ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "เรื่องของบันทึกการจับกุม" วันที่ 11 มิ.ย. 60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพฤหัสบดีที่ ๐๘ มิถุนายน ๒๕๖๐ เวลา ๑๘:๕๑ น.

     เรื่องราวการดำเนินคดีกับฆาตกรโหดที่ฆ่าหั่นศพสตรีนางหนึ่ง เป็นเรื่องฮือฮาระดับชาติของสัปดาห์ที่ผ่านมา และเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นปัญหาต่อเนื่องคือเรื่องบันทึกการจับกุม ซึ่งมีการระบุชื่อผู้เข้าร่วมการจับกุมเต็มหน้ากระดาษ นับคนได้ร่วมร้อยคน จนนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง 

     ในที่สุดรองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีคำสั่งให้ตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งจะปรากฏผลอย่างไรย่อมเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันต่อไป 

     ดังนั้นเรื่องบันทึกการจับกุมจึงเป็นเรื่องที่ฮือฮาต่อเนื่องจากเรื่องฆาตกรโหด ดังนั้นจึงสมควรทำความเข้าใจเรื่องบันทึกการจับกุม เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องโดยทั่วกัน 

     บันทึกการจับกุมนั้นเป็นการทำพยานหลักฐานเอกสารในคดีอาญาตามระเบียบการตำรวจว่าด้วยคดี เพื่อแสดงข้อเท็จจริงถึงการได้มาซึ่งผู้ต้องหาหรือจำเลย ว่าได้มาด้วยวิธีและอาการอย่างไร และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 

     ระเบียบการตำรวจว่าด้วยคดีกำหนดให้เจ้าพนักงานต้องทำบันทึกการจับกุมว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเข้ามาสู่อำนาจของพนักงานสอบสวนได้อย่างไร ที่ไหน เมื่อใด มีเจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในการจับกุมเป็นใครบ้าง กี่คน มีของกลางพยานหลักฐานหรือไม่ และท่วงท่าอาการ คำให้การเบื้องต้นของผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นอย่างไร จากนั้นจึงให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยลงชื่อไว้เป็นสำคัญ และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องก็ต้องลงชื่อไว้เป็นพยานหลักฐาน และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในศาลได้ 

     มีคดีจำนวนมากที่ศาลวินิจฉัยและใช้บันทึกการจับกุมประกอบเหตุผลในการวินิจฉัยคดี ทั้งในส่วนที่ลงโทษจำเลย และในส่วนที่ยกฟ้องจำเลย 

     บันทึกการจับกุมนั้นมีอยู่สามลักษณะดังต่อไปนี้ 

     ลักษณะแรก คือบันทึกแสดงถึงการจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลย ในความผิดเฉพาะหน้า ซึ่งเจ้าพนักงานมีอำนาจจับกุมได้โดยไม่ต้องมีหมายของศาล หรือเป็นการจับกุมตามหมายจับของศาล ที่สั่งให้เจ้าพนักงานจับกุมผู้ต้องออกหมายจับนั้น 

     ลักษณะที่สอง คือบันทึกแสดงการเข้ามอบตัวเองของผู้ต้องหาหรือจำเลย ที่ขอเข้ามอบตัวต่อเจ้าพนักงานด้วยความสมัครใจของตน ซึ่งการเข้ามอบตัวโดยสมัครใจเช่นนี้พนักงานสอบสวนหรือศาลสามารถใช้เป็นดุลพินิจในการพิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้ 

     ลักษณะที่สาม เป็นการรับมอบตัวจากองค์กรหรือหน่วยงานต่างประเทศที่ได้จับกุมหรือควบคุมตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ในต่างประเทศ และได้ทำการส่งมอบตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นให้แก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจะมีคำขอไปก่อนหรือไม่มีคำขอก็ได้ เพื่อให้เจ้าพนักงานรับตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปภายในประเทศ 

     กรณีที่เป็นข่าวฮือฮาดังลั่นสนั่นเมืองเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นกรณีตามลักษณะที่สาม คือเป็นกรณีที่เจ้าพนักงานของรัฐบาลพม่าได้ทำการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ และประสานงานเพื่อมอบตัวแก่เจ้าพนักงานของประเทศไทย และเมื่อมีการประสานงานนัดหมายกันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มีกำหนดนัดส่งมอบตัวกันยังจุดนัดหมาย กรณีจึงเป็นการรับมอบตัวจากเจ้าพนักงานของต่างประเทศ 

     เพื่อให้เจ้าพนักงานรับตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายของประเทศไทย ซึ่งจะต้องทำบันทึกการจับกุมเช่นเดียวกัน 

     กรณีที่เป็นข่าวฮือฮาก็คือ มีการระบุถึงผู้ทำการจับกุมจำนวนมากนับร้อยคน ซึ่งทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง เพราะเป็นกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวทางโทรทัศน์ถึงการส่งมอบตัวดังกล่าวนั้น ดังนั้นเมื่อมีการระบุชื่อผู้ทำการจับกุมเป็นจำนวนมากเกินกว่าที่เห็นในโทรทัศน์ จึงเป็นที่มาของการวิพากษ์วิจารณ์ 

     ก็ต้องทำความเข้าใจด้วยว่า การจับกุมผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้นถือเป็นผลงานอย่างหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของเจ้าพนักงาน และสามารถใช้อ้างอิงเป็นความดีความชอบในการพิจารณาปรับเลื่อนขั้นตำแหน่งได้ด้วย 

     ในกรณีที่ผู้ทำการจับกุมได้ปรากฏชื่อเป็นผู้จับกุมตามบันทึกการจับกุมนั้น หากเป็นเรื่องจริงตามนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะเป็นไปได้ว่าในบางกรณีนั้นเมื่อเป็นผู้ต้องหาสำคัญก็อาจมีการระดมเจ้าพนักงานจำนวนมากไปดำเนินการจับกุม 

     แต่ทว่าถ้าหากไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมิได้ดำเนินการจับกุม แต่ไปขอใส่ชื่อหรือถูกใส่ชื่อโดยไม่เป็นความจริง ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายขึ้นหลายประการ เช่น 

     ประการแรก ถ้าเป็นประเด็นสำคัญในคดีและปรากฏขึ้นในการพิจารณาของศาลว่าผู้มีชื่อเป็นผู้จับกุมแท้จริงไม่ได้เป็นผู้จับกุม ศาลอาจวินิจฉัยให้ยกฟ้อง หรือเป็นอย่างอื่นได้ตามควรแก่กรณีก็เป็นได้ ซึ่งเป็นโทษแก่คดี 

     ประการที่สอง การที่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการจับกุมแต่ยอมรับเอาว่าเป็นผู้ทำการจับกุมในเอกสารหลักฐานทางคดีอาญา มีความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่ชอบ หรือทำพยานหลักฐานเท็จ ซึ่งเป็นโทษทางอาญาที่ได้ไม่คุ้มเสียกันเลย 

     ประการที่สาม การที่ระบุผู้จับกุมมากเกินไปจนเกินการ ย่อมทำให้เกิดการหมั่นไส้และเกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั่นแล.



 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License