ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ไฟเขียวไพรมารีโหวตคัดผู้สมัคร พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์ออนไลน์   
วันศุกร์ที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๓:๒๖ น.
ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน เวลา 10.00 น. มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีระเบียบวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ในวาระที่ 1 โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พร้อมคณะ ได้มานำเสนอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวด้วยตนเอง

นายมีชัยแถลงหลักการว่า ในร่างกฎหมายลูกดังกล่าวผู้ที่ร่างคือผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยทาง กรธ.ได้นำมาปรับเปลี่ยนสาระสำคัญ 3 ประเด็น คือ 1.เปลี่ยนบทบาทของผู้ตรวจการแผ่นดิน จากเป็นคนตรวจจับและรายงานความผิด เป็นบุคคลที่ช่วยเหลือเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐ เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินทั่วโลกมีรูปแบบให้คำปรึกษาหารือ เพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐได้ปฏิบัติตามกฎหมาย 2.ที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอแนะ แต่เจ้าหน้าที่รัฐมักจะไม่ทำตาม จึงทำให้การแก้ไขปัญหาไม่สามารถเดินหน้าได้ และการให้อำนาจผู้ตรวจการแผ่นดินแบบเบ็ดเสร็จ อาจกระทบต่อการทำงานของรัฐ ดังนั้น กรธ.จึงหาทางสายกลาง โดยกำหนดว่าในกรณีที่ปรึกษาหารือกันแล้ว แต่หน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เพิกเฉย สามารถลงโทษได้ เพราะถือว่าได้ปรึกษาหารือก่อนแล้ว และ 3.หลีกเลี่ยงการตั้งคณะอนุกรรมการทำงานแทน เพราะทาง กรธ.ได้กำหนดวิธีการสรรหาตัวผู้ตรวจการแผ่นดินไว้อย่างเข้มข้น กระนั้นหากจำเป็นต้องตั้งคณะอนุกรรมการโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็อนุญาตไว้เช่นกัน

จากนั้นเป็นการอภิปรายของสมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่แสดงความเป็นห่วง เรื่องการกำหนดคุณสมบัติบุคคลที่จะเข้ารับการสรรหาเป็นผู้ตรวจไว้สูงเกินไป อาจจะหาบุคคลที่จะอาสามาเป็นกรรมการองค์กรอิสระได้ยาก และอยู่ในวงจำกัด จึงกังวลว่าจะได้ผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนได้ยาก อาทิ นายพรเพชรตั้งข้อสังเกตว่า รัฐธรรมนูญเขียนคุณสมบัติของผู้ตรวจฯ และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในลักษณะที่แตกต่างกัน ซึ่งผู้ตรวจฯ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการสรรหาประกาศกำหนด หากขัดรัฐธรรมนูญจะมีช่องทางดำเนินการต่อไปอย่างไร ส่วนกรรมการ ป.ป.ช. รัฐธรรมนูญเขียนคุณสมบัติผู้ได้รับการสรรหาไว้ชัดเจน

นายมีชัยชี้แจงว่า กรธ.ได้พิจารณาการคงอยู่ในตำแหน่งของกรรมการองค์กรอิสระไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ตั้งใหม่ทั้งหมด 2.ให้คงไว้เฉพาะคนที่มีคุณสมบัติ และ 3.ให้อยู่ไปเลย ซึ่งคิดว่า 2 ทางเรื่องแรกจะไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ส่วนทางเลือกที่ 3 หมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ กรธ.ไม่มีสิทธิ์ส่งประเด็นข้อสงสัยไปยังศาลรัฐธรรมนูญ แต่ สนช.มีสิทธิ์ส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ หาก สนช.เห็นว่าทางเลือกที่ 3 ใช้ได้ กรธ.ก็ไม่ว่าอะไร หากศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าใช้ได้ กรธ.จะใช้เป็นทางเลือกที่ 3

ทั้งนี้ กรธ.ปรับปรุงองค์กรอิสระเป็นการพัฒนาปฏิรูปบ้านเมือง อะไรที่ต้องจบก็จบ อะไรที่อยู่ก็ต้องอยู่ ไม่ได้รังเกียจหรือไม่ให้ความเป็นธรรมใครเป็นการเฉพาะตัว หากจะเดินไปข้างหน้าก็ต้องปรับปรุงแก้ไข จะกระทบบ้างเป็นบางคนแค่นั้น ส่วนการกำหนดคุณสมบัติผู้เข้ารับการสรรหาเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินไว้สูง ส่วนตัวยังเชื่อว่าเวลาสรรหาหากเปิดกว้างไม่น่ามีปัญหา ส่วนที่เขียนคุณสมบัติของผู้ตรวจฯ และกรรมการ ป.ป.ช.แตกต่างกันจริง เพราะหลักใหญ่ของผู้ตรวจฯ คือมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ ป.ป.ช.ระบุโครงสร้างไว้ชัดเจน ไม่มีอะไรที่คณะกรรมการสรรหาจะต้องไปกำหนดคุณสมบัติอีก

ต่อมาที่ประชุม สนช.มีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวในวาระแรก ด้วยคะแนนเห็นชอบ 217 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ทั้งนี้ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 19 คน กำหนดกรอบเวลาดำเนินงาน 45 วัน

กม.พรรคการเมืองผ่านฉลุย

หลังจากนั้นที่ประชุม สนช. ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว ในวาระ 2 และ 3 ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 180 คะแนน เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งหลังจากนี้ สนช.จะได้ส่งร่างดังกล่าวไปยัง กรธ. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อพิจารณาว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ สนช.แก้ไขสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ต่อไป โดย กรธ.และ กกต.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 10 วัน และส่งกลับมายังประธาน สนช.

ในการอภิปรายของ สนช.และตัวแทนของ กรธ.อยู่ที่มาตรา 9 ว่าด้วยการกำหนดจำนวนเงินสำหรับเป็นทุนประเดิมของพรรคการเมือง ซึ่งในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม เป็นประธาน ได้แก้ไขโดยกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่าจำนวนที่ กกต.กำหนดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ได้ โดยทุนประเดิมนั้นมาจากผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมกันจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาท แต่ไม่เกินคนละห้าหมื่นบาท ต่างจากเดิมที่ กรธ.กำหนดให้ต้องมีเงินทุนประเดิมไม่น้อยกว่าหนึ่งล้านบาท โดยมาจากผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคน คนละไม่น้อยกว่าหนึ่งพันบาท แต่ไม่เกินคนละสามแสนบาท

นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง กรธ.ในฐานะ กมธ.วิสามัญ กล่าวว่า ขอเสนอให้แก้ไขมาตรา 9 กลับไปตามที่ กรธ.เสนอมาในครั้งแรกคือ การให้มีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งมาจากผู้ร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคน คนละไม่เกิน 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 300,000 บาท หากบังคับใช้ตามที่คณะ กมธ.วิสามัญเสียงข้างมากแก้ไข จะก่อให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากตัวแทนของ กกต.ได้มาชี้แจงคณะ กมธ.วิสามัญว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ส.ส.จะอยู่ที่ 1.5 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับว่าทุนประเดิมของพรรคการเมืองจะอยู่ 1.5 ล้านบาท จะมีปัญหาตามมาว่าค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของแต่ละครั้งย่อมจะไม่เท่ากัน โดยจะผันแปรไปตามที่ กกต.ประกาศในแต่ละครั้ง ดังนั้นหากพรรคการเมืองไม่มีทุนประเดิมได้ตามที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามตัวเลขค่าใช้จ่ายผู้สมัคร ส.ส. ย่อมจะก่อให้เกิดการตีความว่าพรรคการเมืองนั้นย่อมไม่อาจสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่เช่นกัน

ด้าน พล.อ.สมเจตน์ชี้แจงว่า ตัวเลข 1.5 ล้านบาท อ้างอิงมาจากตัวเลขค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ส.ส.ตามที่ กกต.กำหนด ซึ่งจะผันแปรไปตามภาวะเศรษฐกิจไม่ตายตัว อย่างไรก็ตาม ยืนยันแม้ในตอนแรกพรรคการเมืองอาจไม่ต้องมีทุนประเดิม เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่มีทุนทรัพย์น้อยสามารถตั้งพรรคการเมืองได้ แต่เมื่อดำเนินการกิจการพรรคการเมืองไปแล้ว พรรคการเมืองจะต้องมีเงินทุนประเดิม มิเช่นนั้นพรรคการเมืองจะไม่สามารถขอรับเงินจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองได้

ภายหลังจากอภิปรายในมาตรา 9 เกือบ 2 ชั่วโมง ปรากฏว่าที่ประชุม สนช.มีมติเสียงข้างมาก 109 ต่อ 95 เสียง ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะ กมธ.วิสามัญ โดยที่ประชุมเห็นควรแก้ไขมาตรา 9 ว่า เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของพรรคการเมือง พรรคการเมืองต้องมีทุนประเดิมไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท โดยผู้ร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมืองทุกคนต้องร่วมจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนประเดิมคนละไม่น้อยกว่า 1,000 บาท แต่ไม่เกินคนละ 50,000 บาท
ไพรมารีโหวตคัดผู้สมัคร

นอกจากนี้ที่ประชุม สนช.ยังเห็นชอบกับมาตรา 35 มาตรา 47 มาตรา 48 มาตรา 49/1 และมาตรา 49/2 ว่าด้วยการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด และการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้งและระบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง หรือไพรมารีโหวต

ทั้งนี้ กำหนดให้การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขตเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ให้พรรคการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจากผู้ซึ่งได้รับเลือกจากสาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด ส่วนการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ให้พรรคการเมืองจัดทำบัญชีรายชื่อ เพื่อส่งให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยให้คำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่างๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิงด้วย

สำหรับขั้นตอนการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อทำหน้าที่กำหนดกระบวนการให้มีการประชุมสมาชิกพรรคการเมืองเพื่อลงคะแนนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเมื่อมีการลงคะแนนแล้วจะส่งรายชื่อผู้สมัคร ซึ่งได้รับคะแนนของแต่ละเขตเลือกตั้งให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองให้ความเห็นชอบต่อไป

วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงการทำความเห็นแย้งเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า กกต.ไปยัง สนช.ว่า ประเด็นที่ กกต.จะยื่นมี 4-5 ประเด็น ในจำนวนนี้จะรวมถึงเรื่องการเซตซีโร กกต.ด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างสำนักกฎหมายของ กกต.กำลังนำเหตุผลของคณะที่ปรึกษาและที่ประชุม กกต.ที่เห็นว่าการเซตซีโร กกต.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาเรียบเรียง ก่อนที่จะเสนอเป็นร่างหนังสือความเห็นแย้งให้ที่ประชุม กกต. วันที่ 20 มิ.ย.ได้พิจารณา

โดยจะมีเหตุผลประกอบการเซตซีโร กกต.ไม่ชอบรวม 3 ประเด็น คือ 1.การขัดหลักนิติธรรม 2.ขัดเจตนารมณ์การยกร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.กระบวนการตรากฎหมายไม่ชอบ โดยจะมีการแนบเอกสารประกอบ รวมถึงเอกสารบันทึกเจตนารมณ์การยกร่างมาตราดังกล่าวของ กรธ.ไปให้พิจารณาด้วย ทั้งนี้ คาดว่า กกต.จะสามารถจัดส่งหนังสือความเห็นแย้งไปยัง สนช.ได้อย่างช้าไม่เกิน 22 มิ.ย.

"ในชั้นกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย ไม่คิดว่าเราจะชนะ เพราะว่าองค์กรประกอบคณะกรรมาธิการมีประธาน กกต.เพียงคนเดียวที่เป็นตัวแทน กกต. ส่วนที่เหลือ 10 คนมาจาก กรธ.และ สนช. ซึ่งคิดว่าทั้ง 2 หน่วยงานก็คงยืนยันในจุดยืนเดิม แต่ก็ต้องสู้ เพราะ กกต.มีหน้าที่ปกป้องกฎหมายให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" นายสมชัยระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ กกต.เชื่อว่าในชั้นของกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย กกต.ไม่น่าจะเปลี่ยนความคิดของ กรธ.และ สนช.ได้ โดยผลที่ออกมาคงให้เซตซีโร กกต.เหมือนเดิม แต่เมื่อสิ้นสุดในขั้นตอนของ สนช. ออกเป็นร่างกฎหมายที่รัฐบาลเตรียมนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อให้ตราเป็นกฎหมาย มีความเป็นไปได้ที่ระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว กกต.จะอาศัยช่องทางตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (1) ที่กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมายได้ เพื่อให้เกิดการตีความที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม หากผลการตีความของศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่าร่างกฎหมายขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยเกิดขึ้นก่อนทรงลงพระปรมาภิไธยตราเป็นกฎหมาย นายกรัฐมนตรีสามารถยื่นขอพระราชทานร่างกฎหมายดังกล่าวคืนมาเพื่อปรับแก้ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯ อีกครั้ง หรือหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยมาภายหลังร่างดังกล่าวประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว นายกฯ ต้องเสนอแก้ไขกฎหมายตามกระบวนการต่อไป.
 
 
ที่มา - ไทยโพสต์ออนไลน์ 
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License