ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บีภาษี60นักการเมือง สตง.แฉยุครบ.‘มาร์ค-ปู’ ‘แก้วสรร’จี้เก็บ‘โอ๊ค-เอม’ พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันศุกร์ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๑๕ น.

บีภาษี60นักการเมือง สตง.แฉยุครบ.‘มาร์ค-ปู’ ‘แก้วสรร’จี้เก็บ‘โอ๊ค-เอม’2.2หมื่นล.หมดอายุมิย.นี้ ยึดทรัพย์-คุก1ปีเด็กเจ๊แดง

 

 ศาลสั่งยึดทรัพย์ “เกษม นิมมลรัตน์” อดีตสส.เพื่อไทย 168 ล้านบาท คนสนิท “เจ๊แดง” ฐานร่ำรวยผิดปกติ พร้อมจำคุกอีก 12 เดือน-ไม่รอลงอาญา ฐานปกปิดบัญชีทรัพย์สิน “เมีย” โผกอดก่อนส่งเข้าเรือนจำ “แก้วสรร”จี้เก็บภาษีขายหุ้นโอ๊ค-เอมอีก 2.2 หมื่นล้าน สตง.เผยทำหนังสือแจ้งกรมสรรพากร ตามเรียกเก็บภาษี 60 นักการเมือง ยุค“มาร์ค-ปู”

 

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์คณะผู้พิพากษา 9 คน มีคำพิพากษาคดีริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินคดีที่ ร.ต.ต.พงษ์นิวัฒน์ ยุทธภัณฑ์บริภาร อัยการสูงสุดยื่นคำร้องขอศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของ นายเกษม นิมมลรัตน์ อดีต สส.เชียงใหม่ คนสนิท นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ อดีตสส.และอดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ผู้ถูกกล่าวหา ระหว่างดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่และตำแหน่ง ส.ส.รวมมูลค่า 168,620,637บาท ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพรบ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา38 วรรคสอง ทั้งนี้ นายเกษม พร้อมด้วยภรรยาและทนายเดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาด้วย

 

สั่งยึดทรัพย์เด็ก’เจ๊แดง’168ล้าน

 

โดยองค์คณะฯพิเคราะห์พยานในชั้นไต่สวนของ ปปช.แล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ 9เสียง ให้ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ โดยไม่สามารถชี้แจงหรือมีหลักฐานมาแสดงที่มา-ที่ไปของเงินนำมาซึ่อทรัพย์สินว่า เป็นเงินที่ได้มาโดยสุจริต ส่วนที่อ้างว่าเป็นเงินรายได้จากธุรกิจโรงสีข้าว โรงน้ำแข็ง เงินค้าทองคำ หจก.แม่ริม จำกัดฯที่เป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างนั้น ฟังไม่ขึ้นเพราะบางส่วนผลประกอบการขาดทุนและธุรกิจโรงสีข้าว-โรงน้ำแข็ง ไม่มีรายได้มากพอจะนำมาเสียภาษี จึงไม่น่าเชื่อถือว่า ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านทั้สอง (นางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่1และนางบุญทอง มารดา ผู้คัดค้านที่2) จะมีรายได้เพียงพอกับทรัพย์สินนั้น ที่อ้างว่ามีเงินจากการขายกิจการเก็บเป็นเงินสดเกือบ 100ล้านบาท หากนำมาเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายประจำวัน เงินนั้นย่อมลดลง และไม่มีความจำเป็นที่จะเก็บเงินสดจำนวนมากไว้ในบ้านโดยไม่ได้รับประโยชน์ดอกผล ข้อต่อสู้จึงไม่น้ำหนักและเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีหลักฐานเอกสารมาชี้แจงละเอียด

 

อายุความ10ปี-ตัดสิทธิ์การเมือง5ปี

 

จึงมีคำสั่งให้ทรัพย์สินจำนวน 7รายการและดอกเบี้ย มูลค่า 168,453,245.70บาท ตกเป็นของแผ่นดิน หากผู้ถูกกล่าวและผู้คัดค้าน ไม่สามารถชดใช้เงินจำนวนนี้คืนได้ ก็ให้บังคับเอาทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้าน ให้ตกเป็นของแผ่นดินภายในอายุความ 10ปี โดยให้คืนทรัพย์สินที่เป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กก111เชียงใหม่ มูลค่า 7แสนบาทและหุ้นMSC จำนวน 9,780หุ้น คืนแก่เจ้าของและห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมืองเป็นเวลา 5ปี

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับทรัพย์สิน 7รายการที่ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ประกอบด้วย 1.หุ้นบริษัทแอสคอน คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) (ASCON) ในชื่อของ นางบุญทอง มารดา ผู้คัดค้านที่2 หุ้นบริษัทแอสคอนฯในชื่อของ นางดวงสุดา คู่สมรส ผู้คัดค้านที่1 ที่ขายไป 3ล้านบาทเศษ 2.หุ้นบริษัทวินโคสท์ อินดัสเทรียล พาร์ค จำกัด (มหาชน) (WIN) ที่เหลือจากการขายในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 1,000,168หุ้น มูลค่า 390,065บาท 3.เงินที่ได้จากการขายหุ้นบริษัทเอ็มลิ้งค์ เอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) (MLINK)ของ นางดวงสุดา จำนวน 4,187,700หุ้น เป็นเงิน 5,407,163บาท 4.เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นของ นายเกษม ผู้ถูกกล่าวและนางดวงสุดา กรณี นายเกษม พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ มูลค่า 8,585,953บาท

 

5.ที่ดินโฉนดเลขที่19767 อ.เมืองเชียงใหม่ เนื้อที่ 25.6ตารางวา มูลค่า 1.2ล้านบาท ของนางดวงสุดา 6.เงินลงทุนในบริษัทหลักทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นของ นายเกษมและนางดวงสุดา กรณี นายเกษม พ้นจากตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ มาแล้วเป็นเวลา 1ปี รวมมูลค่า 20ล้านบาทเศษ 7.เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นของ นางดวงสุดา มูลค่า 55,141,500 บาท

 

คุก12เดือน-ห้ามยุ่งการเมือง5ปี

 

ส่วนอีกสำนวนตามที่ ปปช.ยื่นคำร้องว่า นายเกษม ระหว่างดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายก อบจ.เชียงใหม่ และตำแหน่ง ส.ส.จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินรวมทั้งเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบต่อคณะกรรมการปปช.ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ผู้คัดค้านยื่นบัญชีแสดงรายการหนี้สินของคู่สมรสว่า มีหนี้เงินกู้ ทั้งที่ไม่มีหนี้สินดังกล่าวอยู่จริงอันเป็นความเท็จ และไม่แสดงรายการทรัพย์สินซึ่งเป็นหุ้นและเงินที่ได้จากการขายหุ้น อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

 

องค์คณะฯ จึงมีมติเอกฉันท์พิพากษาว่าการกระทำเป็นความผิดตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 119 จำคุกกระทงละ 2เดือน รวม 6กระทง จำคุก 12เดือน พิเคราะห์แล้วเป็นเรื่องร้ายแรงองค์คณะผู้พิพากษาจึงมีมติเสียงข้างมาก ไม่รอการลงโทษ และห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ 5ตุลาคม2558 ซึ่งเป็นวันที่พ้นจากตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่อันเป็นตำแหน่งสุดท้าย

 

หลังฟังคำพิพากษา นางดวงสุดา โผเข้ากอดให้กำลังใจ ก่อนที่ นายเกษม จะถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

 

คลังยันใช้ม.61เก็บภาษีหุ้นชิน

 

ส่วนความคืบหน้าการเรียกเก็บภาษีเงินได้จาก นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯจากกรณีขายหุ้นบมจ.ชินคอร์ปอเรชั่น ให้บริษัท เทมาเส็ก โฮลดิ้งส์(พีทีอี) มูลค่าภาษีประมาณ 16,000ล้านบาท ที่จะหมดอายุความในวันที่ 31มีนาคมนั้น นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การเก็บภาษีหุ้นจาก นายทักษิณ กรมสรรพากรสามารถดำเนินการเรียกประเมินภาษีได้เลย ตามประมวลรัษฎากร มาตรา61 ไม่ต้องใช้อภินิหารกฎหมายอื่นแต่อย่างใด หลักการเบื้องต้น กรมสรรพากรต้องมีหน้าที่ประเมินภาษีได้ทันที และเมื่อประเมินแล้วอายุของคดีความก็ไม่มีผลแต่อย่างใด

 

“กฎหมายมีช่องทางให้ทำได้ผ่านมาตรา61 โดยกรมสรรพากรสามารถออกแบบประเมินภาษีได้เลย เมื่อประเมินได้ผลก็คือทุกอย่างจบ ส่วนหมายเรียกถือว่าได้ออกไปแล้ว แต่กระบวนการทั้งหมดเป็นหน้าที่กรมสรรพากรที่จะดำเนินการ ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบกรณีดังกล่าว ตรวจสอบไปแล้ว60-70% ‘นายสมชัย กล่าว

 

‘แก้วสรร’ขยายผลถึงลูกทักษิณ

 

ขณะที่นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยถึงการตรวจสอบภาษีหุ้นชินคอร์ปอันเป็นที่มาของการเรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้และนา.ส.พิณทองทา ชินวัตร ว่า เกิดจากคตส.พบว่า มีการขายหุ้น 329.2 ล้านหุ้น ที่ถือไว้ในนามบริษัทแอมเพิลริช ให้แก่กลุ่มทุนเทมาเส็คช่วงมกราคมปี2549 ซึ่งเป็นการขายทางอ้อม คือให้แอมเพิลริชขายให้ นายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ก่อนในราคาหุ้นละ 1 บาท แล้วจึงให้บุคคลทั้งสองขายต่อให้เทมาเส็คราคาหุ้นละ 49.25บาท เป็นเงิน 1.5หมื่นล้านบาท แล้วไม่เสียภาษี คตส.จึงเสนอให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีบุคคลทั้งสองคนละ 5.6พันล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้ข้อสรุปว่า กรมสรรพากรจะเก็บภาษีจาก นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ในฐานะที่เป็นตัวแทนทักษิณแล้ว

 

จี้เก็บ’โอ๊ค-เอม’อีก2.2หมื่นล้าน

 

‘มีอีกกรณีหนึ่งซึ่งอายุความจะหมดในเดือนมิถุนาย2560 คือ คดีที่คตส.ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ในฐานะที่เป็นกรรมการบริษัทแอมเพิลริช จำนวนกว่า 2.2หมื่นล้านบาท โดยมีทั้งเงินปันผลที่ได้รับทุกปี เงินได้จากการขายหุ้นช่วงเดือนมกราคม2549 ภาระปลอดหนี้ที่เจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ ตลอดจนการจำหน่ายกำไรไปยังต่างประเทศ ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรไปตีความว่า บริษัทแอมเพิลริชไม่ต้องเสียภาษี เพราะเป็นนิติบุคคลที่ไม่ต้องเสียภาษีในประเทศไทย ทั้ง ๆที่บริษัทแอมเพิลริชเป็นนิติบุคคลต่างประเทศที่มีกรรมการอยู่ในไทยและมีเงินได้อยู่ในไทย ดังนั้นหากรัฐบาลจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ต้องให้กระทรวงการคลังไปรื้อเรื่องนี้ขึ้นมาและเพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว จากนั้นก็ออกหมายเรียกเก็บภาษี นายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา รวมถึง นายทักษิณ ด้วย แม้จะขายบริษัทแอมเพิลริชไปแล้ว แต่กรรมการบริษัทในขณะเกิดเหตุหนีภาษีคือนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ที่ต้องรับผิดแทนบริษัทในหนี้ภาษี 2.2หมื่นล้าน”นายแก้วสรร กล่าว

 

ต้องเสียทั้งภาษีจริง-เบี้ยปรับ

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลตรวจสอบภาระภาษีของบริษัทแอมเพิลริชที่ คตส.ตรวจพบประกอบด้วย 1.การประกอบการของบริษัทแอมเพิลริช เป็นการประกอบการของบริษัทต่างประเทศที่เข้าหลักเกณฑ์เป็นการประกอบการในประเทศไทย ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเต็มอัตราตามกฎหมายไทย 2.จากปี2542-2547 มีเงินได้ต้องนำมาคำนวณเป็นภาษี ดังนี้ เงินค่าปันผลหุ้นชินคอร์ป2546-2548 จำนวน 1.77พันล้านบาท เงินรายได้จากการขายหุ้นปี2549 จำนวน 1.62หมื่นล้านบาท เงินได้เนื่องจากเจ้าหนี้ปลดหนี้ให้ 340ล้านบาท โดยเงินได้ทั้งหมดนี้บริษัทไม่เคยยื่นชำระภาษีเลย ต้องเสียทั้งภาษีจริงและเบี้ยปรับ สองเท่ารวมเป็นเนื้อภาษีทั้งสิ้น 2.2หมื่นล้านบาท

 

สตง.แจ้งเก็บภาษี60นักการเมือง

 

ด้านนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เปิดเผยผ่านสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ว่า สตง.ได้แจ้งไปยัง กรมสรรพากรให้เรียกเก็บภาษีจากนักการเมือง 60คน ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นางสาวยิ่งลักษณ ชินวัตร ทึ่เสียภาษีไม่ถูกต้องด้วย เนื่องจากบางคนมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเมื่อพ้นตำแหน่งรัฐมนตรี บางรายเพิ่มขึ้นนับพันล้านบาท บางรายซึ่งเป็นระดับนายกรัฐมนตรีมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเกือบ500ล้านบาท

 

“ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากรมาตรา39 อยู่ในบังคับต้องเสียภาษี แต่เมื่อ สตง.ตรวจแบบภ.ง.ด.แล้ว นักการเมืองส่วนใหญ่จะแจ้งรายการเสียภาษีเฉพาะเงินเดือนเท่านั้น ไม่ได้นำทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นมาเสียภาษี จึงเป็นการเสียภาษีที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนและถือเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน7ปี”นายพิศิษฐ์

 

เตรียมรายงานถึงนายกฯ-คลัง

 

ผู้ว่าฯ สตง.ยังระบุด้วยว่า แม้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเห็นว่านักการเมือง60คน มิได้ร่ำรวยผิดปกติก็เป็นเรื่องของการพิจารณาตามกฎหมายป.ป.ช.เป็นคนละส่วนกับการเสียภาษีซึ่งเป็นเรื่องกฎหมายภาษีอากรที่มีวัตถุประสงค์ให้จัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินหรือเงินได้ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าทรัพย์สินหรือเงินได้นั้นจะได้มาอย่างไร จะได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องเสียภาษี

 

“สตง.จะออกหนังสือแจ้งกำชับกรมสรรพากรอีกครั้ง ให้ดำเนินการจัดเก็บภาษีจากนักการเมืองทั้ง 60 คน และจะแจ้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้เข้ามาดูแลให้กรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่จัดเก็บภาษีให้ถูกต้องครบถ้วน เหมือนกับที่เคยขอให้เข้าดูแลการจัดเก็บภาษีจากนายทักษิณจนกรมสรรพากรยอมเก็บตามที่เป็นข่าวไปแล้ว” ผู้ว่าฯ สตง.ระบุ

 

สปท.สอบจริยธรรม’อนุสร’

 

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา เวลา13.00น.มีการประชุมคณะกรรมการจริยธรรม นัดแรก ซึ่งมี น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสปท.คนที่2 เป็นประธาน โดยที่ประชุมมีมติรับเรื่อง นายอนุสร จิรพงศ์ สมาชิก สปท.ที่ถูกแจ้งความฐานทำร้ายร่างกาย พนักงานร้านอาหารไว้พิจารณา แม้คดีจะยอมความแล้ว แต่ต้องตรวจสอบจริยธรรม โดยจะเชิญนายอนุสรมาชี้แจงในวันที่ 21มีนาคมนี้ พร้อมกับชี้ช่องว่าหากสปท.25 คน สามารถเข้าชื่อขับพ้นสมาชิกสปท.ได้หากเห็นว่าทำความเสื่อมเสียเกียรติ

 

เปิดคดีถอด’ปึ้ง’ให้พาสปอร์ตแม้ว

 

นอกจากนี้ ยังมีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศ กรณีการออกหนังสือเดินทางธรรมดาให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโดยมิชอบ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ส่งเรื่องให้สนช.ดำเนินการ ทั้งนี้นายสุรพงษ์ ได้ขออนุญาตนำเก้าอี้ส่วนตัวมานั่งในห้องประชุม โดยอ้างว่ามีอาการกล้ามเนื้อขาอ่อนแรง และต้องชี้แจงนานถึง 4 ชั่วโมง

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.สุภา ปิยะจิตติ คณะกรรมการ ปปช. ได้ย้ำถึงความผิดมูลความผิดทางอาญาฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และใช้อำนาจจนทำให้เกิดความเสียหาย รวมทั้งขัดต่อจริยธรรมข้าราชการการเมือง ขณะที่นายสุรพงษ์ อ้างว่าการออกหนังสือเดินทางให้ นายทักษิณ เป็นอำนาจปลัดกระทรวง หลังจากนี้ ที่ประชุมสนช.ได้ตั้งกรรมาธิการซักถาม 7คน ซักถามคู่กรณีทั้งสองฝ่ายให้มาตอบข้อสงสัยจากสมาชิก สนช.ในวันที่ 23มีนาคมนี้

 

 

ขอบคุณที่มา : แนวหน้าออนไลน์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License