ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ท่านอยากได้รัฐบาลแบบไหน?
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
บทความใน นสพ.แนวหน้า เรื่อง "วิกฤตสินค้าเกษตร!" วันที่ 9 ม.ค.61 พิมพ์ อีเมล
บทความ - บทความพิเศษ
เขียนโดย สิริอัญญา   
วันจันทร์ที่ ๐๘ มกราคม ๒๕๖๑ เวลา ๑๖:๔๐ น.

     ในขณะที่พวกหนึ่งคุยโวโอ้อวดว่าเศรษฐกิจดี เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจต่าง ๆ อ้างว่าดี แต่อีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของแผ่นดินกลับร้องโหวกเหวกโวยวายดังลั่นว่าเศรษฐกิจพังหมดแล้ว คนยากคนจนหมดทางหากินแล้ว รายได้ไม่พอรายจ่ายแล้ว ราคาสินค้าเกษตรทั้งหมดตกต่ำจนขาดทุนย่อยยับป่นปี้ 

     และยิ่งนับวันเสียงของคนสองพวกนี้ก็สวนทางกันอยู่อย่างนี้รุนแรงมากขึ้นทุกที จนทำให้คำกล่าวที่ว่า “กองหนุนหมดแล้ว” กึกก้องกังวานไปทั่วประเทศ เพราะสอดคล้องต้องใจตรงกับความรู้สึกคนส่วนใหญ่ของประเทศที่รู้สึกว่าถึงจะทุกข์เข็ญปานใด จะร้องบอกอย่างไรก็หามีใครฟังไม่ 

     คนที่มีอำนาจในบ้านเมืองจะพูดไปในทำนองเสียงเดียวกันกับพวกที่ว่าเศรษฐกิจดี ตัวเลขเศรษฐกิจดี และคงเป็นไปอย่างนี้จนกว่าความทุกข์ยากของคนส่วนใหญ่ไปถึงจุดหนึ่งที่ทนไม่ไหวก็คงจะได้เห็นผลออกมาว่าเป็นอย่างไร 

     และที่น่าตกใจอย่างยิ่งก็คือ การนำเสนอผลวิจัยตัวเลขทรัพย์สินและความมั่งคั่งของผู้คนว่ามีคนเพียงประมาณ 5% ที่ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งถึง 98% ของประเทศไทย ในขณะที่คน 95% ของประเทศไทยมีทรัพย์สินเพียง 2% เท่านั้น หรือว่านี่คือบทพิสูจน์ของเสียงที่แตกต่างกันสองจำพวกดังกล่าว 

     นั่นคือเสียงของคนที่บอกว่าเศรษฐกิจดี คือเสียงของคนที่ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่ง 98% ของประเทศ และเสียงของคนทุกข์ทรมานที่บอกว่าเศรษฐกิจแย่จนไม่มีจะกินกันแล้วซึ่งเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่ถือครองทรัพย์สินและความมั่งคั่งเพียง 2% เท่านั้น 

     แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครเถียงได้ก็คือ ราคาสินค้าภาคเกษตรทุกรายการตกต่ำลงโดยลำดับ และจะยังคงตกต่ำไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ไม่มีการแก้ไขหรือไม่มีสติปัญญาที่จะแก้ไข และถึงวันนี้ก็ไม่มีใครได้ยินว่ามีมาตรการที่ดีอะไรบ้างที่จะแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้ 

     ต้องไม่ลืมว่าคนไทยกว่า 30 ล้านคนอยู่ในภาคเกษตร ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่ราคาสินค้าภาคเกษตรตกต่ำไม่ได้ราคาก็ย่อมทำให้ประชาชน 30 ล้านคนนี้เดือดร้อน และความเดือดร้อนของคน 30 ล้านคนนี่แหละย่อมมีผลกระทบไปถึงรายได้ของคนอีก 30 ล้านคน หรือมากกว่านั้น จึงทำให้ความเดือดร้อนทุกข์ยากแผ่ขยายไปเป็นวงกว้าง 

     ถึงวันนี้ข่าวคราวที่ปรากฏก็ได้ยินแต่ว่า เมื่อข้าวราคาตกก็จะมีการจ้างให้เลิกปลูกข้าวโดยให้ค่าตอบแทนเป็นเงินต่อไร่ เมื่อยางราคาตกก็จ้างให้งดการกรีดยาง โดยจ่ายค่าจ้างในการงดกรีดยางเป็นเงินต่อไร่เช่นเดียวกัน 

     หรือแม้กระทั่งชาวประมงจับปลาไม่ได้ก็จะมีมาตรการซื้อเรือของชาวประมงเพื่อจะได้บรรเทาความเดือดร้อนจากการจับปลาไม่ได้ 

     หรือเมื่อประชาชนยากจนมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายก็ออกบัตรคนจนให้เป็นประกาศนียบัตรที่แสดงตนว่าเป็นคนจน ซึ่งขณะนี้ก็มีจำนวนคนจนที่ประกาศตนแล้วและถือบัตรแล้วประมาณ 12 ล้านคน จากนั้นก็จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือน ๆ ละ 500 บาท แต่จะไม่ได้รับตัวเงินเพราะมีมาตรการกำหนดว่าต้องเอาบัตรนั้นไปซื้อสินค้าจากร้านค้าที่กำหนด 

     รวมความก็คือเงินที่จ่ายให้กับผู้ถือบัตรคนจนนั้น ผู้ถือบัตรไม่ได้รับเงิน แต่ร้านขายสินค้าที่ถูกกำหนดเป็นผู้ได้รับเงินทั้งหมด และเมื่อได้รับเงินแล้วก็ต้องเอาเงินนี้จ่ายเป็นค่าสินค้าให้แก่ผู้ผลิตสินค้ารายใหญ่ ซึ่งมีประมาณ 8 ราย 

     มาตรการเหล่านี้ไม่เคยปรากฏในตำราแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใด ๆ ในโลกนี้ และถึงวันนี้ก็ไม่มีผลปรากฏว่าสามารถแก้ไขความเดือดร้อนทุกข์เข็ญหรือปัญหาความยากจนได้เลย ทั้ง ๆ ที่ได้เสียเงินไปเป็นจำนวนหลายแสนล้านบาทแล้ว กลายเป็นเอาน้ำพริกไปละลายแม่น้ำ 

     ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นประเทศผู้ส่งออกพืชผลทางการเกษตรรายใหญ่ในภูมิภาคนี้ แต่ไม่เคยได้มีกระบวนการหรือแนวทางนโยบายหรือมีกลไกในการทำให้ราคาสินค้าภาคเกษตรมีเสถียรภาพ และเกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่เป็นธรรม และมีผลกำไรตามสมควรเลย 

     เกษตรกรผลิตแล้วก็ขายไปตามยถากรรม และยิ่งถูกซ้ำเติมโดยนโยบายที่ฉ้อฉล โกงชาติโกงประชาชนเพิ่มเข้าไปอีก ความยากจนและความเดือดร้อนจึงหนักหนาสาหัส 

     ถ้าถามว่าในวันนี้เรามีมาตรการอะไรสำหรับภาคเกษตรที่จะทำให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ราคาที่มีกำไร และสามารถขายผลผลิตได้อย่างมีเสถียรภาพ ก็ตอบว่าไม่เคยมีนโยบายหรือแนวทางปฏิบัติและไม่เคยมีหน่วยงานใด ๆ ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรงเลย 

     ถ้าถามว่าในวันนี้สินค้าเกษตรที่เราผลิตได้ได้มียุทธศาสตร์ในการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้เกิดขึ้นในประเทศไทย หรือมียุทธศาสตร์ในการแปรรูปสินค้าภาคเกษตรอย่างไร ก็ตอบได้ว่าไม่เคยมีและไม่เคยคิดที่จะมี เพราะมัวแต่ไปสนใจในการส่งเสริมให้ต่างชาติมาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์มากกว่า 

     ถ้าถามว่าในวันนี้ประเทศไทยยังคงส่งสินค้าภาคเกษตรที่เป็นแค่วัตถุดิบเหมือนกับเมื่อร้อยปีก่อนหรือไม่ ก็ตอบได้ว่าส่วนใหญ่ยังเป็นเหมือนกับที่เคยทำมาเมื่อร้อยปีก่อน 

     ถ้าถามว่าวันนี้ในประเทศไทยมีกลไกทางการตลาดที่ถาวร และมีประสิทธิภาพในการแสวงหาตลาดและในการจำหน่ายสินค้าภาคเกษตรหรือไม่ ก็ตอบว่าไม่มี หรือมีไม่เพียงพอ และที่มีก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับผลผลิตที่เกิดขึ้นในแต่ละปีได้ 

     ถ้าหากถือว่าสินค้าภาคเกษตรมีผลต่อคนไทย 60 ล้านคน และเกิดปัญหาขึ้นในภาคนี้ ก็เป็นที่แน่นอนว่าคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศกำลังเดือดร้อนทุกข์เข็ญ 

     จึงต้องรับผิดชอบในการที่ทำให้คนไทยมีความสุขไม่ได้ และยิ่งต้องรับผิดชอบที่ความทุกข์เข็ญในแผ่นดินเพิ่มมากขึ้นด้วย.

 
Powered by DiTC.Valid XHTML and CSS.
Creative Commons License