ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "การจัดเก็บภาษีการค้าออนไลน์" วันที่ 11 ก.ค.60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๖:๒๓ น.

     ในสัปดาห์ที่ผ่านมาสื่อมวลชนได้รายงานข่าวสำคัญเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับดำริของรัฐบาลในการริเริ่มจัดเก็บภาษีจากการค้าขายออนไลน์ แต่ยังมีความสับสนเพราะมีการรายงานข่าวไม่ตรงกัน บ้างก็ว่าจะจัดเก็บ 5% ของยอดขาย บ้างก็ว่าจะจัดเก็บ 15% ของยอดขาย 

     เวลาล่วงพ้นไปกว่าสามวันแล้ว ความสับสนนี้ได้แพร่ขยายกระจายไปทั่วทั้งวงการ โดยเฉพาะในวงการค้าออนไลน์ และทำให้เกิดภาวะไม่แน่นอนขึ้น ปานนั้นแล้วก็ไม่มีใครออกมาชี้แจงแถลงไขว่าจะจัดเก็บภาษีการค้าออนไลน์จริงหรือไม่ และอัตราเท่าใดกันแน่ 

     ดังนั้นเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้ จึงควรที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องเอาธุระนำพาต่อประเทศชาติและราษฎร ไม่พึงนั่งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่บนความทุกข์ร้อนที่เผาใจประชาชน รีบออกมาชี้แจงแถลงกันให้ชัดเจนว่าจะเรียกเก็บภาษีการค้าออนไลน์หรือไม่ และในอัตราเท่าใดกันแน่ รวมทั้งจะเรียกเก็บกันเมื่อใด และวิธีการอย่างไร 

     เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ และเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ว่าไม่เคยมีใครทำมาก่อน และเนื้อหาของเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกัน ทั้งในเรื่องการค้า การซื้อ การขาย การดำรงสต็อค การจัดส่ง ที่สำคัญคือการชำระเงินและความคุ้มครองผู้บริโภคทั้งหลาย ไม่ให้ถูกหลอก ถูกลวง ถูกต้ม ถูกโกง ซึ่งกำลังผุดขึ้นยิ่งกว่าดอกเห็ดในฤดูฝน 

    และเป็นที่แน่นอนว่าเรื่องสำคัญใหญ่โตอย่างนี้ก็จำเป็นที่จะต้องคิดอ่านทำการให้รอบคอบเสียก่อน ไม่กะเปิ๊บกะป๊าบแล้วเกิดความวุ่นวายเสียหายขึ้น ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาหลายกรณีแล้ว 

     ดังนั้นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนผู้ค้าผู้ขาย ตลอดจนเพื่อความเป็นธรรมในการภาษีอากรของแผ่นดิน จึงสมควรแสดงเรื่องนี้เผื่อว่าจะบังเกิดประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย 

     ประการแรก ต้องยึดมั่นในหลักการว่าการค้าขาย การมีเงินได้ และกำไร เป็นเรื่องต้องเสียภาษี และมูลฐานภาษีเบื้องต้นที่สุดก็คือภาษีจากการซื้อขาย ซึ่งปัจจุบันนี้ไม่มีการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายด้วยระบบออนไลน์เลย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่แห่งรัฐที่จะต้องรีบดำเนินการจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายออนไลน์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ การปล่อยปละละเลยให้เนิ่นนานเพียงใด ความเสียหายของรัฐและความไม่เป็นธรรมในระบบการค้าก็จะแผ่ขยายเป็นวงกว้างเพียงนั้น ดังนั้นจึงสรุปว่าการซื้อขายด้วยระบบออนไลน์จะต้องเสียภาษีและรัฐต้องรีบเรียกเก็บภาษีโดยเร็วที่สุด จะปล่อยเนิ่นนานต่อไปไม่ได้อีกแล้ว 

     ประการที่สอง อันระบบภาษีอากรนั้นจะมั่วซั่วเละเทะไม่ได้เป็นอันขาด เพราะถือว่าเป็นขื่อแปสำคัญอย่างหนึ่งของบ้านเมือง เป็นรายได้แผ่นดิน แต่ก็เป็นภาระของประชาชนด้วย และมีผลกระทบต่อราคาสินค้าและภาระของประชาชน ดังนั้นจึงต้องกระทำด้วยความรู้อันถูกต้องและด้วยความเข้าใจในระบบภาษีทั้งหลาย จะทำแบบมั่ว ๆ มักง่าย สุกเอาเผากิน หรือจะถือเอาว่าใครร่างกฎหมายเก่งเป็นหลักนั้นไม่ได้โดยเด็ดขาด นิติปรัชญา บัญญัติวิธี และหลักการและเหตุผลจึงต้องสอดคล้องกับระบบภาษีทั้งหลายของประเทศไทยด้วย สรุปก็คือเรื่องนี้มีฐานะความสำคัญเป็นลำดับที่สองถัดมาจากหลักการที่ต้องจัดเก็บภาษี 

     ประการที่สาม เนื่องจากการซื้อขายออนไลน์ไม่ว่าจะเป็นซื้อขายสินค้าหรือบริการก็ตาม มีหลักภาษีเป็นหลักของบ้านเมืองอยู่แล้ว คือภาษีมูลค่าเพิ่ม ยกเว้นสินค้าบางกรณีที่เรียกเก็บเป็นภาษีสรรพสามิต หรือภาษีศุลกากร ส่วนยกเว้นนี้ก็ต้องบังคับและบัญญัติให้เรียกเก็บตามบทบัญญัติของกฎหมายสรรพสามิตและกฎหมายศุลกากรด้วย 

     ประการที่สี่ เพราะการซื้อขายออนไลน์ไม่ว่าสินค้าหรือบริการอยู่ในบังคับภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งมีอัตรากำหนดเรียกเก็บร้อยละ 10 ของราคาสินค้าหรือค่าบริการ แต่เนื่องจากประเทศไทยได้ขยายเวลาการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม คงเหลือจัดเก็บเพียงร้อยละ 7 ดังนั้นจึงต้องใช้อัตราภาษีนี้เป็นอัตราเดียวกัน ไม่ว่าการซื้อขายสินค้าและบริการจะเป็นการซื้อขายปกติหรือซื้อขายออนไลน์ 

     ทั้งนี้ผู้ให้บริการสามารถที่จะกำหนดการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทั้งแบบที่กำหนดราคาก่อนแล้วบวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% หรือจะกำหนดเป็นราคารวมเพื่อความสะดวกในทางการค้า และถอดภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากมูลค่าที่ตั้งไว้นั้นก็ได้ ซึ่งเป็นไปตามหลักปฏิบัติปกติ 

     ประการที่ห้า เนื่องจากเป็นการซื้อขายและชำระเงินออนไลน์ และผู้ซื้อผู้ขายต่างก็อยู่ในโลกออนไลน์ ยากที่จะติดตามไล่จัดเก็บเหมือนกับการค้าขายปกติ ดังนั้นจึงต้องกำหนดมาตรการพิเศษให้สอดคล้องต้องกันคือ ในทุกจำนวนที่มีการโอนเงิน จะต้องกำหนดให้แยกการโอนส่วนที่เป็นภาษีมูลค่าเพิ่มแก่กรมสรรพากรทันที โดยให้ถือว่าการโอนภาษีมูลค่าเพิ่มนี้เป็นการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีตามปกติแล้ว และไม่ต้องนำคำนวณหรือแสดงแบบร่วมกับการค้าปกติอีก ในกรณีนี้ข้อกำหนดจะต้องระบุถึงวิธีการให้ชัดเจน รวมทั้งกรมสรรพากรจะต้องดำเนินการสองเรื่องไปพร้อมกันคือ 

     (1)  การเปิดบัญชีธนาคารเฉพาะ เพื่อการรับชำระภาษีมูลค่าเพิ่มออนไลน์ไว้กับทุกสถาบันการเงิน เพื่อจะได้ตรวจสอบประมวลผลได้โดยพลันทุกวัน 

     (2)  การกำหนดให้มีการจดทะเบียนผู้ค้าออนไลน์ เพื่อปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยระบบออนไลน์ รวมทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อเชื่อมโยงกับข้อมูลในการแสดงแบบเกี่ยวกับภาษีซื้อ ภาษีขาย รวมทั้งการขอคืนการเสียภาษีเกินให้รัดกุมด้วย 

     เหล่านี้คือเรื่องที่ต้องดำเนินการโดยรีบด่วน ก็จะอำนวยประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ ราษฎร โดยถ้วนหน้ากัน.



 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License