- มูลนิธิสุนทราภรณ์จัดงานเลี้ยงแสดงความยินดี ในวันที่ 27 ก.พ. 55
- ปฏิทินโหราศาสตร์ประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๕ จัดทำโดย อ.บุญศรี ภักดีวิจิตร อดีดอุปนายกสมาคมโหร และ อ.สัมพรรค์ เผือกสกนธ์ ซึ่งเป็นศิษย์ทายาทโดยตรงของท่านอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ขณะนี้มีวางจำหน่ายแล้ว
- ภาษีอากรทั้งระบบสำหรับผู้ทำบัญชี [27/01/2555]
- ขอเชิญติดตามอ่านเรื่อง "เมื่อไม่รู้จักน้ำ ก็แก้ไขปัญหาน้ำไม่ได้ หายนะก็ไม่มีวันสิ้นสุด" ได้แล้วที่คอลัมน์ไขข้อสนใจจากไพศาล
- ขอเชิญติดตามอ่านรายงานพิเศษเรื่อง "ต้นแบบบ้านรังนก...มรดกจากสวรรค์" เขียนโดยนายไพศาล พืชมงคล ได้แล้วที่คอลัมน์รายงานพิเศษ
| เมื่อไม่รู้จักน้ำ ก็แก้ไขปัญหาน้ำไม่ได้ หายนะก็ไม่มีวันสิ้นสุด |
|
|
| Q&A - ไขข้อสนใจจากไพศาล | |||||||||||||||
| วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๓:๓๘ น. | |||||||||||||||
|
ปราชญ์จีนได้แสดงคำสอนเปรียบเทียบเรื่องน้ำไว้อย่างน่าฟังว่า “แม่น้ำไม่สำคัญที่ความลึก แต่ความสำคัญอยู่ที่มีมังกรสิงสถิตอยู่หรือไม่ ภูเขาไม่สำคัญที่ความสูง แต่ความสำคัญอยู่ที่มีเทพสิงสถิตหรือไม่ บ้านไม่สำคัญอยู่ที่ความใหญ่โตอัครฐาน แต่ความสำคัญอยู่ที่มีผู้มีสติปัญญาสิงสถิตหรือไม่ ถ้าหากมี ฮ่องเต้ (ผู้มีปัญญา) ผ่านมาก็ย่อมทรงแวะ” คนไม่รู้จักน้ำก็ไม่เข้าใจพลังของน้ำ ไม่เข้าใจอานุภาพของน้ำ นักคิดค้นทางวิทยาศาสตร์ใช้เวลาคิดค้นมานานแสนนาน ก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีมานี้ว่าพลังน้ำนั้นมีพลังมหาศาล สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ จึงเป็นต้นคิดของการทำเขื่อนเพื่อกักน้ำไว้แล้วปล่อยพลังน้ำนั้นไปผลิตกระแสไฟฟ้า และเป็นพลังการไฟฟ้าที่ต้นทุนถูกที่สุด โดยในเอเซียของเรานี้ก็มีแต่ลาวประเทศเดียวที่เฉลียวฉลาดที่สุด ร่วมคิดอ่านกับฝรั่งเศสกำหนดยุทธศาสตร์ชาติให้เป็นสองศูนย์ คือเป็นศูนย์กลางเชื่อมแผ่นดินทั้งปวง ซึ่งเป็นการแปรจุดอ่อนจากประเทศที่ไม่ติดทะเลให้เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ และอีกศูนย์หนึ่งคือเป็นศูนย์กลางพลังงานหรือเป็นแบตเตอรี่แห่งเอเซียก็ด้วยใช้ประโยชน์จากพลังของน้ำนั่นเอง ในทางการทหาร น้ำมียุทธานุภาพมาก ผู้แจ้งในมรรควิถีขุนพลย่อมร่ำเรียนจนกระจ่าง เพราะเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยแพ้ชนะของสงคราม คือเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องภูมิประเทศ และความร้อน ความหนาว ในสามก๊กตอนโจโฉแตกทัพเรือนั้น ขงเบ้งได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้บัญชาการทัพที่ใช้กำลังน้อยเอาชนะกำลังมากในประวัติศาสตร์นั้นก็มีหลายคน ที่ใช้กับกำลังแข็งกว่าเอาชนะกำลังอ่อนกว่าในประวัติศาสตร์ก็มีหลายคน ที่ใช้กลอุบายเอาชนะข้าศึกมีไม่มากนัก ดังเช่นโจโฉ จิวยี่ เป็นต้น แต่ที่สามารถใช้พลังจักรวาลทำการศึกนั้นนับแต่อดีตถึงปัจจุบันมีแต่เราผู้เดียว โลซกถามว่า อะไรคือพลังจักรวาล ขงเบ้งบอกว่า ภูมิประเทศ ดาวเดือน ดินฟ้าอากาศ น้ำ ไฟ ลม แม้กระทั่งความศรัทธา ความเกลียดชัง ล้วนเป็นพลังจักรวาลที่ผู้แจ้งมรรควิถีขุนพลสามารถใช้ในการสงครามได้ทั้งสิ้น ขงเบ้งอธิบายว่าเมื่อครั้งการศึกที่ทุ่งพกบ๋อง เราใช้ไฟเผาทหารโจโฉเสียสิบหมื่น ไฟจึงมียุทธานุภาพมากกว่าทหารสิบหมื่นของโจโฉ เมื่อครั้งสงครามที่แม่น้ำแปะโห เราใช้น้ำไขท่วมทหารโจโฉเสียสิบหมื่น น้ำจึงมียุทธานุภาพมากกว่าทหารสิบหมื่นของโจโฉ และที่ขงเบ้งยังงำไว้ไม่บอกกับโลซกในตอนนั้นก็คือกำลังจะใช้หมอกเป็นพลังจักรวาลปิดตาทหารร้อยหมื่นของโจโฉ เพื่อลวงเอาเกาทัณฑ์แสนดอกกลับไปให้จิวยี่ตามทัณฑ์บน การใช้น้ำเป็นพลังจักรวาลในการต่อสู้ข้าศึกนั้น บรรพบุรุษไทยก็กระจ่างในเรื่องนี้มาแล้ว ดังตัวอย่างการตั้งเมืองหลวงในยุคกรุงศรีอยุธยา จะเป็นความคิดอ่านของใครไม่ปรากฏชัด แต่ที่แน่ชัดก็คือได้ใช้ยุทธานุภาพและพลานุภาพของน้ำในการคุ้มครองป้องกันและทำลายข้าศึกตลอดมาเป็นระยะเวลาถึง 417 ปี อันกรุงศรีอยุธยานั้น ด้านหนึ่งติดแม่น้ำเจ้าพระยากว้างใหญ่ ยากที่ข้าศึกจะข้ามมาได้ อีกด้านหนึ่งเป็นที่ราบลุ่มต่ำ กรุงศรีอยุธยาสร้างกำแพงเมืองสูงใหญ่ มีคูรอบนอกไว้สำหรับป้องกันข้าศึก ภายในเมือง บ้านเรือนราษฎรยกใต้ถุนสูงพื้นน้ำ นอกออกไปจากตัวเมืองอันเป็นทางที่ข้าศึกจะยกมาต่อตีนั้นเป็นทุ่งราบ ในยามหน้าแล้งก็เห็นเป็นเรื่องไม่ผิดปกติอันใด แต่ครั้นถึงเทศกาลน้ำหลากมาแล้ว ก็จะกลายเป็นทะเลใหญ่ที่ท่วมทับทหารพม่าให้วายวอดไปได้ในคืนเดียว การที่พม่าในยุคตั้งแต่ก่อนเสียกรุงครั้งที่หนึ่งได้กำหนดกฎเกณฑ์ทัพในการทำศึกกับกรุงศรีอยุธยาไว้เป็นข้อตายตัวว่าถึงปลายเทศกาลแล้งแล้ว คือก่อนวันพระจันทร์เพ็ญในกลุ่มดาวอาสาฬหะ ถ้าการศึกยังติดพันอยู่ก็ให้เร่งเลิกทัพกลับพม่า กว่าจะได้กฎเกณฑ์ข้อนี้มาก็เพราะว่าทหารพม่ายกมาต่อตีกับกรุงศรีอยุธยาทั้งทัพเล็กทัพใหญ่หลายครั้ง มาตั้งทัพในทุ่งราบเผชิญหน้ากันอยู่ การศึกติดพัน น้ำก็หลากมา กลายเป็นทะเลใหญ่ท่วมทับทหารพม่าตายไปหลายครั้งหลายหน จนเวลาล่วงไปถึง 417 ปี ลุปี พ.ศ. 2307-2310 พม่าจึงหาทางที่จะตีกรุงศรีอยุธยาให้แตกก่อนน้ำจะหลากมาได้สำเร็จ บทเรียนนี้แสดงว่ายุทธานุภาพของพลังจักรวาลธาตุน้ำนั้นยับยั้งป้องกันศึกได้ชั่วครั้งชั่วคราว หากไม่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามสถานการณ์อันพลิกแพลงและใช้พลังจักรวาลนี้อย่างตายตัว ในที่สุดก็จะเสียเมืองดังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สองนั่นแล ประเทศไทยตั้งอยู่ในสภาพภูมิศาสตร์อันเป็นที่ลาด ทางภาคเหนือและภาคอีสานเป็นที่สูง ค่อย ๆ ลาดลงมาทางภาคกลาง โดยมีกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเป็นเหมือนเมืองชายทะเล เพราะมีทางไปสู่อ่าวไทย เมื่อถึงเทศกาลฝนหลากมา น้ำทางด้านเหนือจะไหลผ่านแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน สี่สาย มายังภาคกลาง ครั้นถึงจังหวัดชัยนาทก็จะไหลลงสองแม่น้ำใหญ่ คือเจ้าพระยาสายหนึ่ง และท่าจีนอีกสายหนึ่ง เป็นสองแขนใหญ่ที่ช่วยระบายน้ำเหนือออกอ่าวไทย ส่วนน้ำจากภาคอีสานก็ไหลลงสู่สองลำน้ำใหญ่เช่นเดียวกัน คือลำน้ำชีและลำน้ำมูล เพื่อออกสู่แม่น้ำโขง และสายน้ำทางตอนใต้อื่น ๆ เมื่อครั้งตั้งกรุงเทพฯ ก็คงอาศัยสืบทอดแนวคิดจากการตั้งกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้จึงตั้งที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา อาศัยแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นปราการต้านศึกข้างตะวันตก และเป็นแหล่งระบายน้ำออกทะเล แล้วสร้างคูคลองทางด้านตะวันออกและด้านเหนือเป็นชั้น ๆ ไป ตั้งแต่คลองหลอดออกไปเป็นลำดับ ซึ่งนอกจากเป็นคลองป้องกันข้าศึกแล้วยังเป็นคลองกักเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้ง และเป็นทางสัญจรไปมา และเป็นสายธารหล่อเลี้ยงการผลิตภาคเกษตรที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้องของเมืองหลวง ลุล่วงมาถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงแปรวิกฤตจากสนธิสัญญาเบาริ่งที่ให้ยกเลิกการผูกขาดค้าข้าวเป็นโอกาสในการค้าข้าว ทรงกำหนดยุทธศาสตร์คลองชลประทานขึ้น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้านเหนือเชื่อมตะวันออก โดยไม่ต้องใช้เงินจากคลังหลวงแม้แต่บาทเดียว เป็นต้นแบบคลองชลประทานที่สมบูรณ์แบบ ที่อำนวยประโยชน์หลายสถาน สถานหนึ่ง เป็นแหล่งน้ำอันอุดมในการหล่อเลี้ยงภาคเกษตร ตลอดจนเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการขยายพื้นที่ในการปลูกข้าว สถานหนึ่ง เป็นแก้มลิงหรือเป็นแหล่งรับน้ำยามเทศกาลน้ำหลากมา ให้กระแสน้ำชะลอตัว แทนที่จะไหลเร็วรี่เข้าท่วมกรุง เพราะการเก็บน้ำนั้นไม่สามารถเก็บน้ำในเขื่อนได้เท่า ได้ดี หรือมากกว่าการเก็บน้ำในธารน้ำธรรมชาตินั้นเลย พระองค์ทรงศึกษา ทรงเห็นอย่างแจ้งชัดจากการเสด็จประพาสยุโรปตั้งแต่ร้อยกว่าปีมาโน่นแล้ว ตลอดยุคสมัยทรงสร้างแหล่งน้ำ ขุดคลอง ฟื้นฟูสายน้ำ เป็นอันมาก ยิ่งกว่ายุคใด ๆ ในประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย เมื่อมีคติว่าน้ำเป็นที่ตั้งแห่งความมั่งคั่ง การสร้าง การฟื้นฟูแหล่งน้ำในยุคสมัยนั้นจึงเป็นที่ตั้งแห่งความมั่งคั่งของราชอาณาจักร แต่อนิจจานับแต่สิ้นรัชกาล พระราชมรดกทั้งหลายดังกล่าวก็ถูกทอดทิ้ง และมาฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน แต่ทว่าพัฒนาการโลกทุนนิยมได้ทำลายธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ของประเทศชาติจนแทบหมดสิ้น 25 ลุ่มน้ำใหญ่ 1,200 สายน้ำใหญ่ และอีกหลายหมื่นคูคลองหนองบึงบางถูกทำลายจนตื้นเขินหรือกลบทิ้งจนเหลือไม่ถึงครึ่ง ทำให้ปริมาณน้ำในธรรมชาติเหลือน้อยลง กระทั่งกักเก็บน้ำไม่ได้หรือไม่เพียงพอ เพราะเหตุนี้เมื่อยามเทศกาลฝนก็ไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำในธรรมชาติ น้ำจึงทะลักไหลลงล่างโดยไม่มีสิ่งใดขวางกั้น ทะลักเข้าท่วมภาคกลางและกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น ๆ และมากขึ้น จนกระทั่งเป็นที่คาดหมายว่า 6 ปีข้างหน้านี้กรุงเทพฯ และสมุทรปราการจะถูกน้ำท่วมถึงตึกชั้นสอง และอีก 20 ปีข้างหน้าสมุทรปราการ ภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ จะกลายเป็นทะเล พอสิ้นหน้าฝนลงและเนื่องมาแต่เหตุที่ไม่มีที่กักเก็บน้ำก็ไม่มีน้ำใช้ดื่มใช้กินและใช้ภาคเกษตร พอถึงเทศกาลแล้งก็กลายเป็นภัยแล้งติดตามมา ทั้งภัยน้ำท่วมและภัยแล้งซึ่งรวมศูนย์กลางอยู่ที่การไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำธรรมชาติที่พอเพียงและมีผล ได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ก่อความเสียหายทำลายชีวิตคนปีละหลายร้อย ทำลายทรัพย์สินข้าวของไร่นาพินาศกว่า 500,000 ล้านบาท มาครั้งนี้ก็พินาศฉิบหายหลายล้านล้านบาท และไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกสักกี่ปีจึงจะฟื้นฟูให้ดีดังเดิม ธรรมชาติไม่อนุญาตให้คนถ่อยหรือคนโง่นำพาชาติบ้านเมืองอีกต่อไปแล้ว มิฉะนั้นราชอาณาจักรนี้ ประชาชาติไทยของเรานี้ ก็จะล้มหายตายจากไปกับกระแสน้ำในอีกไม่นานเท่าใดนัก เหล่าผู้รักชาติและบรรดาคนที่รักหวงห่วงลูกหลาน จึงต้องคิดอ่านเตรียมการที่จะจัดการแก้ไขปัญหานี้ด้วยน้ำมือของมวลมหาประชาชน และทหารกล้า อันเป็นหลักค้ำจุนชาติบ้านเมืองของเรามาแต่บรรพกาลนั้น ความจริงอุทกภัยในปี 2554 นี้ จะว่ารุนแรงก็ร้ายแรง จะว่าอยู่ในวิสัยที่ป้องกันแก้ไขได้ก็ได้ แต่กล่าวได้ว่าถ้ามีสติปัญญาป้องกันแก้ไขให้ทันท่วงทีเสียตั้งแต่ต้นก็จะไม่เกิดความเสียหายขึ้น เพราะว่า ข้อแรก แผ่นดินใช่ว่าจะสิ้นซึ่งผู้มีความรู้ เพราะมีผู้เตือน ผู้แสดงอย่างแจ้งชัดมาโดยลำดับแล้วว่าในปีนี้ฝนจะมาก น้ำจะท่วมใหญ่ แต่หามีใครเชื่อฟังไม่ คงพึ่งพาอาศัยแต่การคำนวณแบบใหม่ที่คำนวณแต่เพียงการเคลื่อนตัวของเมฆฝนเป็นสรณะ แล้วโมเมยกเมฆว่าน้ำจะน้อย ฝนจะแล้ง ดังนั้นจึงกักเก็บน้ำไว้ในเขื่อนตอนบนไม่ยอมปล่อย จนกลายเป็นภัยแล้งใหญ่มาก่อนหน้าแล้ว ครั้นฝนตกหนักมาก็ยังคงเดินหน้ากักเก็บน้ำไว้จนล้นเขื่อนเพราะผวาว่าฝนจะน้อย น้ำจะแล้ง ซึ่งเป็นปฐมเหตุของความผิดพลาด ข้อสอง นักการเมืองชั่วช้าสารเลวมากขึ้นทุกที ครั้นเข้าเทศกาลฝนน้ำล้นหลากมาก็คิดหาคะแนนนิยมป้องกันน้ำท่วมให้กับชาวบ้านที่เป็นฐานคะแนนเสียงตน ปิดกั้นน้ำไม่ให้ไหลลงแม่น้ำท่าจีน ตัดแขนระบายน้ำของประเทศไปแขนหนึ่ง เหลือแขนเจ้าพระยาแต่เพียงแขนเดียว น้ำระบายได้ช้า จึงเอ่อล้นท่วมขังในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง แล้วค่อย ๆ ทยอยท่วมในภาคกลางตอนล่างและกรุงเทพฯ เมื่อสมทบกับความตระหนกตกใจของผู้คิดผิดเรื่องการเก็บน้ำในเขื่อน ที่พอน้ำล้นเขื่อนก็เร่งปล่อยน้ำมาสมทบ น้ำจึงท่วมภาคเหนือ ภาคกลาง เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติ จนผู้คนก่นด่าประจานกันทั้งบ้านทั้งเมือง และในที่สุดฟ้าก็ประทานความเมตตาเป็นเหตุให้ต้องเปิดทางระบายน้ำลงแม่น้ำท่าจีนอีกสายหนึ่ง จึงพอระบายไปได้บ้าง แต่ช้าไปแล้ว ปริมาณน้ำมากล้นรำพัน ฝนก็เทหลั่งลงมาไม่หยุดหย่อน ปริมาณน้ำทั้งเหนือ ทั้งกลาง ล้นไหลยิ่งกว่ามังกรคะนองคลื่น ท่วมทับลงมาทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ข้อสาม เป็นความผิดพลาดใหญ่ ใช้ช่างทำรองเท้าไปทำฟันแทนหมอฟัน น้ำหลากใหญ่มาแล้ว ยังเข้าใจผิดคิดว่าเป็นน้ำท่วมธรรมดา จึงมุ่งแต่ทำการเอาหน้าหาเสียงให้กับหัวหน้ารัฐบาล วัน ๆ ก็เอาแต่ไปแจกของ ยืนหน้ากล้องถ่ายทีวี แล้วพร่ำเพ้อแต่คำว่าทำอยู่จ้า เอาอยู่จ้า จนกระทั่งต้องมาเพิ่มคำว่าน้ำแตกแล้วเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ซึ่งเป็นความทุเรศทุรังชนิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และเพราะเป็นช่างทำรองเท้า ทำฟันไม่เป็น ดังนั้นจึงไม่รู้จักน้ำ ไม่รู้จักวิธีรับมือกับน้ำ ว่ายามนั้นน้ำไหลท่วมมาจาก 3 แหล่ง คือน้ำเหนือหนึ่ง น้ำหนุนจากทะเลหนึ่ง และน้ำฝนบนฟ้าที่ตกลงมาอย่างหนักอีกหนึ่ง ก็ละล้าละลังทะเลาะเบาะแว้งเล่นเกมการเมืองกัน ป้องกันกั้นน้ำไม่ให้ท่วมพื้นที่ฐานเสียง ปล่อยน้ำไปใส่พื้นที่อื่น จนนำไปสู่วิวาทบาดหมางกันระหว่างราษฎรทุกหย่อมหญ้าแทบจะฆ่ากันตาย จนความเสียหายเพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อนก็ยังหวงก้างไม่ปล่อยวางให้ผู้มีอำนาจหน้าที่และมีศักยภาพคือกองทัพไทยได้เข้าป้องกันแก้ไขปัญหา ข้อสี่ ด้วยจิตไร้สำนึกที่ไม่เข้าใจ จึงตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยขึ้น ซึ่งชื่อก็สะท้อนความคิดอ่านและเนื้อหาของงานว่าเป็นศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัย หาใช่ศูนย์ป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมแต่ประการใดไม่ ดังนั้นจึงมีการปล่อยให้น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม โรงงานหลายพันแห่งต้องพังไปต่อหน้าต่อตา โดยที่ไม่มีใครตัดสินใจป้องกันหรือสั่งแก้ไขปัญหาใด ๆ เลย เสียงพร่ำเพ้อคำว่าเอาอยู่ กำลังทำอยู่ และน้ำแตกแล้ว ก้องกระหึ่มไปตามสื่อโทรทัศน์ จนผู้คนทั้งหลายเข้าใจไปในอีกทางหนึ่ง อันเป็นที่น่าละอายและสังเวชนัก มาถึงวันนี้หากนับแต่เทศกาลสงกรานต์มาก็เป็นเวลา 6 เดือนแล้ว ไม่มีปรากฏการณ์ใดหรือข้อคิดใดว่ารับมือกับการป้องกันแก้ไขอุทกภัยน้ำท่วมได้เลยแม้แต่สักที่เดียว กระทั่งเกิดความขัดแย้งกันระหว่างคนพวกหนึ่งที่คิดจะปล่อยให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ เพื่อความเป็นธรรม กับอีกพวกหนึ่งที่ต้องการป้องกันกรุงเทพฯ ไว้อย่างสุดจิตสุดใจก็ยังเถียงกันไม่เลิกรา จนมีการแฉว่าเป็นเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง เรื่องวาระซ่อนเร้น อันอาจเป็นเหตุให้เกิดการแย่งชิงอำนาจในการจัดการกรุงเทพมหานครก็ได้ ล่าสุดความจริงก็ปรากฎออกมาแล้วว่านักการเมืองเป็นต้นเหตุและต้นตอของปัญหาและเป็นตัวซ้ำเติมของปัญหา เพราะบ้างก็กันไม่ให้น้ำไหลเข้าพื้นที่ฐานเสียง จนน้ำท่วมถิ่นอื่นพินาศวายวอด บ้างก็ยกพวกไปรื้อคันกั้นน้ำเพื่อให้น้ำไหลไปท่วมคนอื่นบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องชั่วช้าสารเลวสิ้นดี น้ำท่วมก็ท่วมไป แต่คนใจชั่วก็ชั่วไม่เลิก แทนที่จะระดมพลังสามัคคีของประชาชาติ กลับสร้างความแตกแยกแตกสามัคคีไม่หยุดไม่หย่อน เป็นที่น่าเวทนานัก เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องของน้ำ ซึ่งกำลังมาถึงจุดแยกสำคัญว่าจะหยุดยั้งหายนะจากน้ำก่อนที่กรุงเทพฯ ภาคตะวันออก และภาคกลางจะกลายเป็นทะเล หรือว่าจะป้องกันแก้ไขปัญหานี้ให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในฐานะที่เป็นวาระของชาติ ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของประชาชาติไทยทั้งปวงด้วย ทว่าการป้องกันแก้ไขนั้นต้องจัดการที่ต้นเหตุของปัญหา คือนักการเมือง เพราะถ้ายังมีอสุรกายนักการเมืองดังที่เป็นอยู่ก็ไม่มีวันป้องกันแก้ไขปัญหาได้ มีแต่ต้องเตรียมเรือโนอาห์ละครับ! ก็ต้องเตือนให้สังวรกันไว้ว่า อันธรรมดาขยะและปฏิกูลทั้งหลายอันมาพร้อมกับน้ำนั้น เวลาไปก็จะไปพร้อมกับน้ำนั่นแล.
Powered by !JoomlaComment 3.26
3.26 Copyright (C) 2008 Compojoom.com / Copyright (C) 2007 Alain Georgette / Copyright (C) 2006 Frantisek Hliva. All rights reserved."
|
|||||||||||||||
| แก้ไขล่าสุด ใน วันศุกร์ที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔:๐๑ น. |





