว่าที่จะมัวอับจนปัญญาคิดอ่านเรื่องภาษีลาภลอยอันสุดแสนจะเชยมากมายนัก!

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License