ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อัดใช้ช่องโหว่กม.หาประโยชน์ พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์   
วันจันทร์ที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๑๗ น.

สตง.แฉสรรพากรเมินเก็บภาษี 60 นักการเมือง อ้างไม่มีปัญหาร่ำรวยผิดปกติ เตรียมทำหนังสือไล่บี้อีกรอบ ยันทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นถือเป็นรายได้ "วิษณุ" ชี้ใช้มาตรฐานเดียวกับ "ทักษิณ" จ่อรีดภาษีหุ้นชินฯ 2 ช่วง ปัดกระทบปรองดอง "ปู" โวยรัฐบาลไล่ล่า "พี่แม้ว" ยึดทรัพย์แล้วยังไม่จบ ข้องใจ "อภินิหารกฎหมาย"

 

 เมื่อวันที่ 17 มีนาคม นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงกรณีที่แจ้งให้กรมสรรพากรเก็บภาษีนักการเมืองจำนวน 60 คน ในช่วงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเสียภาษีไม่ถูกต้อง เนื่องจากบางคนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเมื่อพ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่า เป็นนโยบายของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ในการดำเนินการเรียกเก็บภาษีให้เกิดความเป็นธรรม โดยขณะนี้อยู่ในช่วงการปฏิรูปการเมือง เมื่อไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินพบว่าหลายคนมีเงินเพิ่มจำนวนมาก แต่การเสียภาษีส่วนใหญ่เป็นการเสียภาษีเงินได้ปกติ จึงทวงถามไปยังกรมสรรพากร

 

ทั้งนี้ ได้รับการชี้แจงว่านักการเมืองเหล่านั้นไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ แต่ สตง.เห็นว่าแม้ว่าจะไม่ได้ร่ำรวยผิดปกติ แต่เงินได้ที่เพิ่มจำเป็นต้องเสียภาษี และต้องเร่งดำเนินการ เพราะการเรียกเก็บภาษีต้องดำเนินการภายใน 5 ปี หากพ้นเวลาไม่สามารถเรียกเก็บภาษีตรงนี้ได้ ซึ่งการดำเนินการของ สตง. ไม่ได้จำเพาะเจาะจงไปที่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่ตรวจสอบทุกคน และนักการเมือง 60 คนไม่ได้สังกัดพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่เป็นนักการเมืองที่ได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินในช่วงสองรัฐบาลนั้น

 

สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ได้รับการยืนยันข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งข่าวใน สตง.ว่า สตง.เคยทำหนังสือแจ้งเป็นทางการกับกรมสรรพากรตั้งแต่ต้นปี 2559 แล้ว ให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีนักการเมือง 60 ราย มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้ว โดยใช้ฐานข้อมูลการแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่นักการเมืองเหล่านี้แจ้งไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

 

โดยทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นของนักการเมืองถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี และเมื่อ สตง.ตรวจแบบ ภ.ง.ด.แล้ว นักการเมืองส่วนใหญ่จะแจ้งรายการเสียภาษีเฉพาะเงินเดือนเท่านั้น ไม่ได้นำทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาเสียภาษี จึงเป็นการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน และถือเป็นการหลีกเลี่ยงภาษี ขอให้กรมสรรพากรแจ้งประเมินภาษีจากนักการเมืองเหล่านี้ด้วย

 

สรรพากรไม่ทำตาม สตง.

 

อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากรไม่ได้มีการแจ้งประเมินภาษีจากนักการเมืองเหล่านี้ตามความเห็นของ สตง. แต่ทำหนังสือตอบกลับ สตง.ว่านักการเมืองเหล่านี้ไม่ได้ถูกตรวจสอบพบปัญหาเรื่องการร่ำรวยผิดปกติ และมีการส่งความเห็นของ ป.ป.ช. ที่ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาเรื่องร่ำรวยผิดปกติมาให้ สตง.ทราบด้วย ซึ่ง สตง.เห็นว่าเรื่องนี้ ประเด็นไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการร่ำรวยผิดปกติ แต่เป็นเรื่องการมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง บางรายเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐมนตรี มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นร้อยล้านถึงพันล้านบาท แต่กลับแจ้งรายการเสียภาษีเฉพาะเงินเดือนเท่านั้น ไม่ได้นำทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาเสียภาษี จึงเป็นการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้องครบถ้วน และถือเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี ดังนั้น สตง.เตรียมที่จะทำหนังสือโต้แย้งกรมสรรพากรกลับไปอีกครั้ง

 

ส่วนการแจ้งให้กรมสรรพากรเรียกเก็บจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น แต่ไม่เสียภาษีให้ถูกต้องกว่า 12,000 ล้านบาทนั้น ทางสตง.จะติดตามดูกรมสรรพากรต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ถ้าหากไม่มีการดำเนินการอะไร และปล่อยให้คดีหมดอายุความภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ สตง.จะมีมาตรการดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้ประเทศชาติเกิดความเสียหาย ซึ่งถือว่าเป็นการละเลย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 และ 157 ด้วย ตามที่เคยทำหนังสือแจ้งถึงอธิบดีกรมสรรพากรไปแล้ว

 

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่มีการประชุมร่วมเรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ปของนายทักษิณนั้น สตง.ได้มีการแจ้งว่าจะดำเนินการในทุกเรื่องที่มีลักษณะอย่างเดียวกัน ตนจึงรับทราบ และพอใจว่าถ้าจะดำเนินการให้เป็นมาตรฐานเดียวกันกับกรณีดำเนินการเรื่องภาษีชินคอร์ป แต่ไม่ทราบว่ามีกี่คดี เป็นไปตามจำนวนที่ สตง.ระบุไว้หรือไม่ ส่วนบรรทัดฐานว่าใครถูกหรือผิด ใครแพ้ชนะ ไว้รอคำวินิจฉัยจากศาล อย่างไรก็ตาม นอกจากกระบวนการที่ สตง.จะดำเนินการได้แล้ว ยังมีหน่วยงานอื่นที่สามารถดำเนินการควบคู่ไปได้ด้วย แต่ขอไม่เปิดเผยรายละเอียด

 

เมื่อถามว่า การดำเนินการเก็บภาษีของรัฐบาลอาจมีผลกระทบต่อการเดินหน้าสร้างความปรองดองของรัฐบาล นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย จึงนำสิ่งนี้มาเป็นเรื่องต่อรองไม่ได้ หากดำเนินการไม่ได้คือดำเนินการไม่ได้ แต่ถ้าผิดแล้วดำเนินการได้ แล้วยังเอามาต่อรอง คงไม่เกี่ยวกับเรื่องปรองดอง เนื่องจากการปรองดองผู้เกี่ยวข้องอธิบายแล้วว่าอยู่บนหลักการไม่อภัยโทษหรือนิรโทษกรรม

 

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลถึงทำเรื่องดังกล่าวในช่วงเวลานี้นั้น เรารู้เรื่องนี้มีอยู่ 2 ทางคือ ถ้าปล่อยให้กระบวนการเดินไป รัฐบาลจะถูกมองว่าเพิกเฉยเตรียมจะปล่อยให้หมดอายุความ อาจถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แต่พอรัฐบาลดำเนินการจะบอกว่ารัฐบาลไล่บี้จี้อยู่คนเดียว เป็นการกลั่นแกล้ง จึงไม่หลวมตัวออกมาตรา 44 แต่ให้ดำเนินการตามกฎหมายปกติ

 

รองนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ เคยให้ข้อสังเกตเรื่องการดำเนินการดังกล่าวว่าให้ดูว่าการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปดำเนินการถูกต้องหรือไม่ จึงตั้งต้นตามข้อสังเกตของนายกฯ มาตั้งแต่ต้น แล้วได้คำตอบจากคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแล้วว่าไม่สุจริต จึงเป็นที่มาของการยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเมื่อตั้งต้นว่าไม่สุจริต จึงต้องเสียภาษี เป็นคนละเรื่องกับการยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท ต้องแยกส่วนกันระหว่างการกระทำความผิดกับการเสียภาษี จึงต้องดำเนินการ ไม่อย่างนั้นจะเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

 

จ่อเก็บภาษีหุ้นชินฯ 2 ช่วง

 

“เรื่องดังกล่าวให้สรรพากรไปพิจารณา เผื่อจะสามารถเรียกเก็บภาษีได้ทั้ง 2 ช่วง คือตอนที่แอมเพิลริชขายหุ้นให้กับนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา หุ้นละ 1 บาท กับช่วงที่ 2 คือตอนที่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทาขายหุ้นให้กับเทมาเส็ก” นายวิษณุกล่าว และว่า กรณีที่นายพานทองแท้ตัดพ้อรัฐบาลนั้น ก็เห็นใจ อกเขาอกเรา ลองคิดถึงเราเป็นเขาดู

 

เมื่อถามว่า หากศาลพิพากษาให้นายทักษิณจ่ายภาษี จะไม่สามารถเรียกเก็บกับคนในครอบครัวได้ใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า เรื่องภาษีเป็นเรื่องของใครของมัน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีการยักย้ายถ่ายเท ทำนิติกรรมอำพรางก่อนถูกฟ้อง หรือพิสูจน์ว่าทรัพย์สินที่อยู่กับคนอื่นไม่ใช่ของคนอื่น เหมือนคดีล้มละลายที่คนคนนั้นไม่มีทรัพย์จะใช้หนี้ แต่ความจริงลูกและภรรยามี และหากทรัพย์สินของนายทักษิณอยู่ต่างประเทศ การดำเนินก็อาจจะยาก ซึ่งเมื่อครั้งธนาคารโลกมาพบ มีการแนะนำประเทศไทยว่าควรดำเนินการแก้ไขกฎหมายล้มละลายให้มีการบังคับคดีกรณีมีทรัพย์สินในต่างประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตรวจสอบผู้ที่ถือทรัพย์สินแทนนายทักษิณมีวิธีการอยู่ แต่ยังไม่ขอเปิดเผย

 

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีนายพานทองแท้โอดครวญว่าคดีจบไป 8 ปีแล้วรัฐบาลจะเอาอะไรอีกว่า "ช่างเขา นายพานทองแท้จะมาพูดอะไรกับผม ไปเตรียมพูดกับศาลโน้น"

 

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบเหตุใดข้าราชการที่เกี่ยวข้องไม่เรียกเก็บภาษี นายกฯ กล่าวว่า กำลังสอบอยู่ ตนเป็นคนสั่งให้ตั้งกรรมการสอบเอง ยังไม่มีรายงานกลับมา ต้องใช้เวลา แต่เบื้องต้นมองกฎหมายคนละฉบับ คนละวิธีการ แต่มุมมองเผอิญไปเข้าข้างนี้เข้าข้างโน้นเลยเกิดปัญหา จึงบอกว่าอะไรก็ได้ทำให้ชัดเจนกว่าที่ผ่านมาแล้วกัน ตนไม่ได้รังแกใคร ถ้าไม่ผิดคือไม่ผิด

 

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ในเรื่องนี้ว่า ฝ่ายกฎหมายเขาประชุมร่วมกันมา ก็สรุปว่าเป็นการโอนและซื้อขายหุ้นที่กระทำโดยสุจริตหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่ามีการโอนกันหลายทอด มีเจตนาที่แยบยล แสวงประโยชน์จากช่องว่างของกฎหมายจนมีผลกำไร แล้ววันนี้สังคมเองก็เชื่อว่าไม่สุจริต เพราะเป็นการเลี่ยงภาษี อีกประเด็นก็คือการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ทำให้ประเทศชาติเสียรายได้ ในขณะที่อยู่ในตำแหน่ง มีอำนาจมีหน้าที่ต้องรักษากฎหมาย รักษาผลประโยชน์ของชาติโดยรวมนั้น จึงต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มากกว่าบุคคลทั่วไป

 

"สิ่งที่เกิดตามมาคือ 1.กรมสรรพากรต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป ได้แก่ การประเมินภาษีก่อนสิ้นเดือนมีนาคมนี้ 2.กระทรวงการคลัง ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกขั้นตอน และ 3.ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล โดยผู้ถูกประเมินภาษีก็ยังมีสิทธิ์อุทธรณ์ภายใน 30 วัน เป็นวิธีการปกตินะครับ แล้วก็ไปต่อสู้ในศาล สุดท้ายการที่จะเรียกเก็บภาษีได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาล"

 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวว่า การเก็บภาษีต้องทำให้เกิดความเสมอภาค เป็นเรื่องตามกระบวนการกฎหมาย ขออย่านำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง และเชื่อว่าจะไม่กระทบกับภาพรวมที่รัฐบาลกำลังสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น

 

ปูโวยรัฐบาลไล่ล่าแม้ว

 

ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเรียกเก็บภาษีหุ้นชินจากนายทักษิณว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้พิพากษายึดทรัพย์ไปแล้ว 46,000 ล้านบาท เลยไม่รู้ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น การที่จะเรียกเก็บภาษีทั้งๆ ที่ศาลฎีกาตัดสินไปแล้ว หวังว่าจะไม่ใช่การใช้อำนาจหรือกฎหมายที่ตนเองมีอยู่เพื่อประโยชน์ทางการเมืองหรือไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หวังว่ากฎหมายจะคำนึงถึงความยุติธรรม ควรที่จะบังคับใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน ขอให้เห็นใจกันเถอะ เพราะขณะนี้ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายใด วิธีใด หรือรายละเอียดใด ทราบแต่ว่าปลายทางเรื่องราวต่างๆ ผ่านไปมากมายแล้วยังไม่มีที่สิ้นสุด

 

"ไม่ใช่แค่ครอบครัวหรือผู้ที่มีผลกระทบเท่านั้น เชื่อว่าประชาชนทุกคนก็คงอยากจะฟังคำชี้แจงจากรัฐบาลอย่างชัดเจน เราคงไม่อยากได้ยินเพียงแค่คำว่าอภินิหารทางกฎหมาย เราอยากเห็นการใช้กฎหมายด้วยความสุจริตและด้วยความเป็นธรรม" น.ส.ยิ่งลักษณ์ระบุ

 

เมื่อถามว่า จะกระทบกับการสร้างความปรองดองหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า กรณีของตนเกิดขึ้นแล้ว ดังที่ได้มีการร้องขอความเป็นธรรมเรื่องจำนำข้าวไปแล้ว และคงจะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเป็นการไล่ล่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เกิดความเสมอภาค ก็ไม่เห็นว่าอนาคตจะก้าวข้ามไปได้อย่างไร เราเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ผู้ถือกติกาต้องคำนึงถึงตรงนี้ด้วย ต้องไปถามผู้ที่ถือกติกาว่าความหมายของคำว่าปรองดองคืออะไร

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีนักการเมือง 60คนเสียภาษีไม่ถูกต้องว่า หาก สตง.เห็นว่าไม่ถูกต้อง ต้อง ไปเรียกเก็บภาษีกับบุคคลเหล่านี้ แต่ขณะนี้ยังไม่ทราบว่ามีใครบ้าง และไม่รู้ว่ามีชื่อตนเองรวมอยู่ด้วยหรือไม่ แต่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และพร้อมเข้ารับการตรวจสอบ เพราะหลักฐานทุกอย่างที่เคยยื่นไปปรากฏต่อสาธารณะอยู่แล้ว ที่จริงการยื่นบัญชีทรัพย์สินกับ ป.ป.ช.ทุกครั้ง ต้องยื่นรายการการเสียภาษีประกอบด้วย ซึ่ง ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบว่าเสียภาษีจริงหรือไม่อยู่แล้ว

 

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบว่านักการเมืองเลี่ยงภาษีหรือไม่ ซึ่ง ป.ป.ช.มีหน้าที่ตรวจสอบเพียงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินว่ามีความผิดปกติหรือไม่เท่านั้น โดยขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติ.

 

 

 ที่มา : ไทยโพสต์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License