ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ถึงเวลาปฏิรูปการศาสนา!" วันที่ 17 มิ.ย. 60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันศุกร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๗:๒๙ น.

     เสียงเรียกร้องต้องการให้ปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนากึกก้องสืบเนื่องมาเป็นเวลาช้านานแล้ว เป็นแต่ว่าห้วงระยะเวลาที่ผ่านมานั้นพลังอำนาจของพวกอลัชชีเดียรถีย์เป็นพลังหลักที่ขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนา จึงเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้การปฏิรูปนั้นไม่อาจเดินหน้าไปได้ 

     เพราะถึงขนาดตั้งแก๊งอลัชชีเหลืองคอยตอบโต้ด่าว่า แม้กระทั่งชุมนุมประท้วงไม่ยอมให้แตะต้องบรรดาความเน่าเฟะทั้งหลาย จึงยากที่จะดำเนินการไปได้ และรัฐบาลขี้เท่อที่ผ่านมาก็เกรงกลัวความชั่วยิ่งกว่าที่จะทำคุณงามความดีสถิตไว้ในบ้านเมือง 

     จนกระทั่งวันเวลาผันแปรเปลี่ยนแปลงไป ความสกปรกโสโครกในกิจการบริหารพระพุทธศาสนาได้ผุดโผล่ยิ่งกว่าดอกเห็ดในฤดูฝน ก่อความขยะแขยงรังเกียจเดียดฉันท์อย่างกว้างขวางทั่วประเทศ พลังอลัชชีเดียรถีย์ก็ถูกวิบากกรรมชำระล้างจนอ่อนกำลังลงไปเป็นอันมาก พลังศีลธรรมจึงผงาดขึ้น 

     และแล้วสถานการณ์ที่เป็นฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึง เมื่อเกิดกรณีแก๊งอั้งยี่ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งค้าสวรรค์เข้ายึดกิจการวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้ จับสมภารไปขังไว้ถึงสองปี ยิงพระภิกษุ ยึดทรัพย์สมบัติของวัด และสังหารเณรแล้วโบกปูนทับ เป็นคดีสะเทือนขวัญของประชาชนทั่วประเทศ จึงกดข่มพลังอำนาจของแก๊งอลัชชีเดียรถีย์ทั้งที่ห่มเหลืองและไม่ได้ห่มเหลืองให้ระย่อไป 

     นอกจากนั้น ในการบริหารการพระศาสนาก็เน่าเฟะถึงที่สุด มีการฉ้อโกงเงินสนับสนุนวัด เรียกเงินทอนจากวัดถึง 70-80% ของงบประมาณที่รัฐบาลให้การสนับสนุนวัด จนกระทั่งผู้รับผิดชอบคนใหม่ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ทนไม่ไหว ต้องเปิดโปงเรื่องนี้ด้วยตนเอง และกำลังเกิดการตรวจสอบครั้งใหญ่ 

     มาถึงวันนี้กระแสสังคมทั่วด้านก่อเกิดเป็นฉันทามติให้ทำการปฏิรูปการพระพุทธศาสนาครั้งใหญ่ จึงเป็นโอกาสดีของประเทศชาติและประชาชน เป็นโอกาสดีของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ที่จะได้ร่วมกันคิดอ่านทำการปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาให้สำเร็จลุล่วงไป 

     เราจะปฏิรูปกิจการพระพุทธศาสนาอย่างไรเล่า? เห็นจะมีประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ 

     ประการแรก ต้องเร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาพระพุทธศาสนาเสียใหม่ ทั้งการศึกษาในส่วนภิกษุและฆราวาส มุ่งเน้นให้ความสำคัญการศึกษาตามหลักการที่พระพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ คือต้องครบถ้วนบริบูรณ์ด้วยไตรสิกขา คือปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ไม่ใช่สักแต่เรียนแปลบาลีอย่างเดียว แล้วยกย่องเชิดชูว่าเป็นผู้สำเร็จการพระพุทธศาสนา ทั้ง ๆ แท้จริงก็เป็นแค่นักแปลเท่านั้น 

     จะต้องมุ่งเน้นให้ความสำคัญแก่การปฏิบัติ เพราะพระธรรมคำสอนนั้นมีรสชาติและประโยชน์จริงอยู่ที่การปฏิบัติและการรับผลของการปฏิบัติ จึงต้องมุ่งเน้นให้มีการปฏิบัติที่อย่างน้อยที่สุดต้องเข้าถึงปฐมฌาน อย่างกลาง ๆ ก็ตติยฌาน และสำหรับพระสงฆ์ก็ตั้งเป้าหมายให้บรรลุถึงจตุตถฌาน 

     ประการที่สอง จะต้องแยกองค์กรคณะสงฆ์ออกเป็นสองระดับ คือระดับที่เป็นเชิงสัญลักษณ์ ที่เป็นแบบอย่างของการประพฤติปฏิบัติธรรมขั้นสูง และประกอบกันเข้าเป็นมหาเถรสมาคม ไม่ใช่ถือเอาผลงานการก่อสร้างเป็นบรรทัดฐาน จนเป็นเหตุให้เกิดการซื้อตำแหน่งดังที่เป็นข่าวคราวนินทาให้เศร้าหมองกันอยู่ 

     คณะกรรมการมหาเถรสมาคมควรมีจำกัดเพียงสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งต้องกำหนดคุณสมบัติที่เน้นทางธรรมและวินัยเป็นหลัก และดำรงตำแหน่งตลอดชีวิต ดูแลรับผิดชอบในส่วนของพระธรรมวินัย หรือปัญหาที่สับสนขึ้นเกี่ยวกับพระธรรมวินัย และรับผิดชอบในการพิธีการ โดยเฉพาะการพระราชพิธีและพิธีสำคัญ เพื่อให้เป็นที่ตั้งของความเคารพศรัทธาอย่างแท้จริง 

     ภายใต้คณะกรรมการมหาเถรสมาคม ให้มีคณะกรรมการบริหารกิจการพระพุทธศาสนาขึ้นคณะหนึ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในการบริหารทั้งการบริหารองค์การ การบริหารบุคคล การบริหารทรัพย์สิน และการเผยแพร่พระพุทธศาสนาทั้งภายในและต่างประเทศ 

     ใช้รูปแบบดังกล่าวในระดับจังหวัดทั่วประเทศโดยอนุโลม และให้ยกเลิกเจ้าคณะหน ให้เหลือแต่เจ้าคณะภาค และเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยอนุโลมมหาเถรสมาคม 

     สำหรับคณะกรรมการบริหาร ให้มีหน่วยงานระดับจังหวัดและแต่งตั้งถอดถอนโดยคณะกรรมการบริหารมหาเถรสมาคม 

     ประการที่สาม ปฏิรูปแบบแผนการให้อุปสมบทที่ต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด และอาจเพิ่มการตรวจสอบคุณสมบัติบางประการที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยของประชาชน 

     ประการที่สี่ การกำหนดอำนาจการถือครองทรัพย์สินของพระภิกษุ ซึ่งกำหนดให้ถือครองทรัพย์สินมูลค่ารวมกันได้ไม่เกิน 50,000 บาท บรรดาทรัพย์สินที่ได้มานอกจากนี้ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด 

     ประการที่ห้า ยุบสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แปรสภาพเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนา มีอำนาจหน้าที่ถือครอง กำกับ ควบคุม ดูแลและบริหารจัดการทรัพย์สินส่วนพระพุทธศาสนา ศาสนสมบัติกลาง ทรัพย์สินของวัดทุกประเภท โดยกำหนดให้ทุกวัดต้องจัดทำบัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน จัดทำบัญชีรายได้รายจ่ายตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และให้สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเห็นชอบเป็นผู้ตรวจสอบรับรองงบการเงิน และตรวจสอบภายใน (Internal Audit) ได้ตามที่เห็นสมควร และต้องรายงานสรุปทรัพย์สิน หนี้สิน รายได้ รายจ่ายรวมทั่วประเทศต่อสภาผู้แทนราษฎร 

     ด้วยประการเหล่านี้จะทำให้พระพุทธศาสนาดำรงอยู่และเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของชนหมู่มากในโลก ตามพระพุทธประสงค์และเจตนาของพุทธศาสนิกชนทั้งปวง.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License