ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
อยากให้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
รอกำหนดโทษ2ปีปีนสภาฯ สุภิญญายุติบทบาทกสทช. พิมพ์ อีเมล
ข่าว - ข่าวประชาสัมพันธ์
วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๙:๓๒ น.

ศาลฎีกาพลิก คดี “จอน อึ๊งภากรณ์” นำทีมม็อบพันธมิตรฯ บุกรัฐสภาต้านกฎหมาย 11 ฉบับ ยืนตามศาลชั้นต้น จำคุกพร้อมปรับ แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี “สุภิญญา” สะเทือน ทวีตขอพักงาน กสทช. เหตุเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ “ฐากร” ลั่นไม่กระทบภารกิจ

 

 เมื่อวันพุธ ที่ห้องพิจารณา 710 ศาลอาญา องค์คณะผู้พิพากษาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำที่ อ.4383/2553 หรือคดีบุกรัฐสภา ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์), นายสาวิทย์ แก้วหวาน แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2, นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรฯ รุ่นที่ 2 และอดีตประธานสหภาพแรงงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.), นายพิชิต ไชยมงคล, นายอนิรุทธ์ ขาวสนิท, นายนัสเซอร์ ยีหมะ, นายอำนาจ พละมี, นายไพโรจน์ พลเพชร กรรมการปฏิรูปกฎหมาย, น.ส.สารี อ๋องสมหวัง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-10 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันทำให้ปรากฏด้วยวาจา อันมิใช่กระทำในความหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แสดงความคิดเห็นโดยปกติเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 116, 215, 362, 364 และ 365

 

คดีนี้อัยการโจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 30 ธ.ค.2553 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.2550 จำเลยกับพวกหลายร้อยคนได้มั่วสุมบริเวณ ถ.อู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา จำเลยในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการกลุ่มแนวร่วมภาคประชาชน ได้ใช้รถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงมาจอดปิดทางเข้า-ออกรัฐสภา ใช้โซ่ล่ามประตูเข้า-ออกไม่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เข้าไปในที่ทำการรัฐสภา ทั้งยังได้ยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภา เพื่อขัดขวางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ให้พิจารณาร่างกฎหมาย 11 ฉบับ ต่อมาจำเลยกับพวกหลายร้อยคนได้บุกอาคารรัฐสภา ใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจนบาดเจ็บ จากนั้นได้เข้าไปชุมนุมที่อาคาร 1 ชั้น 2 ที่ใช้เป็นที่ประชุม สนช. แล้วได้ร่วมกันพูดและส่งเสียงกดดันจนสมาชิกรัฐสภาต้องเลิกการประชุม สนช.

 

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2556 ลงโทษจำเลยที่ 1-4 และ 7-8 จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 9,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5-6 และ 9-10 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 9,000 บาท แต่คำให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลย 1-4 และ 7-8 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5- 6 และ 9-10 จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดเคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาจำเลยทั้งสิบไว้คนละ 2 ปี ต่อมาจำเลยทั้งสิบยื่นอุทธรณ์ ซึ่งศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง เนื่องจากจำเลยมีเจตนาคัดค้านว่าไม่ควรเร่งรีบออกกฎหมายที่สำคัญ การเข้าไปในรัฐสภาไม่ได้เข้าไปครอบครองอสังหาริมทรัพย์ เป็นการแสดงจุดยืนยื่นข้อคัดค้านโดยสงบปราศจากอาวุธ

 

ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นฎีกา โดยจำเลยทั้ง 10 คนได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาท่ามกลางคนใกล้ชิดและประชาชนจำนวนมากเดินทางมาให้กำลังใจเต็มห้องพิจารณาคดี

 

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมแล้วพิเคราะห์ว่า จำเลยทั้งสิบและกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันช่วงเช้ามืดที่ถนนอู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา มีการปราศรัยปลุกเร้าผู้ชุมนุมไม่ต้องการให้ สนช.ผ่านร่างกฎหมาย ผู้ชุมนุมได้ใช้โซ่ล็อกประตูรัฐสภาจากด้านนอก ใช้เหล็กครอบปลายแหลมของรั้วรัฐสภา และใช้บันไดพาดรั้วปีนเข้าไปภายใน แสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมการเข้าไปในรัฐสภาตั้งแต่ต้น แม้รัฐธรรมนูญจะรับรองสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมอย่างสงบ แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิของบุคคลอื่น การที่ผู้ชุมนุมปีนเข้าไปในรัฐสภาซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน และต้องปฏิบัติตามระเบียบรักษาความปลอดภัยของรัฐสภา การที่เจ้าหน้าที่ปิดประตูรั้วรัฐสภาตั้งแต่ต้นเป็นการย้ำว่าไม่ให้มีการเข้าไปด้านในรัฐสภา

 

ทั้งนี้ ไม่ปรากฏว่ามีจำเลยคนใดห้ามปรามไม่ให้มีผู้ชุมนุมเข้าไปด้านใน รวมถึงจำเลยบางรายยังปีนรั้วตามเข้าไปด้วย และมีการผลักประตูกระจกเข้าไปยังห้องโถงของอาคารรัฐสภา ถือได้ว่ามีเจตนาเข้าไปรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยปกติสุข ไม่มีเหตุอันควร การคัดค้านการออกกฎหมายสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปภายในอาคารรัฐสภา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย จึงพิพากษากลับว่าการกระทำของจำเลยทั้งสิบเป็นความผิดตามศาลชั้นต้น แต่เมื่อพิจารณาจากการที่จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุก อายุ อาชีพ การศึกษา เหตุผลและวัตถุประสงค์แล้ว เห็นว่าเป็นพฤติการณ์ไม่ร้ายแรง จึงให้รอการกำหนดโทษคนละ 2 ปี

 

ต่อมานายจอนให้สัมภาษณ์หลังรับทราบคำพิพากษาว่า ในนามของจำเลยทั้งสิบขอขอบคุณทนายความที่ทำงานหนักโดยไม่รับผลประโยชน์อะไรตอบแทน ซึ่งเราทำเพื่อประโยชน์ชาติ ทำด้วยเจตนาที่อยากเห็นความยุติธรรมในบ้านเมือง ไม่อยากเห็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งรีบออกกฎหมายลิดรอนเสรีภาพ ให้รอสภาที่มาจากการเลือกตั้งพิจารณาแทน เพราะกฎหมายดังกล่าวกระทบสิทธิมนุษยชนและสิทธิเสรีภาพเป็นวงกว้าง และส่วนตัวเห็นว่า สนช.ชุดนั้นก็ไม่ต่างจาก สนช.ปัจจุบัน แต่เราก็มีคดีแล้วไม่สามารถทำซ้ำกับที่ผ่านมาได้ การต่อสู้ในปัจจุบันจึงมีประชาชนคนรุ่นใหม่ต่อสู้อยู่

 

ด้าน น.ส.สุภิญญากล่าวถึงผลกระทบการทำหน้าที่ กสทช.หรือไม่ว่า เป็นเรื่องที่ตอบยาก ต้องหารือกับทนายความและศึกษาความชัดเจนอีกครั้ง และส่งรายงานผลไปยัง กสทช.ให้ตีความ เพราะเป็นการรอการกำหนดโทษ

 

ต่อมา น.ส.สุภิญญาได้ทวีตข้อความบนทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ขอยุติการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้สำนักงานสบายใจ ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนอีก คือไม่ได้ทำงานแล้ว แต่ยังขอเวลาเก็บของ ทั้งนี้ ระหว่างนี้ยังจะได้เข้ามาเก็บข้าวของ เคลียร์เอกสารต่างๆ โดยจะเข้าสำนักงานจนกว่าจะส่งกุญแจห้องทำงานคืนให้สำนักงานเป็นการยุติถาวร

 

ทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 มาตรา 6 (7) บัญญัติว่า คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ จะต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดใด เว้นแต่เป็นความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท

 

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า น.ส.สุภิญญาได้โทรศัพท์แจ้งเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งก็ได้ให้กำลังใจไป และจะนำเข้าที่ประชุม กสทช.เพื่อให้กรรมการได้หารือกัน แต่เชื่อว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น กสทช.ก็ไม่มีทางตัน หาก น.ส.สุภิญญาต้องออกจากตำแหน่งกรรมการของกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) จริง ที่ประชุมของ กสท.ก็ยังคงมีกรรมการอยู่อีก 3 คน ซึ่งตามที่กฎหมายกำหนดแล้วนั้น การลงมติต่างๆ ยังคงสามารถทำได้ตามปกติ หรือหากไม่สามารถตัดสินหรือลงมติได้จริง ก็ยังคงมีที่ประชุมกรรมการ กสทช.ที่ลงมติต่างๆ ได้.

 

 

ขอบคุณที่มา : ไทยโพสต์ 

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License