ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "ใครโกงวัดพระธรรมกาย?" วันที่ 18 มี.ค. 60 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๑๔:๓๕ น.

     เมื่อ 2-3 ปีก่อนมีการเผยแพร่คลิปเกี่ยวกับกิจการของวัดพระธรรมกาย ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งมีการประมาณมูลค่าประมาณ 4 ล้านล้านบาท นับเป็นการเปิดเผยทรัพย์สินจำนวนมหาศาลต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก และสร้างความตื่นตะลึงให้แก่ผู้คนทั้งประเทศ 

     เพราะแทบไม่น่าเชื่อว่าวัด ๆ หนึ่งจะสามารถระดมเงินบริจาคมาสร้างทรัพย์สินได้มากมายขนาดนี้ จนเกิดความโน้มน้าวใจให้คนทั้งหลายเชื่อว่าการดำเนินการแบบนี้แหละที่จะทำให้วัดพระธรรมกายเป็นศูนย์กลางพุทธศาสนาของโลก 

     แต่ในขณะเดียวกันก็มีข่าวปรากฏอย่างต่อเนื่องว่า ทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายนั้นได้แบ่งถือกรรมสิทธิ์ในสองลักษณะ คือ ถือกรรมสิทธิ์ในนามของวัดพระธรรมกายอย่างหนึ่ง และถือกรรมสิทธิ์ในนามของมูลนิธิหลายมูลนิธิ รวมทั้งบริษัทห้างร้านอีกหลายแห่ง ซึ่งพูดกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นนอมินี่ของวัดพระธรรมกาย 

     เพราะข่าวคราวแบบนี้แหละจึงทำให้เกิดความสงสัยโดยทั่วไปว่า มีกระบวนการบางอย่างเกิดขึ้น ที่อาจต้องด้วยลักษณะการฟอกเงิน หรือการโอนย้ายยักยอกทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายไปเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล และเป็นจำนวนมหาศาลด้วย 

     ใครอย่าคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเคยเกิดขึ้นและจับได้มาแล้ว! นั่นคือการเอาเงินของวัดไปซื้อที่ดินแล้วใส่ชื่อนายไชยบูลย์ เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จนกระทั่งถูกดำเนินดดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์สินของวัด และสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้ทรงมีพระบัญชาว่าเป็นปาราชิกร้ายแรง ต้องจับสึกอย่างเด็ดขาดมาแล้ว 

     แต่เพราะมีขบวนการสมรู้ร่วมคิดปกป้องคุ้มครองกันไว้ จึงไม่มีการจับสึก และยังตั้งให้เป็นสมภารวัดพระธรรมกายอีก ซึ่งเป็นการทำผิดกฎหมาย เพราะผู้ต้องอาบัติปาราชิกแล้วขาดจากความเป็นภิกษุจะตั้งเป็นเจ้าอาวาสอีกไม่ได้ ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือเสนอแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพอีกด้วย เป็นการย่ำยีพระพุทธศาสนาและการบริหารกิจการคณะสงฆ์อย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ 

     ในที่สุดขบวนการอุ้มชูกันนี้ก็ได้สมรู้กันให้มีการคืนทรัพย์สินที่โกงไปกลับมาเป็นของวัด เฉพาะทรัพย์สินครั้งนั้นก็ร่วมพันล้านบาท 

     ในปัจจุบันนี้ในช่วงที่ดีเอสไอเข้าทำการตรวจค้นอาณาจักรวัดพระธรรมกาย ก็มีข่าวปรากฏว่าที่ดินอันเป็นที่ตั้งวัดมีเนื้อที่ประมาณ 200 ไร่ นอกนั้นอีกประมาณ 1,800 ไร่ เป็นชื่อของมูลนิธิและบุคคลอื่น และมีข่าวคราวปรากฏด้วยว่าที่ตั้งวัดสาขาหรือสำนักสงฆ์หรือศาสนสถานต่าง ๆ ในประเทศจำนวนมากก็ใส่ชื่อนอมินี่อื่นถือครองไว้ แม้ทรัพย์สินในต่างประเทศก็ใส่ชื่อนอมินี่ถือแทนไว้เป็นส่วนใหญ่ 

     กระทั่งทรัพย์สินบางรายการซึ่งเป็นศาสนสถานของวัดและลงทุนก่อสร้างเป็นเงินหลายพันล้านบาทด้วยเงินบริจาคของประชาชน และยังผสมด้วยเงินที่อดีตมัคนายกคนหนึ่งฉ้อโกงมาจากสหกรณ์แห่งหนึ่ง ก็มีการยักย้ายถ่ายเทในขณะที่กำลังมีการดำเนินคดีฉ้อโกงประชาชน และบังอาจมากถึงกับโอนไปใส่ชื่อลูกของเจ้าสัวคนหนึ่งซึ่งเป็นสาวกคนสำคัญ 

     เป็นพฤติกรรมที่ส่อว่าจะเป็นการฟอกเงิน หรือโกงเจ้าหนี้ หรือยักยอกจัดการทรัพย์สินของวัดให้เสียหาย ซึ่งล้วนเป็นความผิดอาญาร้ายแรงทั้งสิ้น 

     จากเบาะแสและข่าวคราวที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ผู้คนทั้งหลายเกิดความสงสัยว่าทรัพย์สินของวัดพระธรรมกายที่ได้มาด้วยศรัทธาบริจาคของพุทธศาสนิกชนจำนวนมหาศาล ส่วนหนึ่งถือกรรมสิทธิ์ในนามของวัดซึ่งปลอดภัยจากการฉ้อโกง เพราะโอนไม่ได้ ยกเว้นเฉพาะที่เป็นตัวเงินหรือสังหาริมทรัพย์แล้ว ทรัพย์สินส่วนใหญ่มีความเสี่ยงที่จะถูกฉ้อฉล ฉ้อโกง หรือยักย้ายถ่ายเทโอนไปให้แก่บุคคลอื่น ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมาย 

     จึงเป็นหน้าที่ของผู้รับผิดชอบและผู้ที่มีจิตศรัทธาบริจาคให้แก่วัดพระธรรมกายที่จะต้องติดตามเอาคืนหรือดำเนินการให้วัดพระธรรมกายได้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมดนี้อย่างสมบูรณ์ต่อไป 

     วัดในพระพุทธศาสนาเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ที่อสังหาริมทรัพย์ของวัดโดยเฉพาะที่ดินใครจะครอบครองหรือรับโอนไปไม่ได้ ยกเว้นก็แต่โดยอำนาจแห่งกฎหมายที่จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติ ทรัพย์สินส่วนนี้จึงมีความปลอดภัย 

     วัดพระธรรมกายเป็นนิติบุคคลประเภทวัดวาอารามในพระพุทธศาสนา มีเจ้าอาวาสเป็นผู้มีอำนาจทำการแทนวัด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการบริหารจัดการทรัพย์สินให้เป็นไปโดยถูกต้องครบถ้วนและเป็นประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา 

     ณ บัดนี้วัดพระธรรมกายไม่มีเจ้าอาวาส จึงมีแต่ใครก็ไม่รู้ที่แอบอ้างวัดและจัดการทรัพย์สินของวัดอยู่ ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่สุดที่คณะสงฆ์และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติต้องดำเนินการโดยพลันคือการแต่งตั้งเจ้าอาวาสที่ถูกต้องขึ้น เพื่อไม่ให้คนนอกอำนาจยึดครองทรัพย์สินหรือจัดการวัดโดยผิดกฎหมายต่อไป 

     ลำดับแต่นั้นก็คือการสำรวจตรวจสอบทรัพย์สินของวัดพระธรรมกาย ทั้งส่วนที่เป็นอสังหาริมทรัพย์และส่วนที่เป็นสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ แม้กระทั่งตราสารหนี้และหุ้นต่าง ๆ ซึ่งมีจำนวนหลายแสนล้านบาท เพื่อติดตามเอาคืนจากบรรดาผู้ถือกรรมสิทธิ์แทนมาเป็นกรรมสิทธิ์ของวัด เพราะยิ่งปล่อยนานช้าไปเท่าใด โอกาสที่จะถูกโกงถูกฉ้อฉลแก่วัดก็จะมีมากขึ้นเท่านั้น 

     กรณีนี้นับว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง และเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของพระพุทธศาสนา ของวัด และของประชาชนผู้มีจิตศรัทธา แม้จำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อยึดหรืออายัดทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านั้นไว้ ก็จำเป็นและคุ้มค่ายิ่งนัก.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License