ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
แฉTPBSฮั้วจัดจ้าง ดีเอสไอชงปปช.สอบกนย. จุ้นผู้บริหารสั่งทำงานวิจัย พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย ไทยโพสต์   
วันศุกร์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๑๙ น.

ประธาน กนย.ไทยพีบีเอสแจงการซื้อหุ้นซีพีเอฟต้องขอความเห็นชอบจาก กนย. เล็งกำชับผู้บริหารใหม่อย่าให้ซ้ำรอย แฉอีก "ดีเอสไอ" ส่งสำนวนถึง "ป.ป.ช." สอบ "บอร์ดนโยบาย ส.ส.ท." แทรกแซงการจัดซื้อจัดจ้างฝ่ายบริหารกำหนดทีโออาร์-ตั้งกรรมการพิจารณาวิจัยทำหน้าที่ซ้ำซ้อน เมื่อปี 2557-2558 ส่อไม่โปร่งใส อาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบตาม ม.157-ผิด พ.ร.บ.ฮั้ว แถมยังนำพรรคพวกไปแอบตั้งบริษัทมารับงานผลิตรายการสิ้นเปลืองงบ 700 ล้านต่อปี

 

 เมื่อวันพฤหัสบดี นายจุมพล รอดคำดี ประธานคณะกรรมการนโยบาย (กนย.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ให้สัมภาษณ์ภายหลัง ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ประกาศลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. จากกรณีนำเงิน 193 ล้านไปซื้อตราสารหนี้ (หุ้นกู้) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ว่าที่จริงแล้วหลักการในการซื้อตราสารหุ้น กนย. ได้มีการวางกรอบและหลักการเอาไว้แล้ว แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเกิดจากความเข้าใจในแง่ของการทำงานที่อาจจะคลาดเคลื่อนกัน จึงเป็นปัญหาขึ้นมา

 

"ประเด็นเรื่องนี้คือมีการไปหยิบเอาหลักการที่ กนย.ชุดปี 2555 มาเป็นหลักในการทำงาน แต่หลักของ กนย.ชุดปัจจุบันได้มีการวางกรอบเอาไว้เพิ่มเติมว่าการซื้อตราสารหุ้น ซื้อพันธบัตร และอื่นๆ จะต้องขอความเห็นชอบจาก กนย.ก่อน เพื่อความรอบคอบ แต่เรื่องดังกล่าวผู้บริหารเข้าใจว่าเมื่อหลักการให้แล้วสามารถไปซื้อได้เลย"

 

นายจุมพลกล่าวว่า หลังจากนี้ไม่ต้องจำเป็นต้องวางกรอบและกติกาใหม่ เพราะหลักการที่วางเอาไว้เดิมชัดเจนอยู่แล้วว่า ผลิตภัณฑ์ได้บ้างที่สามารถซื้อได้ เพียงแต่เพื่อความชัดเจนและรอบคอบผู้บริหารควรจะรายงานให้ กนย.ทราบ เพื่อดูว่าแผนการใช้จ่ายเป็นอย่างไร อย่างไรก็ดี ขั้นตอนหลังจากนี้คงจะมีการสรรหาผู้บริหารใหม่ เมื่อได้ผู้อำนวยการ ส.ส.ท.คนใหม่แล้ว จะมีการทำความเข้าใจและกำชับเรื่องนี้กันก่อนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก ส่วนท่าทีของพนักงานนั้น ได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจแล้ว ไม่มีปัญหา การทำงานของไทยพีบีเอสสามารถเดินหน้าต่อได้

 

“หากหน่วยงานใดต้องการจะตรวจสอบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทางเรายินดี ไม่มีปัญหา พร้อมให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพราะไทยพีบีเอสถือเป็นองค์กรสาธารณะ” นายจุมพลกล่าว

 

นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า ถ้าการที่สื่อมวลชนไปซื้อหุ้นบริษัทเอกชน ต้องถามว่าถ้าหากองค์กรอิสระได้เงินมาแล้วเอาไปฝากไว้ในธนาคาร แบบนี้ก็ถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง แล้วแบบนี้จะทำให้เสียความเป็นอิสระขององค์กรนั้นหรือไม่ ก็ไม่เสีย ทั้งนี้ ในปัจจุบันวิธีการลงทุนนั้นมีมาก ทางกฎหมายจึงได้เขียนว่า ถ้าหากมีการนำเงินขององค์กรอิสระหรือหน่วยงานราชการไปลงทุนในวิธีอื่นๆ นอกจากการฝากธนาคารของรัฐ จะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการที่ควบคุมก่อน ซึ่งเขาก็จะดูเป็นกรณี ส่วนการลงทุนอย่างไรแล้วจะทำให้ความเป็นอิสระขององค์กรนั้นสูญเสีย ก็คงต้องดูเป็นเรื่องๆ ไป

 

"กรณีไทยพีบีเอสนั้น ผมไม่ขอให้ความเห็นอะไรเพราะว่าเท่าที่เห็นนั้น ข้อมูลจากในข่าวแต่ละแหล่งไม่ตรงกัน บางข่าวบอกว่าไปซื้อหุ้นซีพีเอฟ บางแหล่งบอกว่าซื้อตราสารหนี้ ซึ่งตามหลักการแล้วการซื้อหุ้นและตราสารหนี้นั้นไม่เหมือนกัน ตราสารหนี้นั้นจะเหมือนกับหุ้นกู้ ซึ่งคล้ายกับการกู้เงินแล้วก็มีดอกเบี้ยตามมา แต่อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าการให้กู้เงินนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะกระทบต่อความเป็นเจ้าของของหน่วยงานนั้นๆ อยู่ดี" นายมีชัยกล่าว

 

แหล่งข่าวจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสเปิดเผยว่า มีสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เลขรับ ป.ป.ช.ที่ 18770 เรื่องที่ ยธ 0811/2009 ลงนามโดย พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2559 ป.ป.ช.รับเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2559 เวลา 14.15 น. กรณีที่พนักงาน ส.ส.ท.ได้ยื่นหนังสือต่ออธิบดีดีเอสไอเมื่อช่วงเดือน ธ.ค.2558 ขอให้ตรวจสอบความผิดปกติในการจัดจ้างโครงการวิจัยของไทยพีบีเอสจำนวน 3 โครงการ

 

โดยเรื่องร้องเรียนดังกล่าวระบุว่า ในช่วงประมาณปี 2557 และปี 2558 ที่ผ่านมา ส.ส.ท.ได้มีการดำเนินโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพของรายการตามที่คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้กำหนด จำนวน 3 โครงการ คือ โครงการวิจัยการสร้างตัวชี้วัดคุณภาพรายการตามมาตรฐานสื่อสาธารณะของไทยพีบีเอส, โครงการวิจัยการสำรวจการเปลี่ยนแปลงของผู้ชมรายการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเรื่องการมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของสื่อสาธารณะ กรณีศึกษา 10 ประเด็น มีความผิดปกติเกี่ยวกับการดำเนินการจัดจ้าง

 

กล่าวคือ คณะกรรมการนโยบาย หรือ กนย.ได้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของฝ่ายบริหารสถานี โดยเป็นผู้กำหนดทีโออาร์ที่ใช้ในการดำเนินการจัดหาผู้ทำการวิจัยโครงการดังกล่าว แล้วมอบให้ส่วนงานจัดซื้อจัดจ้างใช้ทีโออาร์ที่ตนกำหนดดังกล่าวไปใช้ในการดำเนินการ จัดหาผู้ทำการวิจัยโครงการดังกล่าว และมีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณางานวิจัยโครงการ ทำหน้าที่อ่านข้อเสนอโครงการของผู้ที่เข้ายื่นข้อเสนอรับทำการวิจัย และสรุปความเห็นประกอบการพิจารณาของ กนย. และเมื่อ กนย.มีมติเห็นชอบ ให้จัดจ้างผู้ยื่นข้อเสนอเข้ารับทำการวิจัยรายใดแล้ว ก็จะแจ้งให้คณะกรรมการจัดหาพัสดุดำเนินการเสนอให้จัดจ้างผู้ยื่นข้อเสนอทำการวิจัยที่ กนย.ได้มีมติเห็นชอบดังกล่าวต่อไป ซึ่งไม่เป็นไปตามระเบียบองค์การฯ ว่าด้วยการพัสดุ ทำให้คณะกรรมการจัดหาพัสดุที่ผู้อำนวยการองค์การฯ แต่งตั้งขึ้น ไม่สามารถที่จะพิจารณาหรือมีความเห็นเป็นอย่างอื่นได้เลย ต้องดำเนินการตามมติกนย.เท่านั้น

 

และเมื่อมีการจัดทำสัญญาจ้างและผู้วิจัยได้ส่งมอบงานวิจัยแล้ว คณะกรรมการพิจารณางานวิจัย โครงการจะเป็นผู้อ่านงานวิจัยที่ผู้วิจัยทำการส่งมอบแล้วสรุปผลการดำเนินการเสนอให้ กนย.พิจารณา เมื่อ กนย.เห็นชอบแล้ว จะแจ้งให้คณะกรรมการตรวจรับงานวิจัยที่ผู้อำนวยการองค์การฯ แต่งตั้งขึ้นทราบ ทำให้คณะกรรมการจัดหาพัสดุและคณะกรรมการตรวจรับงานวิจัยถูกแทรกแซงและต้องทำตามคำสั่งหรือมติของคณะกรรมการพิจารณางานวิจัยโครงการ และ กนย.การดำเนินการของ กนย. จึงเป็นการปฏิบัติที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157

 

เอกสารร้องเรียนยังระบุด้วยว่า คณะกรรมการพิจารณางานวิจัยโครงการไม่มีกำหนดไว้ในระเบียบพัสดุขององค์การฯ ไม่มีขั้นตอนและที่มาในการสรรหา ขึ้นอยู่กับ กนย.ที่จะเลือก ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกับคณะกรรมการจัดหาพัสดุและคณะกรรมการตรวจรับงานวิจัย ทำให้เกิดความไม่โปร่งใสในกระบวนการจัดจ้าง เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิด เกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ

 

ขณะที่สำนวนการตรวจสอบระบุผลการสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น ว่าการดำเนินการของ กนย.ดังกล่าวอาจเป็นการก้าวล่วงการดำเนินงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการ ส.ส.ท. อาจเข้าข่ายความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบตามประมวล กฎหมายอาญา มาตรา 157, พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 123/1, และอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 12

 

โดยคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของ กนย.เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 16 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. จึงเห็นสมควรส่งสำนวนการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

 

แหล่งข่าวยังเปิดเผยด้วยว่า นอกจากกรณีนี้ยังมีเรื่องไม่ชอบมาพากลในการจัดหารายการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ โดยมีการนำพรรคพวกไปแอบตั้งบริษัทมารับงานผลิตรายการ สิ้นเปลืองงบประมาณในการผลิตรายการปีละประมาณ 700 ล้านบาท ทั้งที่เป็นเงินจากภาษีบาปซึ่งได้รับ 2,000 ล้านบาท และยังเป็นแหล่งที่กลุ่มเอ็นจีโอเข้ามาหาผลประโยชน์ในทางการเมือง จากการแต่งตั้งสภาผู้ชมและผู้ฟังรายการเป็นฐานสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองมหาศาล ทั้งหมดนี้ควรมีการตรวจสอบ.

 

 

ขอบคุณที่มา : ไทยโพสต์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License