ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
มหากาพย์ทวงภาษีหุ้นชินคอร์ป 'สมจิตต์'แฉต้นเหตุปัญหาเรื้อรัง พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวเด่น
เขียนโดย แนวหน้าออนไลน์   
วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๔๒ น.

16 มี.ค.60 สมจิตต์ นวเครือสุนทร สื่อมวลชนชื่อดัง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊คส่วนตัว 'สมจิตต์ นวเครือสุนทร' เรียบเรียงข้อมูล กรณี 'ภาษีหุ้นชินคอร์ป' ที่ยืดเยื้อมากว่า 10 ปี

สมจิตต์ ได้ไล่เรียงการดำเนินเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนถึงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดย สมจิตต์ ระบุว่า จุดพลิกผันของการทวงภาษีดังกล่าว เกิดจากภายใต้ผู้นำประเทศชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

นั่งทำซะปวดหลังเลย ยาวหน่อยแต่อ่านเถอะนะ (ภาพจากอินเทอร์เน็ต)

ปมภาษีหุ้นชินคอร์ปพลิกเก็บไม่ได้ตั้งแต่ยุคยิ่งลักษณ์ !!!!

กรณีภาษีหุ้นชินคอร์ปเกิดจากการขายหุ้นของตระกูลชินวัตรที่เป็นเจ้าของกิจการ ให้กับกองทุนเทมาเส็ก เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 ยุคที่นายทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี มูลค่าราว 7.3 หมื่นล้านบาท โดยไม่เสียภาษีซึ่งในขณะนั้นให้เหตุผลไว้ว่า ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายเพราะเป็นการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์

ต่อมา คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีการตั้งอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กับบริษัทแอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด กระทั่งมีมติวันที่ 23 เมษายน 2550 ให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีบริษัท แอมเพิลริช เนื่องจาก บริษัทแอมเพิล ริช ต้องเสียภาษีในฐานะเป็นการประกอบกิจการในประเทศไทย ทั้งเงินปันผล เงินได้จากการขายหุ้น และการจำหน่ายกำไรไปต่างประเทศ และภาระปลอดหนี้

คตส.จึงเห็นควร เรียกเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลจากบริษัท แอมเพิล ริช หรือกรรมการบริษัท แอมเพิล ริช ในขณะเกิดหนี้ภาษี คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ในฐานะเป็นกรรมการบริษัท โดยสรุปภาษีที่แอมเพิลริชต้องรับผิดชอบจำนวน 20,879 บาทแบ่งเป็นภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ คือ เงินปันผล เงินขายหุ้นชินคอร์ป ภาระปลอดหนี้ 2542 – 2549 ฯลฯ ซึ่งในขณะนั้นคตส.แยกแยะไว้อย่างละเอียดว่าภาระภาษีที่แอมเพิลริชต้องจ่ายในแต่ละส่วนเป็นจำนวนเท่าใด

5 รัฐบาลกับมหากาพย์ตามทวงภาษีหุ้นชินคอร์ป

รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์

หลังคตส.มีมติส่งให้กรมสรรพากรเป็นช่วงที่อยู่ในระหว่างการบริหารประเทศของพล.อ.สุรยุทธ์ มีนายฉลองภพ สุสังกรกาญจน์ เป็นรมว.คลัง ส่วนอธิบดีกรมสรรพากร ชื่อ ศานิต ร่างน้อย

30 สิงหาคม 2550 กรมสรรพากร ประเมินภาษีพร้อมเบี้ยปรับจากกรณีพิณทองทา –พานทองแท้ ชินวัตร ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากแอมเพิลริชจำนวน 329.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท (นอกตลาดหลักทรัพย์) ถือเป็นเงินได้พึงประเมินภาษี 2549 จำนวน 11,300 ล้านบาท แต่บุคคลทั้งสองยื่นคำฟ้องต่อศาลภาษีขอให้เพิกถอนการประเมินภาษีดังกล่าว คดีจึงค้างอยู่การจัดเก็บภาษียังดำเนินการไม่ได้

กรมสรรพากรในขณะนั้นมีคำสั่งรวม 15 ฉบับยึดอายัดทรัพย์สินของพานทองแท้ ต่อมาพานทองแท้ไปร้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนคำสั่งกรมสรรพากรทั้งหมด เนื่องจากเห็นว่าคำสั่งอายัดทรัพย์สินเป็นมาตรการบังคับทางปกครองที่มาจากการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (คดีค้างอยู่ไม่มีการตัดสินในรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์)

รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช เข้ารับตำแหน่ง 6 ก.พ.51 – 18 กันยายน 2551

ขณะนั้นมีนายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นรมว.คลังมีอธิบดีกรมสรรพากรสองคน คือ นายศานิต ร่างน้อย ดำรงตำแหน่งถึงกันยายน 2551 เกษียณอายุราชการ มีนายวินัย วิทวัสการเวชเข้ามารับตำแหน่งต่อ โดยมีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ปอีกครั้ง (ศานิต ร่างน้อย เป็นอธิบดีกรมสรรพากร)

22 สิงหาคม 2551 กรมสรรพากรออกคำสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ นำส่งเงินอายัดของพิณทองทาและพานทองแท้ เพื่อชำระหนี้ภาษีอากรแก่กรมสรรพากร แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ เห็นว่ากรมสรรพากรไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมีคำสั่งอายัดของคตส.ค้างอยู่ถือว่าเป็นการออกคำสั่งที่ซ้ำซ้อนและมีความขัดแย้งกับคำสั่งอายัดของคตส. จึงไปยื่นต่อศาลปกครองขอให้เพิกคำสั่งกรมสรรพากร (คดีค้างอยู่ยังไม่มีการตัดสิน)

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับตำแหน่ง 20 ธันวาคม 51-9 สิงหาคม 54

ขณะนั้นมีนายกรณ์ จาติกวณิช เป็นรมว.คลัง มีอธิบดีกรมสรรพากรสองคน คือ นายวินัย วิวัทการเวช พ้นตำแหน่งก.ย.2553 นายสาธิต รังคสิริ เข้ารับตำแหน่ง ต.ค.2553-ก.ย.2556 มีการดำเนินการเกี่ยวกับการเก็บภาษีดังกล่าว ดังนี้

22 กันยายน 2552 คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (สำนักงานสรรพากรภาค 3 ) มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามที่พานทองแท้ – พิณทองทาร้อง ยืนยันว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ให้ลดค่าปรับลง คงเรียกเก็บร้อยละ 50 ของเบี้ยปรับตามกฎหมาย

11 ธันวาคม 2552 พานทองแท้-พิณทองทา ยื่นฟ้องกรมสรรพากรเป็นจำเลยต่อศาภาษีอากรกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 266-267/2552 (วินัย วิทวัสการเวช เป็นอธิบดีกรมสรรพากร)

คดีความที่คาราคาซังมาตั้งแต่ปี 2550 เริ่มทยอยมีคำตัดสิน ดังนี้

2 เมษายน 2552 ตุลาการศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนไม่รับฟ้องคดีที่พานทองแท้ ฟ้องให้เพิกถอน 15 คำสั่งกรมสรรพากร ยึดทรัพย์เพื่อชำระภาษี

30 กันยายน 2552 ศาลปกครองมีคำสั่งให้กรมสรรพากรเพิกถอนคำสั่งอายัดเงินในบัญชีและให้ธนาคารนำส่งเงินในบัญชีเงินฝากของพานทองแท้และพิณทองทา ตามที่ธนาคารไทยพาณิชย์ยื่นฟ้อง แต่ให้ธนาคารอายัดทรัพย์ต่อตามคำสั่งของคตส.ที่เกิดขึ้นก่อน และเห็นว่าทั้งคตส.และกรมสรรพากร มีวัตถุประสงค์เดียวกันที่จะอายัดทรัพย์จากบุคคลทั้งสองเพื่อส่งคืนเป็นเงินแผ่นดิน

26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายึดทรัพย์ทักษิณจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท พร้อมกับชี้ว่าทักษิณ คือ เจ้าของหุ้นชินคอร์ปตัวจริง

29 ธันวาคม 2553 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งให้กรมสรรพากรงดเก็บภาษีซื้อขายหุ้นชินคอร์ปของพิณทองทากับพานทองแท้จากแอมเพิลริช นอกตลาดหลักทรัพย์ เนื่องจากศาลฎีกาฯพิพากษาแล้วว่า เจ้าของหุ้นตัวจริงคือทักษิณ

การดำเนินการของกรมสรรพากรหลังศาลภาษีมีคำตัดสิน

สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด แจ้งผลคดีไปยังสำนักงานสรรพากร ภาค 3 ว่า คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางชอบด้วยเหตุผลทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้ว ไม่ควรอุทธรณ์ (นายประศาสน์ชัย ตัณฑพานิช เป็นอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีภาษีอากรขณะนั้น)

16 มีนาคม 2554 สำนักงานสรรพากรภาค 3 รายงานกรมสรรพากร ว่า เห็นพ้องด้วยกับสำนักงานคดีอาภาษีอากร ไม่ควรอุทธรณ์ (นายสุทธิชัย สังขมณี เป็นสรรพากรภาค 3)

17 มีนาคม 2554 กรมสรรพากรมีหนังสือรายงานกระทรวงการคลัง พิจารณาไม่ควรอุทธรณ์คดี

25 มีนาคม 2554 กระทรวงการคลังมีหนังสือถึงกรมสรรพากรให้ตรวจสอบว่า หุ้นที่ประเมินจากพานทองแท้และพิณทองทา เป็นส่วนหนึ่งของหุ้นที่ศาลฎีกาฯพิพากษาว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทักษิณและคุณหญิงพจมานใช่หรือไม่ หากใช่บุคคลทั้งสองก็ไม่ใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงและมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมิน การอุทธรณ์คดีต่อไป โอกาสที่ทางราชการจะชนะคดีเป็นไปได้ยาก เห็นสมควรพิจารณาไม่อุทธรณ์คดี (นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มงานกิจการด้านรายจ่ายและหนี้สิน)

18 เมษายน 2554 กรมสรรพากรรายงานผลการตรวจสอบให้กระทรวงการคลังทราบว่า หุ้นของพิณทองทากับพานทองแท้ เป็นส่วนหนึ่งที่ศาลฎีกาฯพิพากษาว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทักษิณและคุณหญิงพจมาน (นายสาธิต รังคสิริ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร)

2 พฤษภาคม 2554 กระทรวงการคลังมีหนังสือรับทราบการไม่อุทธรณ์คดี และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง (นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน)

รัฐบาลยิ่งลักษณ์รับตำแหน่ง 9 สิงหาคม 54 - 22 พฤษภาคม 57

กรมสรรพากรพลิกคืนเงินอายัดให้โอ๊ค-เอม ไม่เก็บภาษีทักษิณ มีธีรชัย ภูนาถนรานุบาล เป็นรมว.คลังตั้งแต่ 9 สิงหาคมถึง 18 มกราคม 2555 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รับตำแหน่ง 18 มกราคม 2555-7 พฤษภาคม 2557 มีนายสาธิต รังคสิริ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร ถึง ก.ย.2556 นายสุทธิชัย สังมณี รับตำแหน่ง ต.ค.2556-มิ.ย.2557

8 สิงหาคม 2554 นางจิตรมณี สุวรรณพูล รองอธิบดีกรมสรรพากร ในฐานะโฆษกกรมสรรพากร ระบุว่า กรมสรรพากรคืนเงินสด 200 ล้านบาทและทรัพย์สินที่เป็นที่ดินและหลักทรัพย์อีก 1 พันล้านบาทที่เคยอายัดไว้คืนให้พานทองแท้-พิณทองทาแล้ว ส่วนการเก็บภาษีจากทักษิณและคุณหญิงพจมานอยู่ในระหว่างดูรายละเอียดว่าจะเก็บได้หรือไม่

22 กุมภาพันธ์ 2555 นางเสาวนีย์ กมลบุตร ในฐานะประธานคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้วินิจฉัยกรณีการจัดเก็บภาษีจากการซื้อ-ขายหุ้นชินคอร์ปฯ มีความเห็นตามคำพิพากษาของศาลว่าหุ้นเป็นของทักษิณ แต่ไม่วินิจฉัยกรณีกรมสรรพากรถามว่าประเมินภาษีกับทักษิณได้หรือไม่ เพราะเป็นหน้าที่อธิบดีกรมสรรพากรต้องวินิจฉัย

ด้านนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ระบุ ไม่เก็บภาษีทักษิณ เพราะเป็นการขายหุ้นชินคอร์ปให้กับเทมาเสกผ่านตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวงฉบับที่ 126 เรื่องภาษีหุ้นชินคอร์ปจบแล้ว กรมสรรพากรจะไม่มีการประเมินภาษีคนในตระกูลชินวัตรอีก

2 มีนาคม 2555 สำนักงานตรวจสอบภาษีกลาง รายงานอธิบดีกรมสรรพากรที่สั่งให้ยุติเรื่องเนื่องจากหุ้นเป็นของทักษิณและตลาดหลักทรัพย์มีหนังสือยืนยันว่าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามข้อ 2 (23)ของกฎกระทรวงฉบับที่ 126

รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 30 สิงหาคม 2557 ถึงปัจจุบัน

มีนายสมหมาย ภาษี เป็นรมว.คลัง 31 ส.ค.2557- 20 ส.ค.2558 นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รับตำแหน่ง 20 สิงหาคมถึงปัจจุบัน มีนายประสงค์ พูนเนศ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร รับตำแหน่งตั้งแต่ มิ.ย.2557 ถึงปัจจุบัน

การเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป

เริ่มจากสตง.มีหนังสือถึงกรมสรรพากรให้เก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป

11 ส.ค.2559 ประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศรา ว่า ไม่เก็บภาษีทักษิณ เพราะเงินภาษีรวมอยู่ในเงินก้อน 4.6 หมื่นล้านที่ศาลฎีกฯพิพากษายึดทรัพย์แล้ว เงินตกเป็นของหลวงแล้ว ไม่รู้จะเอาเงินอะไรกับใครอีก

5 ก.ย.2559 พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่า สตง. ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวอิศราว่าเตรียมเสนอให้รมว.คลังใช้อำนาจตามกฎหมายสั่งให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีพานทองแท้ พิณทองทา แนวทางกฎหมายที่ สตง. จะนำมาใช้ในกรณีนี้ คือ การเสนอให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร โดยให้ขยายกำหนดเวลาการออกหมายเรียกตรวจสอบการเสียภาษีออกไปเกิน 5 ปี คือตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 จนถึงวัน เดือน ปี ใด ๆ ณ ปัจจุบัน เพื่อให้กรมสรรพากรออกหมายเรียกตรวจสอบและทำการประเมินภาษีภายในวันที่ 31 มีนาคม 2560 ได้

"สตง.เห็นว่า รมว.คลัง มีอำนาจที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร มาดำเนินการในเรื่องนี้ได้ ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้ อธิบดีกรมสรรพากร ชี้แจงว่า ไม่อาจจะเรียกเก็บภาษีได้เพราะไม่ใช่เงินของคนทั้งสอง แต่เป็นเงินของอดีตนายกทักษิณที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา ยึดทรัพย์ไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท เมื่อปี 2553 นั้น สตง. ไม่เห็นด้วย และไม่ถูกต้อง เพราะมองว่าเป็นเรื่องคนละส่วนกัน"

7 มีนาคม 2560 คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรมีนายประภาส คงเอียด เป็นประธาน มีมติไม่ขยายเวลาออกหมายเรียกเก็บภาษีทักษิณ ตามที่สตง.เสนอเนื่องจากเลยเวลา 5 ปีไปแล้ว จะใช้มาตรา 3 อัฏฐ มาขยายเวลาตามที่สตง.เสนอไม่ได้ เพราะมาตราดังกล่าวต้องใช้ขยายเวลาเพื่อเป็นคุณแก่ผู้เสียภาษี ไม่สามารถให้โทษกับผู้เสียภาษีได้

"ส่วนการเรียกเก็บภาษีจากหุ้นชินฯ เป็นเรื่องของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ โดยต้องดูว่าการจัดเก็บภาษีมีความชัดเจนหรือไม่ และผลที่ประชุมวันนี้ ไม่ส่งผลโดยตรงต่อการจัดเก็บภาษีหุ้นชินฯ เนื่องจากการประเมินเสียภาษีหุ้นของนายทักษิณยังไม่มีองค์กรตัดสินชัดเจนว่าควรเสียภาษีหรือไม่ เนื่องจากยังไม่มีข้อสรุปว่าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯซึ่งได้รับการยกเว้นภาษี หรือเป็นการซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ"

10 มีนาคม 2560 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ประชุมหารือร่วมกับตัวแทนสตง.และกรมสรรพากร หาทางออกกรณีเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป ทั้งสองหน่วยงานยังคงเห็นไม่ตรงกันทำให้ไร้ข้อสรุป

14 มีนาคม 2560 ผู้ว่าสตง.ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ เตรียมเอาผิดมาตรา 157 กับกรมสรรพากร หากไม่จัดเก็บภาษีหุ้นชินคอร์ป

14 มีนาคม 2560 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุ ให้กรมสรรพากรเดินหน้าเก็บภาษีทักษิณ ขายหุ้นชินคอร์ป หากมีข้อโต้แย้งให้ไปจบที่ศาลเพื่อจะได้เป็นบรรทัดฐาน

เหลืออีก 17 วัน จะหมดอายุความวันที่ 31 มีนาคม 2560 คุณคิดว่าใครต้องรับผิดชอบกับภาษีที่สูญไป 1.2 หมื่นล้าน
 
 
ขอบคุณที่มา : แนวหน้าออนไลน์ 
 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License